Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2551

 

 

หัวข้อ“อุปสรรคของ ชีวิต...ที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง”

โดย อ.ประยูร

 
     
 

วิธีขจัดอุปสรรคในการให้พระคริสต์เป็นศูนย์กลาง
ประการที่ 1: ความอวดดี
สุภาษิต 27:21-21
1อย่าคุยอวดถึงพรุ่งนี้ เพราะเจ้าไม่ทราบว่าวันหนึ่งๆจะนำอะไรมาให้บ้าง 2จงให้คนอื่นสรรเสริญเจ้า  และไม่ใช่ปากของเจ้าเอง ให้คนต่างถิ่นสรรเสริญ  ไม่ใช่ริมฝีปากของเจ้าเอง
อวดดี คือสิ่งที่คนเรามักมีมาติดตัว
ตำแหน่งและความสำเร็จ ไม่ได้หมายความว่าความมีคุณค่าของคนจะสูงกว่าคนอื่น
เรื่องของเกียรติ
โรม 12:10 10จงรักกันฉันพี่น้อง   ส่วนการที่ให้เกียรติแก่กันและกันนั้น   จงถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัว
ถ้าเราคิดว่า เราดีกว่าผู้อื่น เรากำลังให้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง การประชาสัมพันธ์มีหลายแบบ แบบกดคนอื่นต่ำลง คือการพูดถึงเรื่องร้ายๆของคนอื่นๆตลอดเวลา ปรากฏว่า ไม่ใครดีสักคน เหลือตัวเอง คือตัวเราดีอยู่คนเดียว การทำผิดพลาดไม่ได้หมายความว่าคนนั้นเลวกว่าเรา ให้เรามองเห็นคุณค่าของคนอื่น เราไม่อวดดี ไม่อวดตัว อย่าประชาสัมพันธ์ตัวเอง
ประการที่สอง : การยั่วเย้า
 3หินก็หนัก  และทรายก็มีน้ำหนัก  แต่การยั่วเย้าของคนโง่  ก็หนักยิ่งกว่าทั้งสองอย่างนั้น
คนไทยเรามีนิสัยชอบยั่วเย้าคนเก่ง อย่าให้นิสัยชอบยั่วคนอื่นเข้ามา บางทีเรียกว่า แซว ถ้าเราชอบสนุกในการแซว พระคัมภีร์ตอนนี้ไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า และสร้างความหนักใจให้กับคนที่ถูกยั่ว พระคัมภีร์บอกว่า คนชอบยั่วไม่ฉลาด เป็นการสร้างการกดดันให้กับคนรอบข้าง จงอย่าทำ แม้แต่พ่อกับลูกก็ไม่ควรทำ โคโลสี 3:21
21ฝ่ายบิดา   ก็อย่ายั่วบุตรของตนให้ขัดเคืองใจ   เกรงว่าเขาจะท้อใจ
การยั่วทำให้เกิดการท้อใจ ทำให้เกิดอารมณ์
ประการที่สาม : ความโกรธ
4ความพิโรธก็ดุร้าย  ความโกรธก็ท่วมท้น
ความโกรธทำลายพระลักษณะที่เป็นของพระเยซูคริสต์ คนมองไม่เห็นทำเราไม่สามารถดำเนินชีวิตภายใต้ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า สติปัญญาถูกลบโดยความโกรธ เวลาเราแค้น สติปัญญาหาย โดยเฉพาะคนที่มีตำแหน่งที่ทำร้ายเรา แต่ถ้าเราสงบ เราจะรู้ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร เราจะมีสายตาอย่างพระเจ้า Ex. คู่แต่งงานที่มาทำ Premarital counseling รับคำแนะนำจากผู้ให้คำปรึกษา แต่พอใกล้วันแต่งงานกลับยกเลิกงานแต่งงาน เพราะทะเลาะกัน เพราะคิดว่า เริ่มมองเห็นความไม่ดีของอีกฝ่าย ความโกรธทำให้มองไม่เห็นความดีของอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าเราเก็บความโกรธ เราจะสาปแช่งแทนการอวยพร เอเฟซัส 4:2626จะโกรธก็โกรธได้  แต่อย่าทำบาป   อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยังโกรธอยู่
ถ้าตะวันตกแล้วยังโกรธอยู่ ก็จะทำให้เรานอนไม่หลับ  โคโลสี 3:8  8แต่บัดนี้   สารพัดสิ่งเหล่านี้ท่านจงเปลื้องทิ้งเสีย   คือความโกรธ   ความขัดเคือง   การคิดปองร้าย   การพูดให้ร้าย   คำพูดหยาบโลน
พระคัมภีร์ตอนนี้เป็นความต่อเนื่องกัน ถ้าเราเปลื้องสิ่งเหล่านี้ พระเยซูคริสต์เป็นศูนย์กลาง แต่ถ้าเราโกรธ เราจะไม่สามารถคิดอะไรเป็นพร หรือสร้างสรรค์ได้ ความเจริญรุ่งเรื่องจะเกิดขึ้น ถ้าเราให้พระคริสต์เป็นศูนย์กลาง
ประการที่สี่ : ความริษยา
แต่ใครจะยืนต่อหน้าความริษยาได้
แพ้ให้รู้จักแพ้และแก้ไขให้ แพ้กับชนะไม่ใช่เรื่องของความอับอายขายหน้า แต่ถ้าเรามีวิญญาณการชิงดีชิงเด่น ก็จะรู้สึกอับอายขายหน้า และทำให้เกิดความริษยาขึ้น Ex. มีคนมาถามอ.ประยูรว่า ภรรยาของอาจารย์สวยไม๊ ตอบว่า ไม่มีใครสวยเท่าภรรยา คนถามว่า อาจารย์กำลังไม่ยอมรับความจริง เช่นนางสาวไทยย่อมสวยกว่าภรรยาอยู่แล้ว มันขึ้นอยู่กับมาตรฐานของตัวเอง ถ้าเรามีตัวเองเป็นมาตรฐาน ก็จะไม่มีใครมาแข่งกว่า หรือเก่งกว่า
ถ้าเรามีความริษยา มันจะเป็นเหมือนระเบิดเวลา เพราะเมื่อมีใครเก่งกว่า ดีกว่า ก็จะเกิดความร้อนรุ่ม Ex. ละครสนุกเพราะมีตัวริษยา ฟิลิปปี 2:3 8แต่บัดนี้   สารพัดสิ่งเหล่านี้ท่านจงเปลื้องทิ้งเสีย   คือความโกรธ   ความขัดเคือง   การคิดปองร้าย   การพูดให้ร้าย   คำพูดหยาบโลน ถ้าเราดีกว่าคนอื่น พระคริสต์ไม่ได้เป็นศูนย์กลางของเรา
จงส่งเสริมให้คนอื่นดีกว่าเรา เราจะมีความสุขอย่างที่พระคริสต์เป็นศูนย์กลาง
ปราการที่ห้า : ความไม่จริงใจ
 5ว่ากันต่อหน้า ดีกว่ารักกันลับๆ 6บาดแผลที่มิตรทำก็สุจริต แต่การจุบของศัตรูนั้นมากเกินความจริง
ไม่น่าเชื่อถือ พูดความจริงด้วยใจรัก เมื่อมีใครจริงใจกับเรา ก็จงรับความจริงใจนั้นไว้ แม้ว่าจะเจ็บ แต่มันเป็นคุณกับชีวิต
Ex. เราพูดถึงเรื่องเสื้อเหลืองเสื้อแดง พูดถึงเรื่องสามัคคี   แต่ความจริงใจอยู่ที่ไหน
Ex. ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นความจริง (ใจ) ความจริงจะทำให้เราเป็นไท
ความกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความผิดของตัวเองต่อหน้าคนอื่น ทำให้ปิดบัง อย่าทำผิดพลาดที่เกิดจากความตั้งใจ ถ้าปิดแสดงว่ายังอยากกลับไปทำอีก Ex. ดาวิดพักรบ ด้วยความเป็นกษัตริย์ ใช้อำนาจไม่ฉลาด สั่งให้นอนกับผู้หญิงทำให้ตั้งท้อง สามีจงรักภักดี ดาวิดพยายามกลบเกลื่อน สั่งสามีกลับบ้าน และส่งสามีไปตายในสนามรบ ความบาปนี้เป็นที่รู้ของทุกคนทุกยุคทุกสมัย เพราะดาวิดกลับใจ ความบาปที่กลับใจแล้วกลายเป็นพระพร
ประการที่หก : หนี
8คนที่เจิ่นไปจากบ้านของตน  ก็เหมือนนกที่เจิ่นไปจากรังของมัน  
การหนี ไม่ใช่การแก้ปัญหา การหนี เกิดจากการสรุป เหตุการณ์ที่เราเผชิญเกินจากความจริง การหนี เกิดจากการขาดความเชื่อ เกิดจากการคาดหวังอนาคตโดยขาดความรู้ อย่าหนีจากคริสตจักรนี้ นี่เป็นคริสตจักรหนึ่งในประเทศไทยที่พระเจ้าทรงเจิม การหนี คือการไม่ยอมรับบทเรียน การหย่าร้างกัน เป็นการหนีที่น่าเกลียดที่สุด เป็นการปิดโอกาสคู่ของเรา อย่าหนีออกจากบ้าน อย่าหนีออกจากบ้านฝ่ายวิญญาณ คือคริสตจักรของเรา
ประการที่เจ็ด : อย่าทิ้งกัน
9น้ำมันและน้ำหอมกระทำให้ใจยินดี  และคำเตือนสติอันอ่อนหวานของเพื่อนก็เป็นที่ ให้ชื่นใจ  10อย่าทอดทิ้งมิตรของเจ้า  และมิตรของบิดาเจ้า  และอย่าไปที่เรือนพี่น้องของเจ้าในวันลำบากยากเย็นของเจ้า  เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ ดีกว่าพี่น้องที่อยู่ห่างไกล
จงเรียนรู้การเกื้อกูลกัน คนไทยบางคนให้ความสำคัญของเพื่อนสูง โดยใช้คำถามที่ทำให้ต้องสะดุด เช่น เห็นเมียดีกว่าเพื่อน  ถ้าใครเห็นเพื่อนดีกว่าเมีย วันหนึ่งก็จะเห็นเพื่อนอีกคนดีกว่าเรา และอย่าไล่ออกจากบ้าน ให้เรียนรู้จักคำว่า ไม่ทิ้งเพื่อน คือเมื่อเห็นเพื่อนทำผิดแล้วเราเตือน
ประการที่แปด : ไม่ประมาท
12คนหยั่งรู้  เห็นอันตรายและซ่อนตัวของเขาเสีย  แต่คนเขลาเดินเรื่อยไป และรับอันตรายนั้น
ไม่ประมาท “อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเคราะห์กรรม แต่เป็นเรื่องของประมาท”
ประการที่เก้า : ไม่รู้จักกาลเทศะ
14บุคคลที่ตื่นแต่เช้ามืดไปอวยพรเพื่อนบ้านด้วยเสียงดัง  เขากลับจะเห็นว่าเป็นคำสาปแช่ง 

ประการที่สิบ : การเป็นคนขี้ทะเลาะ
15ฝนย้อยแปะๆไม่หยุดในฤดูฝนฉันใด    ผู้หญิงที่ขี้ทะเลาะก็เหมือนกันฉันนั้น  
 16ที่จะยับยั้งเธอก็เหมือนยับยั้งลม  หรือกอบน้ำมันด้วยมือขวา
จงอยู่อย่างสงบกับทุกคน ไม่ใช่นิดๆหน่อยๆก็ไม่ได้ ชวนทะเลาะ มันน่ารำคาญ เหมือนฝนตกหนักก็ไม่หนัก เฉอะแฉะ ไม่ไหนก็ไปไม่ได้ อย่าชวนใครทะเลาะ

ประการที่สิบเอ็ด : เปิดใจให้เพื่อนสอน คนที่เรารู้จักสอนเรา
17เหล็กลับเหล็กได้   คนหนึ่งก็ลับเพื่อนของตน
คนบางคนสอนไม่ได้ ต้องศิษยาภิบาลสอนอย่างเดียว จงเปิดโอกาสให้เพื่อนสอนเราได้ ให้คนที่รู้จักเราดีสอนเรา โดยเฉพาะสามีหรือภรรยา เพราะมันตรงจุด ลูกๆจงอนุญาตให้พ่อแม่สอนเรา บางทีเราไม่พอใจเพื่อน เพราะ เพื่อนพูดตรงเกินไป

ประการที่สิบสอง : บ้ายอ
21เบ้ามีไว้สำหรับเงิน  เตาถลุงมีไว้สำหรับทองคำ   คำสรรเสริญของคนจะพิสูจน์คน 
ถ้าจะพิสูจน์คน จงมอบคำสรรเสริญเขา คนที่บ้ายอ เอาแต่คำสรรเสริญ
Ex. ถ้าเพื่อนคนไหน เอาแต่ชม ให้สังเกตุคำชมนั้น และอยู่ห่างเขา แต่ถ้าเพื่อนคนไหนติอย่างเดียว ให้อยู่ห่างเขาสักนิด เพื่อเราจะทนได้ คนที่ติ แสดงว่าเขามีมาตรฐานของเขา
อย่าบ้ายอ เรารู้ว่าเรามีที่ติ

สิบสองประการนี้ ให้ใช้ทบทวนก่อนสิ้นปี เพื่อกำจัดมันออกไป ทุกอย่างจะดีขึ้น ความสัมพันธ์จะดีขึ้น

ี้

 

 

 

 

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org