|
|
|
| |
หัวข้อ“พระเยซูเป็นจุดพักจิตใจเพื่อหายเหนื่อยและเป็นสุข”
โดย ศจ. สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
|
|
| |
|
|
| |
ในปฐมกาลได้กล่าวถึงการพัก เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลกถึงวันที่หก พระองค์ทรงพักในวันที่เจ็ด ปฐมกาล 2:1-3 1ฟ้าและแผ่นดิน และบริวารทั้งสิ้น ที่มีอยู่ในนั้น พระเจ้าทรงสร้างสำเร็จดังนี้แหละ 2วันที่เจ็ด พระเจ้าก็เสร็จงานของพระองค์ที่ทรงกระทำมานั้น ในวันที่เจ็ดนั้นก็ทรงพักการงานทั้งสิ้นของพระองค์ที่ได้ ทรงกระทำ 3พระเจ้าจึงทรงอวยพระพรแก่วันที่เจ็ด ทรงตั้งไว้เป็นวันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ เพราะในวันนั้นพระองค์ทรงหยุดพักจากการงานทั้งปวงที่พระองค์ทรงกระทำในการเนรมิตสร้าง
ที่พระเจ้าทรงพักมิใช่เพราะพระองค์เหนื่อยเหมือนกับมนุษย์ แต่พระเจ้าทรงพักเพราะทุกอย่างสำเร็จตามที่พระองค์ทรงสร้าง คำว่า พัก ในที่นี้ คือคำว่า สะบาโต (ซับบาท) แปลตามภาษาฮีบรู แปลว่า การหยุดนิ่ง สงบ พักผ่อน เยเรมีย์ 6:16 พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า “จงยืนที่ถนนและมองให้ดี และถามหาทางโบราณนั้น ว่าทางดีอยู่ที่ไหน แล้วจงเดินในทางนั้น และให้จิตใจของท่านได้ความสงบ แต่เขาทั้งหลายกล่าวว่า 'เราจะไม่เดินในนั้น' พระเจ้าทรงให้ถ้อยคำผ่านผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์เมื่อในอดีตว่า พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้มองหาที่พักของจิตใจ เส้นทางที่จะไปถึงที่พักนั้น พระคัมภีร์เรียกว่า ทางโบราณ เป็นทางที่ดี ให้เดินเข้าไปในทางนั้น แล้วจิตใจของผู้ที่เดินเข้าไปจะได้ความสงบ พระคัมภีร์ได้พูดถึงการได้พักที่แท้จริง คือ เรื่องของจิตใจ หากจิตใจสงบ ก็คือการพัก แต่ในการเชิญชวนให้พักนี้กลับถูกตอบสนองด้วยการปฏิเสธ มีคนมากมายที่เข้าใจว่าการพักคือการท่องเที่ยว การพักคือการหยุดนานๆ การพักคือการทำอะไรสนุกๆ ดูหนังฟังเพลง แต่นั่นไม่ใช่การพักที่แท้จริง ข้าพเจ้าได้พบกับสามีภรรยาคู่หนึ่งที่รู้สึกว่า ชีวิตของเขาเหนื่อย เขาบ่นออกมาว่าเหนื่อย เหนื่อย ข้าพเจ้าจึงชวนเขาไปโบสถ์ไปหาพระเจ้า สามีตอบทันที ว่า เขาเหนื่อยมาหกวันแล้ว ไปโบสถ์อีกก็ยิ่งเหนื่อย ขอพักวันอาทิตย์ เขาคงเป็นคริสเตียนไม่ได้หรอก เพราะเขาทำไม่ได้ ไปโบสถ์วันอาทิตย์ ก็หมดวันที่ต้องพักพอดี ที่นี่ มีใครที่คิดว่า การไปโบสถ์แล้วทำให้เหนื่อย หมือนผู้ชายคนนี้ เขาคิดถูก ไม่ผิด ไปโบสถ์แล้วเหนื่อย เพราะคนชวนคือข้าพเจ้า แต่ถ้าคนชวนคือ พระเยซู เขาจะหายเหนื่อย และเขาจะอยากมาโบสถ์ทุกอาทิตย์ ไม่อยากขาดโบสถ์เลย คริสเตียนก็เช่นกัน เรากำลังมาโบสถ์เพราะใครบางคนชวนให้เรามา หรือเรามาเพราะเราได้ยินพระเยซูคริสต์ชวนเรามาพบพระองค์ คำว่า “พัก” ยังมีการประยุกต์ใช้จากคำแปลรากศัพท์ภาษาฮีบรูนี้ที่น่าสนในอีกคำคือ คำว่า พักเพื่อการเฉลิมฉลอง น่าจะสอดคล้องกับประโยคในพระคัมภีร์ปฐมกาล 2:3 3พระเจ้าจึงทรงอวยพระพรแก่วันที่เจ็ด ทรงตั้งไว้เป็นวันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ เวลาคนเราได้รับอะไรดี ก็จะรู้สึกว่า วันนั้น เป็นวันดี น่าจะไปฉลองวันดี เช่น วันรับโบนัส วันเกิด วันครบรอบแต่งงาน วันเลื่อนตำแหน่ง วันเงินเดือนขึ้น วันสารพัดวันดี สำหรับคริสเตียน ทุกวันเป็นวันดี เราไม่ต้องหาฤกษ์หายาม เราถือฤกษ์สะดวก และวันที่เรานัดกันมาเพื่อเฉลิมฉลองนมัสการพระเจ้าคือวันที่เราหยุดพักการงาน เราเลือกวันอาทิตย์ตามวันหยุดสากล หรือบางที่วันหยุดสากลเลือกวันอาทิตย์ตามการนมัสการของคริสเตียน วันอาทิตย์จึงเป็นวันที่เรามานมัสการพระเจ้า แต่คริสเตียนบางประเทศไม่สามารถนมัสการวันอาทิตย์ได้ ต้องนมัสการกลางคืนวันธรรมดา เพราะถูกต่อต้าน ข่มเหงในเรื่องของศาสนา วันเวลาที่เขาเลือก ก็เป็นวันเฉลิมฉลองได้ เราเลือกเดินทางนี้ เพราะ ยอห์น 14:6 6พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น นั่นคือการบอกกับเราว่า เดินกับพระเยซูคริสต์แล้วจะถึงที่หมาย ได้พัก หายเหนื่อยเป็นสุข เป็นทางเดียวกันกับที่พระคัมภีร์เยเรมีย์ 6:16 ได้กล่าวว่า เป็นทางที่ดี ใครเดินในทางนั้น จิตใจได้พักสงบ พระเยซูคริสต์ทรงสอนและชี้ทางสว่างให้กับคนยิวเมื่อสองพันปีที่แล้วให้หลุดจากความเหน็ดเหนื่อยของการปฏิบัติกิจทางศาสนาที่ทำให้คนเป็นทาสของข้อห้ามต่างๆ เช่น วันสะบาโต วันพักผ่อนของพระเจ้า ทางโบราณที่ดี แต่กลับถูกนำมาใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ ลูกา 6:1-11 1 ในวันสะบาโตวันหนึ่ง พระองค์กำลังเสด็จไปที่ในนา และพวกศิษย์ของพระองค์ก็เด็ดรวงข้าวขยี้กิน 2บางคนในพวกฟาริสีจึงกล่าวว่า “ทำไมพวกท่านจึงทำการซึ่งต้องห้ามในวันสะบาโต” 3พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ท่านทั้งหลายยังไม่ได้อ่านเรื่องนี้อีกหรือ ที่ดาวิดได้กระทำเมื่ออดอยาก ทั้งท่านและพรรคพวกด้วย 4คือท่านได้เข้าไปในพระนิเวศของพระเจ้า และรับประทานขนมปังหน้าพระพักตร์ ทั้งให้พรรคพวกด้วย ซึ่งกฎหมายห้ามใครรับประทาน เว้นแต่พวกปุโรหิตเท่านั้น” 5พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “บุตรมนุษย์เป็นเจ้าเป็นนายเหนือวันสะบาโต” 6 ในวันสะบาโตอีกวันหนึ่ง พระองค์เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาและสั่งสอน ที่นั่นมีคนหนึ่งมือขวาลีบ 7ฝ่ายพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีคอยดูพระองค์ว่า พระองค์จะทรงรักษาเขาในวันสะบาโตหรือไม่ เพื่อจะหาเหตุฟ้องพระองค์ได้ 8แต่พระองค์ทรงทราบความคิดของเขา จึงตรัสแก่คนมือลีบนั้นว่า “จงลุกขึ้นมายืนอยู่ข้างหน้า” เขาก็ลุกขึ้นยืน 9แล้วพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “เราจะถามท่านทั้งหลายว่า ในวันสะบาโตควรจะทำการดีหรือควรจะทำร้าย จะช่วยชีวิตดีหรือจะผลาญชีวิตเสียดี” 10พระองค์จึงทอดพระเนตรดูทุกคนโดยรอบ แล้วตรัสกับคนมือลีบนั้นว่า “จงเหยียดมือออกเถิด” เขาก็กระทำตาม และมือของเขาก็หายเป็นปกติ 11ฝ่ายคนเหล่านั้นต่างก็มีความเดือดดาล และปรึกษากันว่าจะกระทำอย่างไรแก่พระเยซูได้
ในลูกาบทนี้ เราได้เห็นการบันทึกถึงวันสะบาโต ขณะพระเยซูคริสต์เสด็จไปที่ในนากับเหล่าศิษย์ของพระองค์ และเหล่าสาวกได้เอามือเด็ดรวงข้าวขยี้กิน สาวกได้ทำตามกฏของการกิน เฉลยธรรมบัญญัติ 23:24-25 24“เมื่อท่านเข้าไปในสวนองุ่นแห่งเพื่อนบ้านของท่าน ท่านจะรับประทานผลองุ่นให้อิ่มหนำตามที่ท่านปรารถนาก็ได้ แต่อย่าใส่ในภาชนะของท่านไป 25เมื่อท่านเข้าไปในนาของเพื่อนบ้านของท่าน ท่านจะเอามือเด็ดรวงข้าวมาก็ได้ แต่ท่านจะใช้เคียวเกี่ยวข้าวของเพื่อนบ้านของท่านไม่ได้ บทบัญญัติของโมเสสสอนให้คนเอื้อเฟื้อและมีมารยาทต่อกัน เจ้าของสวน เจ้าของนา จะต้องไม่หวงพืชผลสำหรับคนที่หิว และคนหิวก็กินให้อิ่มได้ แต่อย่างกกินเกินจากที่อิ่ม สำนวนนี้คล้ายๆกับบ้านเราในยุคปัจจุบันที่มีคนหัวคิดดีเอามาทำเป็นธุรกิจเรื่องการกินบุฟเฟ่ต์ แต่ต้องเสียเงิน แต่คนในยุคนั้น ไม่ต้องเสียเงิน และกินแบบบุฟเฟ่ต์ได้ คือกินจนอิ่มแต่ห้ามเอากลับ เป็นวัฒนธรรมของคนยิวตามธรรมบัญญัติในเวลานั้น ลูกาบันทึกว่า ฟาริสีที่ติดตามพระเยซูคริสต์กับเหล่าสาวกไปได้เห็นการกระทำเช่นนี้ ฟาริสีจึงพูดกับพระเยซูคริสต์ว่า ทำไมสาวกของพระเยซูคริสต์จึงไม่เคารพกฏวันสะบาโต 2บางคนในพวกฟาริสีจึงกล่าวว่า “ทำไมพวกท่านจึงทำการซึ่งต้องห้ามในวันสะบาโต” ถ้าพูดอีกแบบ คือ ทำไมพวกท่านทำงานในวันพัก วันหยุดศักดิ์สิทธิ์ การใช้มือเด็ดรวงข้าวและขยี้กินถือว่าเป็นการทำงานในวันที่ห้ามทำงาน สาระสำคัญของวันสะบาโตถูกบิดเบือนไปโดยการตีความของพวกฟาริสี ทำให้วันสะบาโตกลายเป็นวันที่เหนื่อยกว่าวันธรรมดา เพราะเป็นวันที่ต้องระวังตัวมาก พระเยซูคริสต์จึงสอนวิธีดำเนินชีวิตใหม่ให้กับพวกฟาริสีจากเรื่องนี้
1. จงใช้เวลาในวันสะบาโตตามพระประสงค์ของพระเจ้า ลูกา 6:3-5
3พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ท่านทั้งหลายยังไม่ได้อ่านเรื่องนี้อีกหรือ ที่ดาวิดได้กระทำเมื่ออดอยาก ทั้งท่านและพรรคพวกด้วย 4คือท่านได้เข้าไปในพระนิเวศของพระเจ้า และรับประทานขนมปังหน้าพระพักตร์ ทั้งให้พรรคพวกด้วย ซึ่งกฎหมายห้ามใครรับประทาน เว้นแต่พวกปุโรหิตเท่านั้น” 5พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “บุตรมนุษย์เป็นเจ้าเป็นนายเหนือวันสะบาโต”
พระเยซูคริสต์ทรงยกเรื่องตัวอย่างของกษัตริย์ดาวิดครั้งที่หนีการตามฆ่าของกษัตริย์ซาอูล ดาวิดมาพบปุโรหิตอย่างกระทันหัน ใน 1ซามูเอล 21:1-6 เป็นการพบกันระหว่างดาวิดกับปุโรหิตอย่างไม่ทันตั้งตัว เพราะกษัตริย์ซาอูลได้มีคำสั่งเอาชีวิตของดาวิด เพราะดาวิดทำหน้าที่เป็นทหารที่ประสบความสำเร็จมากจนประชาชนร้องเป็นเพลงว่า ซาอูลชนะคนเป็นพัน แต่ดาวิดชนะคนเป็นหมื่น ซาอูลจึงเกิดความอิจฉาและรู้สึกบัลลังค์สั่นคลอน ดังนั้น ซาอูลจึงประกาศเอาชีวิตของดาวิด แต่ดาวิดหนีทันเพราะโยนาธานลูกชายซาอูลบอกให้ไหวตัวทันเสียก่อน ดาวิดจึงต้องหนีทันที ในเวลานั้น ดาวิดมีฐานะเป็นลูกเขยกษัตริย์ซาอูลแล้ว ขณะกำลังหนี ดาวิดจึงเข้าไปหาปุโรหิตที่เมืองโนบ ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นเมืองปุโรหิต ซึ่งภายหลังเมื่อมีคนไปบอกซาอูลว่า เห็นดาวิดอยู่กับปุโรหิต ซาอูลจึงสั่งให้ฆ่าปุโรหิตทั้งเมืองนี้ เพราะความระแวงว่า ดาวิดได้รับการสนับสนุนจากปุโรหิต แต่ความจริงดาวิดมาหาปุโรหิตเพียงเพื่อขออาหารและอาวุธเท่านั้น อาหารที่อยู่ในวิหารมีแต่ขนมปังต้องห้ามที่คนอื่นกินไม่ได้ ยกเว้นปุโรหิตเท่านั้น แต่ในความต้องการและความอดอยาก ดาวิดจึงขอขนมปังจากปุโรหิต ซึ่งปุโรหิตได้มอบขนมปังให้กับดาวิด และเผื่อคนที่มากับดาวิดตามที่ดาวิดขอ ปุโรหิตจึงถูกซาอูลเรียก 1ซามูเอล 22:11-19 11แล้วพระราชาก็ใช้ให้ไปเรียกอาหิเมเลคปุโรหิต บุตรอาหิทูบ และพงศ์พันธุ์บิดาของท่านทั้งสิ้น ผู้เป็นปุโรหิตเมืองโนบ ทุกคนก็มาหาพระราชา 12และซาอูลตรัสว่า “บุตรอาหิทูบเอ๋ย จงฟังเถิด” เขาทูลตอบว่า “เจ้านายของข้าพระบาท ข้าพระบาทอยู่ที่นี่” 13และซาอูลตรัสแก่เขาว่า “ทำไมเจ้าจึงร่วมกันกบฏต่อเราทั้งเจ้าและบุตรของเจสซี ในการที่เจ้าได้ให้ขนมปังและดาบแก่เขา และได้ทูลถามพระเจ้าให้เขา เขาจึงลุกขึ้นต่อสู้เรา และคอยซุ่มดักเราอยู่อย่างทุกวันนี้” 14และอาหิเมเลคทูลตอบพระราชาว่า “ในบรรดาข้าราชการผู้รับใช้ของฝ่าพระบาท มีผู้ใดเล่าที่จะซื่อสัตย์อย่างดาวิด พระราชบุตรเขยของพระราชาผู้บังคับบัญชา ทหารราชองครักษ์ และเป็นผู้มีเกียรติในพระราชสำนักของฝ่าพระบาท 15ในวันนี้ข้าพระบาทได้ทูลขอพระเจ้าเพื่อเขาจริงหรือ เปล่าเลย ขอพระราชาอย่าทรงกล่าวโทษสิ่งใดต่อผู้รับใช้ของพระองค์ หรือพงศ์พันธุ์ของบิดาของข้าพระบาท เพราะผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทไม่ทราบเรื่องนี้เลยไม่ว่า มากหรือน้อย” 16พระราชาตรัสว่า “อาหิเมเลค เจ้าจะต้องตายแน่ ทั้งเจ้าและพงศ์พันธุ์บิดาของเจ้าด้วย” 17และพระราชาก็รับสั่งแก่ราชองครักษ์ผู้ยืนเฝ้าอยู่ว่า “จงหันมาประหารปุโรหิตเหล่านี้ของพระเจ้าเสีย เพราะว่ามือของเขาอยู่กับดาวิดด้วย เขารู้แล้วว่ามันหนีไป แต่ไม่แจ้งให้เรารู้” แต่ข้าราชการผู้รับใช้ของพระราชาไม่ยอมลงมือ ทำกับปุโรหิตของพระเจ้า 18แล้วพระราชาจึงตรัสกับโดเอกว่า “เจ้าจงไปฟันปุโรหิตเหล่านั้น” โดเอกคนเอโดมก็หันไปฟันบรรดาปุโรหิต ในวันนั้น เขาฆ่าบุคคลที่สวมเอโฟดผ้าป่านเสีย แปดสิบห้าคน 19และเขาประหารชาวเมืองโนบ ซึ่งเป็นเมืองของปุโรหิตเสียด้วยคมดาบ ฆ่าเสียด้วยคมดาบ ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก และเด็กกินนม โค ลาและแกะ พระเยซูคริสต์ทรงยกตัวอย่างเรื่องนี้ ซึ่งสำหรับพวกฟาริสี น่าจะเป็นเรื่องตัวอย่างที่ฟาริสีผู้ศึกษาธรรมบัญญัติน่าจะได้เรียนรู้บทเรียนเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์แก่คนรุ่นหลังว่า กษัตริย์ซาอูลได้ตั้งข้อกล่าวหาแก่ปุโรหิตผู้บริสุทธิ์ว่าเป็นกบฏ และซาอูลได้ทำผิดอย่างมหันต์โดยการสั่งฆ่าทำลายทั้งตระกูลของปุโรหิตและปุโรหิตคนอื่นๆด้วย เพียงเพราะซาอูลรู้สึกว่า มือของปุโรหิตทำสิ่งที่ขัดใจซาอูล คือทำให้ดาวิดและพวกอิ่มท้อง แต่ความจริง ปุโรหิตไม่รู้เรื่องข้อบาดหมางของซาอูลที่มีต่อดาวิดเลย เมื่อซาอูลสั่งประหารปุโรหิต ปรากฏว่า บรรดาข้าราชการของซาอูลไม่ยอมลงมือ เพราะปุโรหิตเป็นคนของพระเจ้า ดังนั้น คนที่ลงมือฆ่าจึงเป็นคนที่ฟ้องซาอูลเรื่องปุโรหิตเกินความเป็นจริง คนนั้น ชื่อโดเอกไม่ใช่ยิว เป็นคนเอโดมที่เปลี่ยนศาสนามานับถือศาสนายูดาห์) วันที่โดเอกคนเอโดมเข้าไปในวิหารและพบดาวิดอยู่กับปุโรหิตน่าจะเป็นวันสะบาโต 1ซามูเอล 21:7 7ในวันนั้นมีชายคนหนึ่งอยู่ที่นั่นเป็นผู้รับใช้ของซาอูล มีธุระต้องเฝ้าพระเจ้าอยู่ เขาชื่อโดเอก คนเอโดม เป็นหัวหน้าคนเลี้ยงสัตว์ของซาอูล และเขานำสิ่งที่เขาเห็นมาแต่งเติมมากกว่าที่เห็น 1ซามูเอล22:9-10 9โดเอกคนเอโดมซึ่งยืนอยู่ใกล้ผู้รับใช้ของซาอูล จึงทูลตอบว่า “ข้าพระบาทเห็นบุตรเจสซีมาที่เมืองโนบมาหา อาหิเมเลคบุตรอาหิทูบ 10แล้วเขาก็ทูลถามพระเจ้าให้ท่าน และให้เสบียงอาหาร และให้ดาบของโกลิอัทคนฟีลิสเตียแก่ท่านไป” คำฟ้องของโดเอก ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงที่ปุโรหิตได้กล่าวแก้กับซาอูล นี่คือการกล่าวหาโดยคิดตีความเองว่า โดยปกติ คนที่มาหาปุโรหิตก็เพื่อจะสารภาพบาป และขอให้ปุโรหิตทูลกับพระเจ้าถึงคู่กรณีที่ตนเองบาดหมาง ซาอูลรู้อยู่แก่ใจว่าตนเองทำไม่ถูกกับดาวิด ยิ่งดาวิดถูกต้องกับซาอูล ซาอูลยิ่งรู้ว่าตนเองยิ่งเป็นลอง นี่คือการต่อสู้กันด้วยท่าทีที่ถูกต้อง (ในสายพระเนตรของพระเจ้า) คริสเตียนคือ คนที่รู้จักพระเจ้า คริสเตียนจะรักษาท่าทีในจิตใจของตนเองให้ถูกต้องกับพระเจ้า และกับผู้อื่น ยิ่งเราถูกต้องกับพระเจ้า เราก็จะอยู่เหนือทุกสถานการณ์ แม้จะเป็นลูกไล่ เบี้ยล่าง แต่ความสงบของจิตใจเกิดขึ้น ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ไม่ถูกต้องกับพระเจ้า และยิ่งไม่ถูกต้องกับคนแล้ว จิตใจของผู้นั้นกลับเต็มไปด้วยความกลัวและความหวาดระแวง ซึ่งแสดงออกด้วยการทำร้ายชีวิต ไม่สามารถทำดีได้อย่างจริงใจ อย่างเช่น ซาอูลเป็นผู้ที่รู้ว่า การต่อสู้ของอิสราเอลแต่ละครั้งต้องอาศัยพระเจ้าเป็นผู้นำทัพ และต้องรอผู้รับใช้พระเจ้าเป็นผู้ถวายเครื่องบูชา ซึ่งครั้งหนึ่ง ซาอูลได้กระทำผิดโดยไม่รอซามูเอล ซาอูลถวายเครื่องบูชาเอง เพราะกลัวแพ้ ทำให้พระเจ้าตรัสกับซามูเอลให้บอกกับซาอูลว่า พระเจ้าได้ปลดซาอูลออกจากการเป็นกษัตริย์แล้ว และได้ตั้งกษัตริย์คนใหม่ คือดาวิดแทน นี่คือสิ่งที่ซาอูลกลัววันนั้นจะมาถึง ซาอูลพยายามจะแก้เรื่องนี้ด้วยกำลังของตนเอง โดยการกำจัดดาวิด และยิ่งโกรธเมื่อรู้ว่า แทนที่ดาวิดจะหนีไปที่อื่น ดาวิดกลับหนีไปพบคนของพระเจ้า ซาอูลรู้เลยว่า งานนี้ไม่ได้สู้กับดาวิดอย่างเดียว ตนเองกำลังสู้กับพระเจ้าผู้อยู่ฝ่ายดาวิด สำหรับเราทั้งหลาย ซึ่งเป็นคนของพระเจ้าในยุคศตวรรษที่ 21 เรากำลังต่อสู้กับสถานการณ์รอบข้างด้วยท่าทีอย่างไร ถูกต้องกับพระเจ้าหรือไม่ ถูกต้องกับคนหรือไม่ และเรากำลังใช้วันสะบาโตในชีวิตของเราแบบไหน ตัวอย่างของฟาริสีที่ใช้วันสะบาโตวันเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ แต่ใช้อย่างโดเอก คนเอโดม หรืออย่างดาวิดที่ใช้วันสะบาโตเพื่อพักกับคนของพระเจ้า ได้อิ่มและรับอาวุธของศัตรูคือโกลิอัทที่ครั้งหนึ่งแม้แต่ซาอูลก็ไม่กล้ารบด้วย แต่ดาวิดฆ่าโกลิอัทด้วยเชือกสลิงและหินก้อนเดียว อาวุธนี้ไม่ใช่สำหรับรบ เพราะหนักมาก คนตัวเล็กอย่างดาวิด ใช้ดาบนี้ไม่ได้ แต่เขาเอาไปด้วยเพราะมันคือสิ่งเตือนใจว่า เขาชนะศัตรูไม่ใช่ด้วยกำลังตนเอง แต่ด้วยท่าทีที่ถูกต้องกับพระเจ้า การรบของดาวิดจึงสบายๆ 1 ซามูเอล 17:45-47 45แล้วดาวิดก็พูดกับคนฟีลิสเตียคนนั้นว่า “ท่านมาหาข้าพเจ้าด้วยดาบ ด้วยหอกและด้วยหอกซัด แต่ข้าพเจ้ามาหาท่านในพระนามแห่งพระเจ้าจอมโยธา พระเจ้าแห่งกองทัพอิสราเอล ผู้ซึ่งท่านได้ท้าทายนั้น 46ในวันนี้พระเจ้าจะทรงมอบท่านไว้ในมือข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะประหารท่านและตัดศีรษะของท่านเสีย และในวันนี้ข้าพเจ้าจะให้ศพของกองทัพฟีลิสเตีย แก่นกในอากาศและแก่สัตว์ป่า เพื่อทั้งพิภพนี้จะทราบว่ามีพระเจ้าพระองค์หนึ่งในอิสราเอล 47และชุมนุมชนนี้ทั้งสิ้นจะทราบว่า พระเจ้ามิได้ทรงช่วยด้วยดาบหรือด้วยหอก เพราะว่าการรบครั้งนี้เป็นของพระเจ้า พระองค์จะทรงมอบท่านไว้ในมือของเราทั้งหลาย”
ดาวิดผู้ใช้เวลาในวันสะบาโตในยามที่ตนจนมุมที่สุด ขาดแคลนที่สุด จนหนทางที่สุด ในวิหารและกับปุโรหิต วันนี้ คริสเตียนเป็นวิหารของพระเจ้า และมีพระเยซูคริสต์เป็นปุโรหิตของเรา เราใช้วันสะบาโต วันพัก เพื่อพักกับพระเจ้าอย่างไร
มาระโก 2:27-28 27.... “วันสะบาโตนั้นทรงตั้งไว้เพื่อมนุษย์ มิใช่ทรงสร้างมนุษย์ไว้สำหรับวันสะบาโต
2. จงตั้งใจมุ่งหน้าเข้าสู่การพำนักของพระเจ้า ลูกา 6:6-10
6 ในวันสะบาโตอีกวันหนึ่ง พระองค์เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาและสั่งสอน ที่นั่นมีคนหนึ่งมือขวาลีบ 7ฝ่ายพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีคอยดูพระองค์ว่า พระองค์จะทรงรักษาเขาในวันสะบาโตหรือไม่ เพื่อจะหาเหตุฟ้องพระองค์ได้ 8แต่พระองค์ทรงทราบความคิดของเขา จึงตรัสแก่คนมือลีบนั้นว่า “จงลุกขึ้นมายืนอยู่ข้างหน้า” เขาก็ลุกขึ้นยืน 9แล้วพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “เราจะถามท่านทั้งหลายว่า ในวันสะบาโตควรจะทำการดีหรือควรจะทำร้าย จะช่วยชีวิตดีหรือจะผลาญชีวิตเสียดี” 10พระองค์จึงทอดพระเนตรดูทุกคนโดยรอบ แล้วตรัสกับคนมือลีบนั้นว่า “จงเหยียดมือออกเถิด” เขาก็กระทำตาม และมือของเขาก็หายเป็นปกติ
หมอลูกาบันทึกตอนนี้เกี่ยวกับคนป่วยที่มือลีบ ซึ่งหมายถึงมือที่ตาย ตำแหน่งลีบอยู่ที่มือขวา ซึ่งเป็นมือทำงาน มือถนัด มือแห่งการทำมาหากิน ในวันสะบาโตคือวันสำคัญที่ฟาริสีเฝ้ารอคอยที่จะคอยดูว่า พระเยซูจะทำงานในวันสะบาโตหรือไม่ การรักษาคนป่วยให้หายโรค ในความคิดของฟาริสีคือการทำงาน หมอลูกาบันทึกว่า พระเยซูคริสต์ทรงรู้ความคิดของพวกฟาริสี พระองค์จึงจงใจที่จะเรียกคนมือลีบออกมายืนข้างหน้า และพระเยซูคริสต์ก็เริ่มตั้งคำถามแก่ฝูงชนในธรรมศาลาเพื่อให้แสดงความคิดเห็น ว่าเขาคิดอย่างไร คำถามคือ วันสะบาโตควรทำดีหรือทำร้าย ช่วยชีวิตดีหรือจะผลาญชีวิตบรรยากาศที่ปรากฏคือทุกคนเงียบ ไม่มีใครกล้าตอบ เพราะไม่แน่ใจว่า การทำดีคือการทำงานหรือไม่ การช่วยชีวิตคือการทำงานหรือไม่ ทุกคนต่างหลงประเด็นของวันสะบาโตไปหมด เพราะความกลัวความผิด มีคนเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เขาเคยขับรถผ่านไปถนนแห่งหนึ่ง แล้วเจอคนเจ็บนอนอยู่ข้างทาง เนื่องจากถูกรถก่อนหน้านี้ชนแล้วหนี เขาจะลงไปถามไถ่เพื่อให้ความช่วยเหลือ คนขับรถสองแถวผ่านมาแล้วตะโกนว่า คุณชนเขาหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ชน ก็ไปซะ เดี๋ยวตำรวจมาเขาจะให้คุณรับผิดชอบเป็นคนชน นี่คือความคิดของคนในยุคของเรา คือ มีแต่ความคิดว่ากลัวความผิด ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าขับรถมาเจอกับอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซด์ถูกรถกระบะคันหนึ่งชนเขา ข้าพเจ้ารีบจอดรถกลางถนนลงไปให้ความช่วยเหลือคนเจ็บ รถอีกคันก็รีบจอดลงมาให้ความช่วยเหลือ พอดี เป็นอาจารย์อีกโบสถ์ที่ข้าพเจ้ารู้จักเขา เราต่างวิ่งลงไปถามไถ่คนเจ็บ ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเขาชน เขาก็เข้าใจว่าข้าพเจ้าชน แต่เราทั้งคู่คือพลเมืองดีที่ลงไปให้ความช่วยเหลือ นี่คือความคิดของคน คือ ถ้าคุณไม่ชนเขา แล้วลงไปช่วยทำไม ในเวลานั้นที่พระเยซูคริสต์ตั้งคำถามว่า จะทำการดีหรือควรจะทำร้าย จะช่วยชีวิตดีหรือจะผลาญชีวิตเสียดี” ให้เราถามตัวเราเองในวินาทีนี้ เรามุ่งหน้าสู่การพำนักของพระเจ้าอยู่หรือไม่ ฮีบรู 3:10-13 10เพราะเหตุนั้นเราจึงพิโรธคนเหล่านั้น และว่า “ใจของเขาหลงผิดอยู่เสมอ เขาไม่รู้จักทางของเรา” 11ตามที่เราปฏิญาณด้วยความพิโรธว่า “เขาจะไม่ได้เข้าสู่การพำนักซึ่งเราจัดให้” 12ดูก่อน ท่านพี่น้องทั้งหลาย จงระวังให้ดี เพื่อจะไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดในพวกท่านมีใจชั่วและไม่เชื่อ คือใจซึ่งพาท่านหลงไปจากพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ 13ท่านจงเตือนสติกันและกันทุกวัน ตลอดเวลาที่เรียกว่า “วันนี้” เพื่อว่าจะไม่มีผู้ใดในพวกท่านมีใจแข็งกระด้างไป เพราะเล่ห์กลของบาป....
ฮีบรู 4:5-6,9-12 5แต่ในที่เดียวกันกับที่ได้อ้างไว้ข้างบนนั้น มีคำว่า เขาจะไม่ได้เข้าสู่การพำนักซึ่งเราจัดให้ 6ที่จริงยังมีทางเข้าสู่การพำนักนั้น แต่คนเหล่านั้นที่ได้ยินข่าวประเสริฐคราวก่อนไม่ได้เข้า เพราะเขาไม่เชื่อฟัง....ฉะนั้นจึงยังมีการพำนักสะบาโตสำหรับชนชาติของพระเจ้า 10เพราะว่าผู้ใดที่ได้เข้าสู่การพำนักของพระเจ้าแล้ว ก็ได้พักงานของตน เหมือนพระเจ้าได้ทรงพักพระราชกิจของพระองค์ 11เหตุฉะนั้น ขอให้เราทั้งหลายพยายามที่จะได้เข้าสู่การพำนักนั้น เพื่อจะได้ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดหลงไปเหมือนคนที่ไม่เชื่อฟังเหล่านั้น 12เพราะว่า พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ ตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย
คริสเตียนมักเอาพระคำฮีบรูข้อ 12 มาใช้โดยไม่ได้ดูบริบทก่อนหน้านี้ว่ากำลังกล่าวถึงอะไร ความจริงข้อ 12 นี้กำลังอธิบายถึงการพักของคริสเตียนโดยการใช้เวลากับพระคำของพระเจ้าที่มีพลานุภาพทำลายสิ่งรบกวนจิตใจของมนุษย์ทุกคน การใช้เวลากับพระคำ ก็คือการใช้เวลากับพระเจ้าผู้ทรงหยุดพักการงานทุกอย่างของพระองค์แล้ว และเชิญชวนให้คนที่ได้ยินข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ให้ใช้เวลากับพระองค์ พักเหมือนพระองค์พัก สงบนิ่ง วางแอกของตนเอง และรับแอกที่เบาพอเหมาะของพระเยซูคริสต์ คือภาระกิจเพื่อนำคนอื่นให้ได้พักเหมือนกับที่เราทั้งหลายที่มุ่งหน้าสู่ที่พำนักของพระเจ้า วันนี้ ความตั้งใจของเรา กำลังบ้างาน ทำมาหากินแบบไม่พักอยู่หรือไม่ บางคนก็บ้ารับใช้ จนไม่มีเวลาให้กับพระเจ้า การทำงานให้คุ้มเงินเดือน บางทีก็ทำให้เราหลงประเด็นการดำเนินชีวิต ทำให้เรากลายเป็นทาสของเงิน ทาสของคน ความขยันของเราบางทีก็กลายเป็นเกียจคร้านในมุมของพระคัมภีร์ 1ทิโมธี 5:13 13นอกจากนั้นเขาก็จะกลายเป็นคนเกียจคร้าน เที่ยวไปบ้านนี้บ้านนั้น และมิใช่แต่เกียจคร้านเท่านั้น แต่ปากบอนด้วย และเที่ยวยุ่งกับเรื่องของผู้อื่น พูดสิ่งซึ่งไม่ควรจะพูด เหมือนกับโดเอก คนเอโดมที่ไม่ได้มุ่งหน้าที่จะเข้าสู่ที่พำนักของพระเจ้าจริง สิ่งที่เขาพูดยิ่งทำให้คนยิ่งโกรธ เพราะชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน และกลายเป็นฆาตรกรฆ่าปุโรหิต คนของพระเจ้าถึง 85 คนคือทำลายจนไม่เหลือปุโรหิตสำหรับเมืองโนบอีกเลย พระคัมภีร์กำลังบอกเราว่า จงมุ่งหน้าที่จะเข้าสู่ที่พำนักของพระเจ้า มิฉะนั้น เราจะกลายเป็นผู้ทำลายความสงบของผู้คนรอบข้าง ใครอยู่ใกล้เรา เป็นต้องตาย แต่พระเยซูคริสต์ทรงสำแดงว่า วันสะบาโตคือวันที่เราทำให้สิ่งที่ตายกลับมีชีวิตเหมือนกับมือที่ตายไปแล้วของคนมือขวาลีบ กลับมามีชีวิตได้ พวกฟาริสี ไม่ได้ตั้งใจที่จะมุ่งหน้าสู่ความหมายของวันสะบาโตจริง เขาเพียงแต่เอามาเป็นข้ออ้าง ดังนั้น เมื่อเขาเห็นคนมือลีบใช้งานไม่ได้ หายดี กลับมาทำงานได้ พวกฟาริสียิ่งโกรธ11ฝ่ายคนเหล่านั้นต่างก็มีความเดือดดาล และปรึกษากันว่าจะกระทำอย่างไรแก่พระเยซูได้
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|