Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2552

 

 

หัวข้อ “พระเยซูคริสต์ต้องยิ่งใหญ่ขึ้นแต่ข้าพเจ้าต้องด้อยลง"

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

คำว่า ยิ่งใหญ่ขึ้น แปลว่า ขยายหรือ เพิ่มขึ้น enlarge, increase ส่วนคำว่า ด้อยลง มาจากคำว่า make lower, decrease แปลว่า ทำให้ต่ำลง หรือ ตัดทอนลง สำนวนนี้น่าจะหมายถึง สำคัญมากขึ้น หรือขยายอาณาเขตอิทธิพลมากขึ้น ส่วนตรงกันข้ามก็คือ สำคัญน้อยลง และลดพื้นที่ลง “พระเยซูคริสต์ต้องยิ่งใหญ่ขึ้น แต่ข้าพเจ้าต้องด้อยลง” น่าจะแปลความหมายว่า ให้เราเพิ่มความสำคัญให้กับพระเยซูคริสต์ในชีวิตของเรา และลดความสำคัญตัวเราลง หรือให้เราขยายพื้นที่อิทธิพลให้กับพระเยซู และลดพื้นที่อิทธิพลของตัวเราลง โดยธรรมชาติของมนุษย์เรา เรามักจะทำตรงกันข้าม คือ เรามักเพิ่มความสำคัญให้กับตัวเอง และลดความสำคัญของพระเยซูคริสต์ลง เรามักจะแสดงอิทธิพลของเราเองมากขึ้น และลดอิทธิพลของพระเยซูคริสต์จนคริสเตียนบางคนไม่เหลืออิทธิพลหรือพื้นที่ให้พระเยซูคริสต์ยืนอยู่ในใจของเราเลย วิวรณ์ 3:20 20นี่แน่ะ   เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู   ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู   เราจะเข้าไปหาผู้นั้นและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา   และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา พระธรรมวิวรณ์กำลังจงใจบอกเราว่า ที่พระเยซูยืนเคาะประตูอยู่ข้างนอก เพื่อรอให้เจ้าของบ้านเปิดประตูเชิญพระองค์เข้าไปรับประทานอาหารด้วยนั้น หมายความว่า เจ้าของบ้านนั้นอาจจะเคยต้อนรับพระเยซูเข้าไปในชีวิตแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้ เขาให้พระองค์ไปยืนเคาะประตูนอกบ้านตัวเองละกัน บางบ้าน พระเยซูเคาะมานานเป็นสิบปีแล้ว บางบ้านยังเข้าใจผิดคิดว่า พระเยซูอยู่ในบ้านตัวเอง แต่จริงๆพระองค์อยู่หน้าบ้าน เพราะเราได้ลดพื้นที่อิทธิพลของพระเยซูคริสต์จนพระองค์ไม่มีที่จะยืนในชีวิตของเรา เราได้ให้ความสำคัญกับตัวเองจนคับบ้าน คับฟ้า คับที่ทำงานไปแล้ว วันนี้ พระธรรมยอห์นบทที่ 3 จะให้แง่มุมของการดำเนินชีวิตที่ให้พระเยซูคริสต์ยิ่งใหญ่ขึ้น และตัวเราด้อยลงนั้น เกิดประโยชน์อะไรบ้างในชีวิตของเรา  ยอห์น 3:22-35
 “หลังจากนั้น” หมายถึงหลังจากที่การสนทนาระหว่างพระเยซูคริสต์กับนิโคเดมัส (ขณะอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม) พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จไปแคว้นยูเดีย ความจริงเยรูซาเล็มก็อยู่ในแคว้นยูเดีย แต่เยรูซาเล็มถูกให้ความสำคัญเป็นสถานที่ตั้งพระวิหาร ดังนั้น จึงถูกเรียกแยกออกมาอย่างเฉพาะเจาะจงจากผู้บันทึกหนังสือยอห์น และการบันทึกนี้ตั้งใจให้ผู้อ่านได้รู้ว่า พระเยซูคริสต์ไม่ได้อยู่ในเยรูซาเล็มแล้ว แต่พระองค์ยังอยู่รอบๆกรุงเยรูซาเล็มกับเหล่าสาวกของพระองค์ และทรงใช้เวลาอยู่ในพื้นที่เหล่านั้นในการสั่งสอนและให้บัพติสมาในน้ำ ซึ่งในการบันทึกนี้เจาะจงอีกว่า พระเยซูเป็นผู้ให้บัพติสมาในน้ำ แต่ความจริง พระองค์ไม่ได้ให้ด้วยพระองค์เอง แต่เป็นสาวก 6 คนที่อยู่กับพระเยซูคริสต์เป็นผู้ให้ ซึ่งปรากฏในยอห์น 4:2 2(ความจริงพระเยซูไม่ได้ทรงให้บัพติศมาเอง   แต่สาวกของพระองค์เป็นผู้ให้) นั่นแสดงให้เห็นว่า พระเยซูคริสต์กำลังทรงสร้างสาวกของพระองค์ให้เป็นตัวแทนของพระองค์ และทรงมอบสิทธิอำนาจให้กับเขากระทำ เมื่อสาวกทำก็เสมือนหนึ่งพระเยซูคริสต์ทรงกระทำ ในเวลาเดียวกัน ยอห์นผู้ให้บัพติสมาในน้ำก็ยังทำหน้าที่ของตนเองในการให้บัพติสมาในน้ำด้วยในอีกบริเวณหนึ่งที่ไม่ใช่ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนด้านตะวันออกแล้ว ยอห์นเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆเพื่อประกาศ นี่เป็นช่วงเวลาก่อนที่ยอห์นจะถูกจับติดคุกเพราะกษัตริยเฮโรดต้องการเอาใจน้องเมีย ยอห์นไม่เพียงประกาศกับคนสามัญ แต่ยังประกาศกับกษัตริย์เฮโรดให้กลับใจใหม่จากการเอาเมียน้องมาเป็นเมียของตนเอง บันทึกนี้แสดงให้เห็นถึงการทำหน้าที่ของยอห์นในเวลาเดียวกันกับกับพระเยซูคริสต์ และเกิดปัญหาการโต้เถียงกันขึ้นระหว่างสาวกของยอห์นกับคนยิวคนหนึ่ง(ที่อยู่ในแคว้นยูเดีย) ในเรื่องการชำระมลทิน ซึ่งพระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกว่ายิวคนหนึ่งนั้นเป็นใคร และทำไมยอห์นที่อยู่กับพระเยซูคริสต์จึงรู้เรื่องนี้ และบันทึกเรื่องนี้อย่างจงใจให้ผู้อ่านหน้าสือยอห์นได้รู้เรื่องนี้ นักวิชาการด้านพระคัมภีร์บางคนได้ตีความด้านภาษาจากคำที่ใช้เรียกยิวคนหนึ่งนี้อย่างเจาะจง ว่าน่าจะเป็นคนยิวที่ไปรับบัพติสมาจากสาวกของพระเยซูคริสต์มาแล้ว และมาเจอกับสาวกของยอห์นผู้ให้บัพติสมา จึงเกิดการโต้เถียงกัน และคนที่มีปัญหาไม่พอใจคือสาวกของยอห์นผู้ให้บัพติสมา บทเรียนที่เราได้รับในวันนี้ได้แก่
1. ระวังการงานของเนื้อหนัง  ยอห์น 3:26
26สาวกของยอห์นจึงไปหายอห์นและพูดว่า   “อาจารย์เจ้าข้า   ท่านที่อยู่กับอาจารย์ที่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างตะวันออก   ผู้ที่อาจารย์เป็นพยานถึงนั้น   นี่แน่ะ   ท่านผู้นั้นให้บัพติศมา   และผู้คนต่างก็พากันไปหาท่าน”
สาวกของยอห์นเรียกยอห์นว่า รับบี แปลว่า อาจารย์ เขาเรียกยอห์นด้วยการยอมรับอย่างยิวยอมรับคนที่เขานับถือ อย่างคนที่เขาเลื่อมใส แต่เขาเรียกพระเยซูคริสต์ว่า ท่านผู้นั้น สำนวนกำลังบอกว่า พระเยซูเป็นคนที่ยอห์นให้บัพติสมาในน้ำตอนอยู่ที่แม่น้ำจอร์แดนข้างตะวันออก เขาจำได้ และอาจารย์ก็เป็นพยานถึงด้วย และตอนนี้ ท่านผู้ที่นั้นกำลังให้บัพติสมาเหมือนที่อาจารย์ให้ แต่ผู้คนต่างพากันไปหาพระเยซู สาวกกำลังสื่อว่า ยอห์น ท่านกำลังจะหมดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ หรือกำลังมีคนนิยมท่านน้อยลง)  มีคริสเตียนไม่น้อยที่ได้ทำพันธกิจต่างๆ จนถูกเรียกว่า อาจารย์ หรือหัวหน้ากลุ่มต่างๆ จนได้รับการยอมรับ มีพี่น้องคริสเตียนห้อมล้อม  พระเจ้าทรงทำกิจในชีวิตของคนเหล่านี้ เพื่อให้คนมากมายพากันไปหาใคร.....ตัวเขา หรือพระเยซู แต่ก็มีคริสเตียนไม่น้อยที่ลืมตัวคิดว่าตัวเองสำคัญกว่าพระเยซู หรืออิจฉาพระเยซูที่มีคนรักพระองค์มากกว่าตัวเอง ความจริงพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาเพื่อให้เราทั้งหลายเป็นที่รักของคนมากมายโดยคนเหล่านั้นได้เห็นพระเยซูคริสต์ในชีวิตของคริสเตียน แต่คริสเตียนต้องไม่ลืมตัวว่าตัวเองสำคัญกว่าพระเยซู แม้คนที่รักเราเขาจะบอกว่า เราทำให้เขาได้รับพระพร คริสเตียนก็ยังต้องสอนให้คนเหล่านั้นยกพระเยซูสูงขึ้น และตัวเราเองต้องด้อยลง มิฉะนั้น เราอาจจะมีอาการเหมือนกับสาวกของยอห์นผู้ให้บัพติสมาที่มีความไม่พอใจ ว่า “บังอาจ” มาทาบรัศมีอาจารย์ที่เขานิยมชมชอบ และทำให้พลาดไปจากสาระสำคัญที่พระเจ้าต้องการให้เราได้รับการสื่อสารของพระองค์ และทำให้เกิดความขัดแย้ง ความริษยา การโกรธกัน ซึ่งเป็นผลิตผลของเนื้อหนังที่กล่าวไว้ในหนังสือกาลาเทีย 5:19-21
19การงานของเนื้อหนังนั้นเห็นได้ชัด   คือการล่วงประเวณี   การโสโครก   การลามก 20การนับถือรูปเคารพ   การถือวิทยาคม   การเป็นศัตรูกัน   การวิวาทกัน   การริษยากัน   การโกรธกัน   การใฝ่สูง   การทุ่มเถียงกัน   การแตกก๊กกัน 21การอิจฉากัน   การเมาเหล้า   การเล่นเป็นพาลเกเร   และการอื่นๆในทำนองนี้อีกเหมือนที่ข้าพเจ้าได้เตือนท่านมาก่อน   บัดนี้ข้าพเจ้าขอเตือนท่านเหมือนกับที่เคยเตือนมาแล้วว่า   คนที่ประพฤติเช่นนั้นจะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า
 ข้าพเจ้าเคยเตือนคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าข้าพเจ้า อายุมากกว่าข้าพเจ้า ร่ำรวยกว่าข้าพเจ้า เคยได้ยินคำว่า “บังอาจ” จนชินแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่อยากจะทำ แต่หากต้องให้พระเยซูถูกยกขึ้น และเราต้องด้อยลง นั่นคือภารกิจที่เราผู้รับใช้ของพระเจ้าต้องทำ เหมือนกับยอห์น ผู้ให้บัพติสมาที่เตือนกษัตริย์เฮโรด ไม่ใช่เพราะมีคนนิยมชมชอบเขามาก หรือเขาประสบความสำเร็จจึงทำให้เขากล้าที่จะเตือนให้คนใหญ่คนโตกลับใจใหม่ แต่เพราะเขาเป็นผู้ทำหน้าที่ประกาศให้คนสำนึกในบาป และกลับใจใหม่ เพื่อให้คนพึ่งพาพระเจ้า มากกว่าพึ่งพาเนื้อหนังของตนเอง คริสเตียนจะทำหน้าที่นี้ได้ ต้องดำเนินชีวิตอย่างเปาโลที่เป็นแบบอย่างแก่เรา ในการมองตัวเอง 2 โครินธ์ 12:7-10
7และเพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ายกตัวจนเกินไป   เนื่องจากที่ได้เห็นการสำแดงมากมายนั้น   ก็ทรงให้มีหนามใหญ่ในเนื้อของข้าพเจ้า   หนามนั้นเป็นทูตของซาตานคอยทุบตีข้าพเจ้าเพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ายกตัวเกินไป 8เรื่องหนามใหญ่นั้น   ข้าพเจ้าวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าถึงสามครั้ง   เพื่อขอให้มันหลุดไปจากข้าพเจ้า 9แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า   “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว   เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน   เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น”   เหตุฉะนั้น   ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า   เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า 10เหตุฉะนั้นเพราะเห็นแก่พระคริสต์   ข้าพเจ้าจึงชื่นใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า 
เปาโลกำลังพูดว่า เขาผ่านประสบการณ์มามากมาย และได้รับการสำแดงต่างๆจากพระเจ้ามากมาย ซึ่งจะเรียกว่าเป็นความสำเร็จในการรับใช้ก็ว่าได้  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เปาโลจะสำเร็จไปทุกอย่าง เปาโลมองเห็นว่า ตัวเขาเองจำต้องถูกจัดการเรื่องความเย่อหยิ่ง ซึ่งเปาโลเรียกว่าหนามใหญ่ที่พระเจ้าอนุญาตให้เกิดขึ้นเครื่องมือของศัตรู ที่เปาโลตอบสนองด้วยการควบคุมความเย่อหยิ่งของตัวเอง เปาโลไม่เพียงให้ปัจจัยภายนอกจัดการกับเนื้อหนังของตนเอง ตัวเขาเองก็ยังใช้วินัยและความเข้มงวดกับตัวเองจัดการกับการงานของเนื้อหนังของตนเองด้วย  
1 โครินธ์ 9:27 27แต่ข้าพเจ้าก็ทุบตีร่างกายให้มันแข็งจนอยู่มือ   เพราะเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐแก่คนอื่นแล้ว   ตัวข้าพเจ้าเองจะเป็นคนที่ใช้การไม่ได้ คำว่าร่างกายของเปาโลนั้นหมายถึงความต้องการของเนื้อหนังของตัวเอง ที่เปาโลต้องมีวินัย และคอยหมั่นที่จะตรวจท่าที แรงจูงใจที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิตทั้งกับตัวเอง กับพระเจ้า
2.  จงระวังการทำบทบาทที่ได้รับจากพระเจ้า ยอห์น 3:27-29
27ยอห์นตอบว่า   “ไม่มีมนุษย์ผู้ใดได้รับสิ่งใดเลย   นอกจากที่พระเจ้าทรงประทานจากสวรรค์ให้เขา 28ท่านทั้งหลายเองก็ได้เป็นพยานของข้าพเจ้าว่า   ข้าพเจ้าได้พูดว่า   ข้าพเจ้ามิใช่พระคริสต์   แต่ข้าพเจ้าได้รับพระบัญชาให้นำเสด็จพระองค์  29ท่านที่มีเจ้าสาวนั่นแหละคือเจ้าบ่าว   สหายของเจ้าบ่าวที่ยืนฟังเจ้าบ่าวก็ชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง   เมื่อได้ยินเสียงของเจ้าบ่าว   ฉะนั้นความปีติยินดีของข้าพเจ้าจึงเต็มเปี่ยมแล้ว
พระเจ้าเป็นผู้กำหนดบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนไว้แล้ว และยอห์นก็รู้บทบาทหน้าที่ของตัวเองอย่างดี  เขาไม่สวมรอย หรือขโมยเกียรติ์ที่เป็นของพระเยซูคริสต์มาเป็นของตัวเอง หรือเอาบทบาทของตัวเองมาหากินให้ได้หน้าได้ตา แม้บทบาทที่ได้รับจะดูไม่ชัดเจนในสายตาของคนรอบข้าง ยอห์นก็พยายามทำให้ชัด ยอห์นตอบสาวกของตัวเองว่า ดูให้ดีๆ ข้าพเจ้าเป็นเพียงคนนำหัวขบวน  ข้าพเจ้าไม่ใช่พระคริสต์ และสาวกของยอห์นได้ยินมาก่อนแล้วจากปากของยอห์น สาวกน่าจะทำหน้าที่เป็นพยานเรื่องพระเมสสิยาห์ ไม่ใช่ทำให้ยอห์นกลายเป็นพระเมสสิยาห์เอง
ในปัจจุบันของเรา มีความจำเป็นที่เราต้องสวมหมวกหลายใบ บางคนต้องทำบทบาททั้งอยู่ในครอบครัว ในที่ทำงาน ในกลุ่มเซลล์ เป็นพ่อแม่ของลูก เป็นพ่อบ้านแม่บ้าน เป็นพ่อค้าแม่ค้า และเป็นพ่อแม่ฝ่ายจิตวิญญาณ จงระวังให้ดี หากเราจัดลำดับความสำคัญไม่ถูก  เราอาจจะหันไปปรนนิบัติตัวเองแทนปรนนิบัติพระเจ้า ตัวเราจะยิ่งใหญ่ขึ้น คนอื่นจะด้อยลงแม้แต่พระเจ้าในสายตาของเรา  บางทีคริสเตียนก็ถ่อมอย่างผิดๆ โดยการลดบทบาทตัวเองลง ไม่อยากมีบทบาทมาก กลัวคนอื่นจะหาว่าอยากได้หน้า แต่ความจริง เรากำลังไม่ทำบทบาทที่พระเจ้าประทานให้ ก็คือการที่เราลดความสำคัญของพระเจ้าและขยายความสำคัญของตัวเองโดยไม่รู้ตัว ยอห์นได้ยกตัวอย่างภาพของหน้าที่ของยอห์น เป็นเพียงเพื่อนเจ้าบ่าว และท่าทีของเพื่อนเจ้าบ่าวคือคอยฟังเสียงการมาของเจ้าบ่าว และเมื่อเจ้าบ่าวมา หน้าที่เพื่อนเจ้าบ่าวก็คือแสดงความยินดีอย่างเต็มเปี่ยม  ข้าพเจ้าเคยไปงานแต่งงาน ได้ยินบางคนได้รับคำชมว่า แต่งตัวซะหล่อกว่าเจ้าบ่าว แต่ก็ไม่มีใครเผลอถึงขนาดไปทำหน้าที่เป็นแทนเจ้าบ่าวตัวจริง แต่ในชีวิตคริสเตียนบางคน เผลอหลงบทบาทของตัวเอง เพราะได้ยินคำชม คำสรรเสริญเยินยอจนลืมตัวว่า คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าข้าวเจ้าของผู้คนที่ตัวเองดูแล ข้าพเจ้าเคยให้โอวาทแก่พ่อแม่ที่นำลูกมาถวายให้พระเจ้า ว่า  พระเจ้าฝากให้เราเลี้ยงดูลูก พ่อแม่ไม่ใช่เจ้าชีวิตของลูก ที่กำหนดทุกอย่างให้กับลูกแม้แต่การที่ลูกอยากจะเลือกสิ่งที่ลูกรักก็ไม่ได้ (หมายถึงสิ่งที่ดีนะ) เพราะไม่ถูกใจพ่อแม่ บางทีพฤติกรรมที่แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ก็ไม่ใช่มีเฉพาะภายในครอบครัวเท่านั้น บางทีก็ในความสัมพันธ์สามีภรรยา หรือความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน หรือในความสัมพันธ์ในคริสตจักร หรือในกลุ่มเซลล์ การที่เราเป็นหัวหน้าเซลล์ก็ไม่ได้หมายความว่า สมาชิกจะเป็นของเรา เรามีหน้าที่ดูแลให้พระเยซูคริสต์ยิ่งใหญ่ขึ้นในชีวิตของคนเหล่านั้น และเราต้องด้อยลง ท่าทีของยอห์นเป็นตัวอย่างแก่เราทั้งหลายได้เป็นอย่างดี ภาพที่ยอห์นยกมานั้นกำลังเปรียบผู้เชื่อทุกคนเป็นผู้ที่รอคอยการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ในฐานะเจ้าสาวของพระเมสสิยาห์ (ผู้เป็นเจ้าบ่าว) ตามคำพยากรณ์ในหนังสือ อิสยาห์ 49:18
18จงเงยหน้าเงยตาขึ้นดูรอบๆ  เขาทั้งหลายชุมนุมกัน   เขาทั้งหลายมาหาเจ้า  พระเจ้าตรัสว่า   เรามีชีวิตอยู่ตราบใด  
 เจ้าจะสวมเขาทั้งหลายไว้หมดอย่างเครื่องอาภรณ์  เจ้าจะผูกเขาไว้อย่างเจ้าสาวประดับอาภรณ์
 อิสยาห์ 61:10
10ข้าพเจ้าจะเปรมปรีดิ์อย่างยิ่งในพระเจ้า   จิตใจของข้าพเจ้าจะลิงโลดในพระเจ้าของข้าพเจ้า เพราะพระองค์ได้ทรงสวมข้าพเจ้าด้วยเสื้อผ้าแห่งความรอด พระองค์ทรงคลุมข้าพเจ้าด้วยเสื้อแห่งความชอบธรรม อย่างเจ้าบ่าวประดับตัวด้วยพวงมาลัย และอย่างเจ้าสาวตกแต่งตัวด้วยเพชรนิลจินดา  
วิวรณ์ 19:27
7ขอให้เราทั้งหลายร่าเริงยินดีและเต้นโลดถวายพระเกียรติแด่พระองค์ เพราะถึงเวลามงคลสมรสของ
พระเมษโปดกแล้ว และเจ้าสาวของพระองค์ได้เตรียมพร้อมแล้ว” 
พระคัมภีร์เหล่านี้ได้บอกให้เรารู้ว่า บทบาทที่สำคัญที่พระเจ้ากำหนดให้กับเราทั้งหลายก็คือเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ และในเวลาเดียวกันก็เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ที่จะไม่แย่งบทบาทที่สำคัญของเจ้าบ่าวไป ในขณะที่รอคอยการมาของเจ้าบ่าว และเป็นคนส่งสัญญาณให้กับคนอื่นๆด้วย ในพระคัมภีร์ยังกล่าวถึงภาพของสามีภรรยามาเปรียบเทียบให้เราได้เห็นความสัมพันธ์ของพระคริสต์กับคริสตจักรด้วย เอเฟซัส 5:22-27,3222ฝ่ายภรรยา   จงยอมฟังสามีของตน   เหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า 23เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา   เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร   ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์   และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร 24คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ฉันใด   ภรรยาก็ควรยอมฟังสามีทุกประการฉันนั้น 25ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน   เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร   และทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร 26เพื่อจะได้ทรงทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์   โดยการทรงชำระด้วยน้ำและพระวจนะ 27เพื่อพระองค์จะได้มีคริสตจักรที่มีสง่าราศี   ไม่มีตำหนิริ้วรอย   หรือมลทินใดๆเลย   แต่บริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ.... 32ความจริงที่ฝังอยู่ในข้อนี้สำคัญ   ส่วนข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าเข้าใจว่าหมายถึงพระคริสต์และคริสตจักร
คริสตจักรคือผู้เชื่อ คริสตจักรไม่ใช่ตัวอาคาร เราเรียกที่นี่ว่าคริสตจักรเพราะเป็นสถานที่ที่ผู้เชื่อมาชุมนุมกัน คริสตจักรเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ที่กำลังรอคอยการมาของเจ้าบ่าว รักษาชีวิตบริสุทธิ์ไว้เพื่อเจ้าบ่าวคนเดียว มีรักเดียว ประดับตัวให้สวยงามด้วยความดีงามที่เจ้าบ่าวมารับจะประทับใจในความงามของเจ้าสาวของพระองค์
3. เพราะพระเยซูคริสต์ทรงเป็นหนึ่งเป็นเอก ยอห์น 3:31-34
31พระองค์ผู้เสด็จมาจากเบื้องบนทรงเป็นใหญ่เหนือทุกสิ่ง   ผู้ที่มาจากโลกก็เป็นฝ่ายโลก   และพูดตามอย่างโลก   พระองค์ผู้เสด็จมาจากสวรรค์ทรงเป็นใหญ่เหนือทุกสิ่ง 32พระองค์ทรงเป็นพยานถึงสิ่งซึ่งพระองค์ทรงเห็นและทรงสดับ   แต่ไม่มีผู้ใดรับคำพยานของพระองค์ 33ผู้ที่รับคำพยานของพระองค์ก็ประทับตราลงว่า   พระเจ้าทรงสัตย์จริง 34เพราะพระองค์ผู้ที่พระเจ้าทรงใช้มานั้น   ทรงกล่าวพระวจนะของพระเจ้า   เพราะพระเจ้ามิได้ประทานพระวิญญาณอย่างจำกัด
ยอห์นได้ชี้แจงถึงความเป็นใหญ่เหนือทุกสิ่งของพระเยซูคริสต์ ว่าตัวยอห์นเองนั้นเทียบกับพระองค์ไม่ได้ ยอห์นกำลังบอกว่า เขาเป็นมนุษย์ที่เกิดบนโลกนี้อย่างมนุษย์ และดำเนินชีวิตในความจำกัดอย่างมนุษย์ การติดตามเป็นศิษย์ของยอห์น ก็จะเป็นได้แค่การติดตามมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าติดตามพระเยซูคริสต์ก็จะได้รับการประทับตรา ความหมายคือการยอมรับความจริงของพระเจ้ามาเป็นของตัวเอง  ที่นี่เราได้เห็นยอห์นกล่าวถึงการเป็นพยาน เพื่อตอบสาวกเรื่องการเป็นพยานของยอห์นเทียบไม่เท่ากับพระเยซูคริสต์เองทรงเป็นพยานความเป็นพระเจ้าของพระองค์ ยอห์นกำลังบอกว่า มีความแตกต่างในการเป็นสาวกของยอห์น กับการเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ แม้การรับบัพติศมาจะเหมือนกัน แต่สิ่งที่ได้รับไม่เหมือนกัน แท้จริงมีพระคริสต์องค์เดียวคือ พระเยซูคริสต์ เช่นเดียวกัน เราทั้งหลายกำลังติดตามพระเยซูคริสต์เจ้าหรือกำลังติดตามเป็นศิษย์ของใคร ในหนังสือพระคัมภีร์ได้บันทึกถึงเรื่องสาวก 1 โครินธ์ 1:9-17
9พระเจ้าเป็นผู้ทรงความสัตย์   พระองค์ได้ทรงเรียกท่านให้สัมพันธ์สนิทกับพระบุตรของพระองค์   คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา 10ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   ข้าพเจ้าวิงวอนท่านในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา   ขอให้ท่านปรองดองกัน   อย่าถือพวกถือคณะ   แต่ขอให้ท่านเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน 11พี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า   คนของนางคะโลเอได้เล่าเรื่องของท่านให้ข้าพเจ้าฟังว่า   เกิดมีการทุ่มเถียงกันในระหว่างพวกท่าน 12ข้าพเจ้าหมายความว่า   พวกท่านต่างก็กล่าวว่า   “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เปาโล”   หรือ   “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์อปอลโล”   หรือ   “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เคฟาส”   หรือ   “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์พระคริสต์” 13พระคริสต์แบ่งออกเป็นหลายองค์แล้วหรือ   เขาได้ตรึงเปาโลเพื่อท่านทั้งหลายหรือ   ท่านได้รับบัพติศมาในนามของเปาโลหรือ 14ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้า   ที่ข้าพเจ้ามิได้ให้บัพติศมาแก่ผู้หนึ่งผู้ใดในพวกท่าน   เว้นแต่คริสปัสและกายอัส 15ดังนั้น   จึงไม่มีผู้ใดกล่าวได้ว่า   เขาได้รับบัพติศมาในนามของข้าพเจ้า 16(ข้าพเจ้าได้ให้บัพติศมาแก่ครอบครัวของสเทฟานัสด้วย   นอกจากคนเหล่านั้นแล้ว   ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าข้าพเจ้าได้ให้บัพติศมาแก่ผู้ใดอีกบ้าง) 17เพราะว่าพระคริสต์มิได้ทรงใช้ข้าพเจ้าไปเพื่อให้เขารับบัพติศมา   แต่เพื่อให้ประกาศข่าวประเสริฐ   และมิใช่ด้วยชั้นเชิงอันฉลาดในการพูด   เกรงว่าเรื่องกางเขนของพระคริสต์จะหมดฤทธิ์เดช
พระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวถึงค่านิยมของคนสมัยนั้นว่ายังยึดติดอยู่กับตัวบุคคล จนทำให้เกิดความแตกแยก กลายเป็นว่า ผู้นำในเวลานั้นถูกยกขึ้นมาเทียบเท่ากับพระเยซูคริสต์ และเมื่อมีการยึดติดที่ตัวบุคคล จึงทำให้เกิดการอ้างเป็นศิษย์ใคร ไม่เป็นศิษย์ใคร ใครใหญ่กว่าใคร ใครเป็นผู้วิเศษมากกว่าใคร ไม่ว่าเราจะเป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณในคริสตจักร หรือเรากำลังทำบทบาทผู้ติดตามผู้นำในคริสตจักร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เรากำลังติดตามพระเยซูคริสต์เจ้าในชีวิตของผู้นำ  ไม่ใช่กำลังตามมนุษย์ หรือตามระบบของโลก  คริสตจักรคือตัวเราทุกคน ที่อยู่ภายใต้การนำของพระเยซูคริสต์เจ้าผู้เป็นศีรษะของคริสตจักร  กิเลศของมนุษย์ในโลกคือการพยายามที่จะแย่งชิงความเป็นใหญ่  วัดกันด้วยกำลังเงิน  ใช้การเมือง ทุกวันนี้คนที่มีอำนาจในการต่อรองสูงคือคนที่สามารถซื้อ สามารถสร้าง และปิดบังข้อมูลความจริงมากที่สุด คนที่ถูกหลอกคือคนที่ไม่รู้และไม่มีอำนาจอะไรเลย อำนาจที่ว่าคือการควบคุม และการใช้อิทธิพล ส่วนคนที่ถูกอิทธิพลครอบงำคือคนที่ไม่รู้ความจริง จึงถูกชักจูงไปได้ตลอดเวลา นี่เป็นวิธีของมารที่ใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณเมื่อมารต้องการยึดอำนาจจากมนุษย์คู่แรก มารใช้วิธีให้ข้อมูลที่บิดเบือนจากความจริง โดยการทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ เป็นความสงสัย ในหนังสือปฐมกาล 3:1,41ในบรรดาสัตว์ป่าที่พระเจ้าทรงสร้างนั้น   งูฉลาดกว่าหมด   มันถามหญิงนั้นว่า   “จริงหรือที่พระเจ้าตรัสห้ามว่า   'อย่ากินผลจากต้นไม้ใดๆในสวนนี้' ” .....เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด   ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น   แล้วเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า
นี่คือการหลอกลวงของมารโดยให้มนุษย์อยากเป็นเหมือนพระเจ้า ช่องว่างของการถูกหลอกคือ การรับคำมาโดยไม่ได้มาจากพระโอษฐ์พระเจ้าโดยตรง พระเยซูคริสต์ชนะการหลอกลวงของมารขณะอดอาหารสี่สิบวัน มัทธิว 4:4
4ฝ่ายพระองค์ตรัสตอบว่า   “มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า     'มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียว หามิได้   แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำ   ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า' ”  ภาพของการรับพระคำอย่างอาหารจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า เหมือนลูกนกที่รักอาหารที่แม่นกป้อนให้จากปาก เป็นความสัมพันธ์สนิทของลูกนกกับแม่นก และเป็นภาพที่ลูกนกต้องการอาหารเพื่อการเจริญเติบโต ซึ่งแตกต่างจากนกที่ออกหากินเอง มิใช่เพื่อเติบโตแต่เพื่อการอยู่รอด ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของคริสเตียน ต้องการอาหารคือพระวจนะเพื่อการเจริญเติบโต จงอย่าดำเนินชีวิตเพียงเพื่อใช้พระวจนะสำหรับการอยู่รอดเท่านั้น เพราะนั่นไม่ใช่ชีวิตที่ติดตามพระเยซูคริสต์ ชีวิตที่ติตตามพระเยซูคริสต์นั้นหมายถึง เราจะเห็นพระเยซูคริสต์ใหญ่ขึ้น ชัดขึ้น เหมือนเรากำลังเดินมุ่งหน้าสู่ภูเขาที่อยู่ไกล ซึ่งดูเล็ก แต่ยิ่งใกล้ ภูเขายิ่งใหญ่ขึ้น และตัวเรายิ่งเล็กลง เพราะพระองค์เป็นหนึ่งเป็นเอกในชีวิตของเรา
4. พระเยซูคริสต์ทรงเป็นกุญแจสำคัญ ยอห์น 3:35-36
35พระบิดาทรงรักพระบุตร   และทรงมอบทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ 36ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์   ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระบุตรก็จะไม่ได้เห็นชีวิต   แต่พระพิโรธของพระเจ้าตกอยู่กับเขา
ยอห์นกล่าวตอนนี้เป็นประโยคที่มีความหมายเหมือนที่พระเยซูคริสต์ทรงกล่าวกับนิโคเดมัส ก่อนหน้านี้ ยอห์น 3:18
18ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ   ส่วนผู้ที่มิได้วางใจก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว   เพราะเขามิได้วางใจในพระนามพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า เป็นไปได้อย่างไร เป็นไปได้เพราะยอห์นมีพระวิญญาณของพระเจ้าอยู่ในเขา ก่อนที่ยอห์นผู้ให้บัพติสมาจะเกิด พระเจ้าทรงสัญญากับเศคาริยาห์ บิดาของยอห์นว่า ลูกา 1:13-15 13แต่ทูตองค์นั้นกล่าวแก่ท่านว่า   “เศคาริยาห์เอ๋ย   อย่ากลัวเลย   ด้วยได้ทรงฟังคำอธิษฐานของท่านแล้ว   นางเอลีซาเบธ   ภรรยาของท่านจะมีบุตรเป็นผู้ชาย   และท่านจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่ายอห์น 14ท่านจะมีความปรีดาและยินดี   และคนเป็นอันมากจะเปรมปรีดิ์ ที่บุตรนั้นบังเกิดมา  15เพราะว่าเขาจะเป็นใหญ่จำเพาะพระเจ้า เขาจะไม่กินน้ำองุ่นหมักและเหล้าเลย  และจะประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ตั้งแต่ครรภ์มารดา  ยอห์นประกอบไปด้วยพระวิญญาณองค์เดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ทำให้สิ่งที่เขาพูด สิ่งที่เขากระทำสอดคล้องกับสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงตรัส ความจริงคำว่า พระองค์ต้องทรงยิ่งใหญ่ขึ้น และข้าพเจ้าต้องด้อยลง เป็นสำนวนที่พระเยซูคริสต์เจ้าทรงตรัสถึงท่าทีของพระองค์กับพระบิดาด้วยเช่นกัน ยอห์น 14:28 เพราะพระบิดาทรงเป็นใหญ่กว่าเรา ยอห์นได้ให้ความเข้าใจต่อสาวกของเขาว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นกุญแจสำคัญ เมื่อไม่มียอห์นสาวกของยอห์นก็ยังมีความเชื่อในเรื่องการกลับใจใหม่และรอคอยพระเมสสิยาห์จนในเวลาต่อมา สาวกของยอห์นได้พบกับเปาโล กิจการ 19:1-31ขณะที่อปอลโลยังอยู่ในเมืองโครินธ์   เปาโลได้ไปตามที่ดอน   แล้วมายังเมืองเอเฟซัส   ท่านพบสาวกบางคนที่นั่น 2จึงถามเขาว่า   “เมื่อท่านทั้งหลายเชื่อนั้น   ท่านได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือเปล่า”   เขาตอบว่า   “เปล่า   เรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นเราก็ยังไม่เคยได้ยินเลย” 3เปาโลจึงถามเขาว่า   “ถ้าอย่างนั้นท่านได้รับบัพติศมาอันใดเล่า”   เขาตอบว่า   “บัพติศมาของยอห์น” 4เปาโลจึงว่า   “ยอห์นให้รับบัพติศมาสำแดงถึงการกลับใจใหม่   แล้วบอกคนทั้งปวงให้เชื่อในพระองค์ผู้จะเสด็จมาภายหลังคือพระเยซู” 5เมื่อเขาได้ยินอย่างนั้น   เขาจึงรับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูเจ้า 6เมื่อเปาโลได้วางมือบนเขาแล้ว   พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เสด็จลงมาบนเขา   เขาจึงพูดภาษาแปลกๆและได้ทำนายด้วย 7คนเหล่านั้นมีประมาณสิบสองคน
 เพราะท่าทีของยอห์นคือพระองค์ต้องยิ่งใหญ่ขึ้นแต่ตัวเองต้องด้อยลง ทำให้สาวกของยอห์นได้รับประสบการณ์เหมือนสาวกของพระเยซูในเวลาต่อมา เพราะมีผู้ที่สัตย์ซื่อในการรับใช้พระเจ้าอย่างยอห์น ที่ให้พระเยซูคริสต์ยิ่งใหญ่ขึ้น และตัวเขาต้องด้อยลง อาเมน

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org