เมื่อกล่าวถึงการปกป้อง เรามักคุ้นกับคำว่า “การปกป้องตนเอง” คนที่รู้สึกไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย มักจะมีการปกป้องตัวเองแบบอัตโนมัติ โดยเฉพาะคนที่ขี้ระแวง และไม่ไว้วางใจใคร ก็จะคิดว่า คนอื่นคิดร้ายกับตัวเอง บางครั้ง การปกป้องตัวเอง คือ การทำร้ายคนอื่นก่อน กล่าวหาคนอื่นก่อน นี่เป็นวิธีการของโลกที่เต็มไปด้วยการคดโกง ไม่สัตย์ซื่อ สุภาษิต 10:9 9ผู้ใดที่ดำเนินในความสัตย์ซื่อก็ดำเนินอย่างมั่นคงดี รากศัพท์ภาษาฮีบรู เบทัก คำว่า มั่นคงดี แปลว่า ที่ลี้ภัย ปลอดภัย มั่นคงและรู้สึกไว้วางใจ มั่นใจ มีความหวัง พระธรรมสุภาษิตได้กล่าวถึงวิถีการดำเนินชีวิตอย่างมั่นคงดี เกิดขึ้นกับคนที่สัตย์ซื่อ ซึ่งรากศัพท์แปลว่า คุณธรรม เที่ยงธรรม ไร้เดียงสา ในโรม 16:19 19.... ข้าพเจ้าใคร่ให้ท่านเชี่ยวชาญในการดี และให้เป็นคนทึ่มในการชั่ว คำว่า ทึ่มในการชั่ว รากศัพท์ภาษากรีก ใช้คำว่า ไร้เดียงสา บริสุทธิ์ ปราศจากการปนเปื้อนที่เกิดจากความเสื่อมทางด้านศีลธรรมของมนุษย์ คนที่ทึ่มในการชั่ว จะไม่ยอมดำเนินชีวิตตามความเสื่อมทางด้านศีลธรรมของมนุษย์ เขาจะระวังที่จะไม่ทำให้คนอื่นต้องเจ็บปวด และจะสัตย์ซื่อในการดำเนินชีวิตด้านคุณงามความดีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ใช่เวลาอารมณ์ดี ก็ดีตอบ เวลาอารมณ์ร้าย ก็ร้ายตอบ นั่นเป็นวิถีของคนที่ปกป้องตัวเองแบบผิดปกติ หรือที่ Elijah House หลักสูตรเรื่องการบำบัดภายใน เรียกการปกป้องที่ผิดปกตินี้ว่า ขาดการปกป้องแบบปกติ ในหัวข้อเรื่อง การชนะความกังวลและความกลัว ได้กล่าวถึงการปกป้องตัวเองสองแบบ อันได้แก่ การปกป้องแบบปกติ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้เราสามารถเผชิญกับความกลัวของโลกนี้ แต่คนที่ไม่สามารถเผชิญกับความกลัว แต่ชีวิตเต็มไปด้วยความกลัว สิ่งที่แสดงออกคือ การหนี หรือไหลไปตามกระแสของโลกที่พยายามดักจับคนด้วยความกลัว ตัวอย่างเรื่องความกลัวของคน สารคดีเรื่องการขายหลักประกันสุขภาพด้วยการแช่แข็งเซลล์ต้นแบบ ที่จะนำมาช่วยในการรักษาโรคในอนาคต ที่มีการค้นพบวิธีการรักษาโรคในปัจจุบันที่รักษาไม่หาย วันหนึ่งจะเอาเซลล์นั้นกลับมาใช้เมื่อคนๆนั้นอายุมากขึ้น และป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่หายในปัจจุบัน แต่จะสามารถเอามาใช้รักษาตัวเองในอนาคตได้ นักวิทยาศาสตร์ทางด้านโลหิตวิทยาให้สัมภาษณ์ว่า นี่เป็นการทำธุรกิจกับความกลัวของมนุษย์ ที่ยังไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่ บริษัทหนึ่งมีลูกค้าไปแล้ว 4 หมื่นรายๆหนึ่งจ่ายเงินประมาณ 100,000 บาท กำไรมหาศาล ความกลัวของคนทำให้มนุษย์ต้องพยายามหาทางปกป้องตัวเอง แต่กลับกลายเป็นเหยื่อของคนหัวใส นี่คือวิธีปกป้องจริงๆหรือไม่ ในพระคัมภีร์ได้กล่าวถึงการปกป้องที่พระเยซูคริสต์ทรงมอบให้กับสาวกของพระองค์ ซึ่งสวนกับความกลัวของชาวโลกดังนี้ ยอห์น 17:1-26
1. เป็นของพระเยซู อย่าเผลอเป็นของโลก ยอห์น 17:1-8
1เมื่อพระเยซูตรัสดังนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นดูฟ้าและตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า ถึงเวลาแล้ว ขอทรงโปรดให้พระบุตรของพระองค์ได้รับเกียรติ เพื่อพระบุตรจะได้ถวายเกียรติแด่พระองค์ 2ดังที่พระองค์ได้ทรงโปรดให้พระบุตรมีอำนาจเหนือมนุษย์ทั้งสิ้น เพื่อให้พระบุตรประทานชีวิตนิรันดร์แก่คนที่พระองค์ทรงมอบแก่พระบุตรนั้น 3และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา 4ข้าพระองค์ได้ถวายเกียรติแด่พระองค์ในโลก เพราะข้าพระองค์ได้กระทำกิจที่พระองค์ทรงให้ข้าพระองค์กระทำนั้นสำเร็จแล้ว 5บัดนี้พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ได้รับเกียรติต่อพระพักตร์ของพระองค์ คือเกียรติซึ่งข้าพระองค์ได้มีร่วมกับพระองค์ก่อนที่โลกนี้มีมา 6“ข้าพระองค์ได้สำแดงพระนามของพระองค์ แก่คนทั้งหลายที่พระองค์ได้ประทานให้แก่ข้าพระองค์จากมวลมนุษย์โลก คนเหล่านั้นเป็นของพระองค์แล้ว และพระองค์ได้ประทานเขาให้แก่ข้าพระองค์ และเขาได้ปฏิบัติตามพระดำรัสของพระองค์แล้ว7บัดนี้เขาทั้งหลายรู้ว่า ทุกสิ่งที่พระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์นั้นมาจากพระองค์ 8เพราะว่าพระดำรัสที่พระองค์ตรัสประทานให้แก่ข้าพระองค์นั้น ข้าพระองค์ได้ให้เขาแล้ว และเขาได้รับไว้ และเขารู้แน่ว่าข้าพระองค์มาจากพระองค์ และเขาเชื่อแล้วว่าพระองค์ได้ทรงใช้ข้าพระองค์มา
คำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์เจ้าตอนนี้ ต่อเนื่องมาจากการหนุนใจสาวกให้หายจากความวิตกกังวลถึงอนาคตที่สาวกจะไม่ได้เห็นพระเยซูคริสต์อยู่กับเขาแบบที่เขาเคยเห็น ยอห์น 16:33 “เราได้บอกเรื่อนนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว” พระเยซูคริสต์กำลังบอกสาวก ว่า การตายของพระเยซูคริตส์ไม่ใช่ความพ่ายแพ้อย่างที่โลกเข้าใจ แต่เป็นเวลาที่พระองค์ได้รับเกียรติ เพื่อจะถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า พระบิดาผู้ทรงใช้พระองค์มาเพื่อการนี้ การชนะโลกของพระเยซูคริสต์คือ การชนะความตายที่ชาวโลกกลัวที่สุด เป็นการบอกว่า กางเขนไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับพระองค์ พระองค์เต็มใจที่จะเดินไปสู่กางเขน เพื่อเสนอการปกป้องด้วยหลักประกันที่มั่นคงแก่มนุษย์ทั้งโลก และสาวกคือคนกลุ่มแรก ที่ได้รับข้อเสนอจากพระเจ้า หลักประกันนั่นก็คือ ชีวิตนิรันดร์ ยอห์น 11:25-26 25พระเยซูตรัสกับเธอว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก 26และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย
ถ้าจะอธิบายคำว่า ชีวิตนิรันดร์ คนมักเข้าใจถึงเรื่องอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่ความจริง วิธีการดำเนินชีวิตของคนในปัจจุบัน คือสิ่งที่แสดงว่า คนนั้นมีชีวิตนิรันดร์หรือไม่ เราอาจเคยดูหนังที่พยายามจินตนาการว่า คนที่ไม่ตาย ถูกฆ่าตายก็ฟื้นขึ้นมาใหม่ ลักษณะของคนที่ฆ่าแล้วไม่ตาย คือ ไม่กลัวตาย สามารถเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ อย่างไม่ต้องใช้ทักษะการปกป้องตัวเอง ส่วนคนที่กลัวตาย คือคนที่ตายจริงๆ ไม่มีฟื้นขึ้นมา จึงมีการปกป้องตัวเองแบบไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล เพื่อเอาชนะคนที่ไม่ตาย (ในที่นี้เราไม่พูดถึงใครเป็นผู้ร้าย ใครเป็นพระเอก) แต่ต้องการให้เราเห็นภาพที่พระเยซูคริสต์กำลังชี้ให้สาวกของพระองค์เห็นในคำอธิษฐานของพระองค์ว่าวันหนึ่ง สาวกจะเข้าใจถึงชีวิตนิรันดร์ และสาวกจะดำเนินชีวิตอย่างคนที่ไม่กลัวตาย ไม่หนีความจริง แม้จะผิดพลาด ก็กล้าที่จะยอมรับความผิดพลาดนั้นๆ ไม่กลัวที่จะแสดงความอ่อนแอ ไม่กลัวที่ยอมรับว่าเป็นคนบาป ไม่กลัวที่จะรับการช่วยเหลือจากพระเจ้า คริสเตียนจึงเป็นคนที่พึ่งพาพระเจ้า ในการพึ่งพาพระเจ้า ทำให้ชาวโลกมองว่าเราอ่อนแอ ไม่ตอบโต้เหมือนอย่างชาวโลกทำ แต่นี่คือการให้พระเจ้าปกป้องเราแทนที่เราจะปกป้องตัวเอง เพราะเราเป็นของพระเจ้า เราไม่ได้เป็นของโลก มีคำหนึ่ง กล่าวว่า ทำอะไรก็ให้รู้จักเกรงใจกันบ้าง เราไม่ใช่คนไม่มีพ่อไม่มีแม่ ความหมายก็เพื่อสื่อให้คนฟัง รู้จักเกรงใจ ยำเกรง ไม่กล้าทำอะไรโดยพละการ ต้องขออนุญาต เพราะมีคนคอยปกป้องเรา ในหนังสือโยบ 1:6-12 6อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเทพบุตรทั้งหลายมารายงานตัวต่อพระเจ้า ซาตาน(คำฮีบรู แปลว่า ปฏิปักษ์ หรือ ผู้ขัดขวาง) ได้มาในหมู่เขาด้วย 7พระเจ้าตรัสถามซาตานว่า “เจ้ามาจากไหน” ซาตานทูลตอบพระเจ้าว่า “จากไปๆมาๆ อยู่บนแผ่นดินโลก และจากเดินขึ้นเดินลงบนนั้น” 8และพระเจ้าตรัสกับซาตานว่า “เจ้าได้ไตร่ตรองดูโยบผู้รับใช้ของเราหรือไม่ ว่าในแผ่นดินโลกไม่มีใครเหมือนเขา เป็นคนดีรอบคอบและเที่ยงธรรม เกรงกลัวพระเจ้าและหันเสียจากความชั่วร้าย” 9แล้วซาตานทูลตอบพระเจ้าว่า “โยบยำเกรงพระเจ้าเปล่าๆหรือ 10พระองค์มิได้ทรงกั้นรั้วรอบตัวเขา และครัวเรือนของเขา และทุกสิ่งที่เขามีอยู่เสียทุกด้านหรือ พระองค์ได้ทรงอำนวยพระพรงานน้ำมือของเขา และฝูงสัตว์ของเขาได้ทวีขึ้นในแผ่นดิน 11แต่ขอยื่นพระหัตถ์เถิด และแตะต้องสิ่งของทั้งสิ้น ที่เขามีอยู่ และเขาจะแช่งพระองค์ต่อพระพักตร์พระองค์” 12และพระเจ้าตรัสกับซาตานว่า “ดูเถิด บรรดาสิ่งที่เขามีอยู่ก็อยู่ในอำนาจของเจ้า เพียงแต่อย่ายื่นมือแตะต้องตัวเขาเท่านั้น” ซาตานจึงออกไปจากพระพักตร์ของพระเจ้า พระคัมภีร์ได้บรรยายว่า โดยปกติ ซาตานไม่ได้อยู่ในท่ามกลางทูตสวรรค์ที่ต้องมารายงานตัวต่อพระเจ้า แต่เพราะซาตานมีเป้าหมายที่มันจะโจมตี มันจึงเข้ามาปะปนกับทูตสวรรค์เพื่อจะขออนุญาตพระเจ้าในการโจมตีโยบ ซึ่งซาตานเห็นชีวิตของโยบแล้วทนไม่ได้ ทำไมโยบถึงยำเกรงพระเจ้า พระเจ้ารู้ความคิดของมาร พระองค์จึงอนุญาตให้โยบเข้าสู่การทดสอบชีวิต แต่ซาตานต้องการทำให้โยบทิ้งความยำเกรงพระเจ้า นี่คือการทดลองที่มาจากมาร แต่มารก็แตะต้องตัวโยบไม่ได้ เพราะพระเจ้าไม่อนุญาต ที่นี่ สำนวนที่พระเจ้าตรัสกับซาตานเกี่ยวกับโยบ คือ โยบอยู่ภายใต้การดูแลการปกป้องของพระเจ้า ถ้าพระเจ้าไม่อนุญาต ซาตานแตะไม่ได้ คำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ นอกจากจะให้พระเจ้าได้ยิน สาวกได้ยินแล้ว ยังให้ซาตานได้ยินด้วย ว่าสาวกเป็นของพระเยซู และเป็นของพระบิดาบนฟ้าสวรรค์ ดังนั้น คริสเตียนจึงประกาศตัวว่า เราเป็นของพระเยซูอย่างชัดเจน คริสเตียนบางคน ไม่กล้าประกาศตัวว่าเป็นของพระเยซู จะด้วยความกลัวคนอย่างไรก็ตาม ระวัง ผีจะฉวยโอกาส เพราะเรากำลังประกาศตัวกับทุกสิ่งที่อยู่ในโลกด้วย ผีมันก็เลยเข้ามาในชีวิตของคริสเตียนได้เพราะคริสเตียนทำตัวเป็นบ้านไม่มีเจ้าบ้าน ลูกา 11:26 24 “เมื่อผีโสโครกออกมาจากผู้ใดแล้ว มันก็ท่องเที่ยวไปในที่กันดารน้ำเพื่อแสวงหาที่หยุดพัก แต่เมื่อไม่พบมันจึงกล่าวว่า 'ข้าจะกลับไปยังเรือนของข้าที่ได้ออกมานั้น' 25และเมื่อมาถึงก็เห็นเรือนนั้นกวาดและตกแต่งไว้แล้ว 26มันจึงไปรับเอาผีอื่นอีกเจ็ดผีร้ายกว่ามันเอง แล้วก็เข้าไปอาศัยที่นั่น และในที่สุดคนนั้นก็ตกที่นั่งร้ายกว่าตอนแรก” ชีวิตคนเราเหมือนกับบ้าน ต้องมีเจ้าบ้าน มิฉะนั้น มารก็มาอ้างสิทธิ์ เราคงได้ยินคำว่า ที่ครอบครองปรปักษ์ คือที่ที่เจ้าของไม่อ้างสิทธิ์ปล่อยให้คนอื่นมาอยู่จนครบสิบปี คนที่อยู่ก็อ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของแทนได้ตามกฏหมาย ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน ถ้าเราไม่อ้างสิทธิ์ เราก็จะสูญเสียสิทธิ์นั้นไป ปล่อยให้วิญญาณชั่วครอบงำ และส่งอิทธิพลของมันเหนือชีวิตของเรา สาวกของพระเยซูคริสต์ก็เช่นกัน มักจะถูกโจมตีโดยพวกฟาริสี โดยใช้ข้ออ้างว่า สาวกเป็นศิษย์ของพระเยซู มัทธิว 12:1-5 1 ในคราวนั้น พระเยซูเสด็จไปในนาในวันสะบาโตและพวกศิษย์ของพระองค์หิว จึงเด็ดรวงข้าวมากินแก้หิว 2เมื่อพวกฟาริสีเห็นเข้า จึงทูลพระองค์ว่า “นั่นแน่ะ ศิษย์ของท่านทำการซึ่งต้องห้ามในวันสะบาโต” 3พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “พวกท่านยังไม่ได้อ่านหรือ ซึ่งดาวิดได้กระทำ เมื่อท่านและพรรคพวกอดอยาก 4ท่านได้เข้าไปในพระนิเวศของพระเจ้า รับประทานขนมปังหน้าพระพักตร์ ซึ่งท่านหรือพรรคพวกไม่มีสิทธิ์จะรับประทาน ควรแต่ปุโรหิตพวกเดียว 5ท่านทั้งหลายไม่ได้อ่านในธรรมบัญญัติหรือ ที่ว่า พวกปุโรหิตในพระวิหารย่อมละเมิดกฎวันสะบาโตแต่ไม่มีความผิด มัทธิว 15:1-2 1 ครั้งนั้นพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ออกจากกรุงเยรูซาเล็ม มาทูลถามพระเยซูว่า 2“ทำไมพวกสาวกของท่านจึงละเมิดคำสอนที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ด้วยว่าเขามิได้ล้างมือเมื่อรับประทานอาหาร” “ศิษย์ของท่าน” “สาวกของท่าน” คือคำที่ใช้ในการโจมตี แต่การเป็นของพระเยซูคริสต์ ทำให้การปกป้องเกิดขึ้นอย่างถูกต้องชอบธรรมโดยที่พวกฟาริสีและธรรมาจารย์ไม่สามารถโต้แย้งได้ นี่คือเหตุผลที่พระเยซูคริสต์ต้องอธิษฐานเพื่อสาวกของพระองค์ มัทธิว 26:69-75 69 ฝ่ายเปโตรนั่งอยู่นอกตึกที่ลานบ้าน มีสาวใช้คนหนึ่งมาพูดกับเขาว่า “แกได้อยู่กับเยซูชาวกาลิลีด้วยเหมือนกัน” 70แต่เปโตรได้ปฏิเสธต่อหน้าคนทั้งปวงว่า “ที่เจ้าว่านั้นข้าไม่รู้เรื่อง” 71เมื่อเปโตรได้ออกไปที่ประตูบ้าน สาวใช้อีกคนหนึ่งแลเห็นจึงบอกคนทั้งปวงที่อยู่ที่นั่นว่า “คนนี้ได้อยู่กับเยซูชาวนาซาเร็ธด้วย” 72เปโตรจึงปฏิเสธอีกทั้งสาบานว่า “ข้าไม่รู้จักคนนั้น” 73อีกสักครู่หนึ่งคนทั้งหลายที่ยืนอยู่ใกล้ๆนั้นก็มาว่าแก่เปโตรว่า “เจ้าเป็นคนหนึ่งในพวกนั้นแน่แล้ว ด้วยว่าสำเนียงของเจ้าส่อตัวเอง” 74เปโตรก็สบถสาบานใหญ่ว่า “ข้าไม่รู้จักคนนั้น” ในทันใดนั้นไก่ก็ขัน 75เปโตรจึงระลึกถึงคำที่พระเยซูตรัสไว้ว่า “ก่อนไก่ขันเจ้าจะปฏิเสธเราสามครั้ง” แล้วเปโตรก็ออกไปข้างนอกร้องไห้เป็นทุกข์ยิ่งนัก ขณะพระเยซูคริสต์ถูกจับอยู่ที่บ้านมหาปุโรหิต เปโตรรู้สึกว่า พระองค์ไม่อยู่กับเขา เขารู้สึกว่า เขาต้องปกป้องตัวเอง โดยการปฏิเสธ เราได้เห็นตัวอย่างของเปโตรที่ปกป้องตัวเอง และต้องออกไปร้องไห้เสียใจ เพราะเวลานั้น เปโตรไม่เข้าใจคำว่า เป็นของพระเยซู เป็นของพระบิดาในคำอธิษฐานที่ยอห์นบันทึกในบทที่ 17 แต่เขามาเข้าใจภายหลังเมื่อพระเยซูคริสต์ถามเขาว่า เจ้ารักเราหรือ และเปโตรตอบว่า รัก คือการแสดงว่า เปโตรกับพระเยซูคริสต์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
2. รักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไว้ ยอห์น 17:9-19
9ข้าพระองค์อธิษฐานเพื่อเขา ข้าพระองค์มิได้อธิษฐานเพื่อโลก แต่เพื่อคนเหล่านั้นที่พระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ เพราะว่าเขาเป็นของพระองค์ 10ทุกสิ่งซึ่งเป็นของข้าพระองค์ก็เป็นของพระองค์ และทุกสิ่งซึ่งเป็นของพระองค์ก็เป็นของข้าพระองค์ และข้าพระองค์มีเกียรติในสิ่งเหล่านั้น 11บัดนี้ข้าพระองค์จะไม่อยู่ในโลกนี้อีก แต่พวกเขายังอยู่ในโลกนี้ และข้าพระองค์กำลังจะไปหาพระองค์ ข้าแต่พระบิดาผู้บริสุทธิ์ ขอพระองค์ทรงโปรดพิทักษ์รักษาบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ไว้โดยพระนามของพระองค์ เพื่อเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนดังข้าพระองค์กับพระองค์ 12เมื่อข้าพระองค์ยังอยู่กับคนเหล่านั้น ข้าพระองค์ก็ได้พิทักษ์รักษาพวกเขา ผู้ซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ไว้โดยพระนามของพระองค์ และข้าพระองค์ได้ปกป้องเขาไว้และไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเสียไปนอกจากลูกแห่งความพินาศ เพื่อให้เป็นจริงตามข้อพระธรรม 13แต่บัดนี้ข้าพระองค์กำลังจะไปหาพระองค์ ข้าพระองค์กล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ในโลก เพื่อให้เขาได้รับความชื่นชมยินดีของข้าพระองค์อย่างเต็มเปี่ยม 14ข้าพระองค์ได้มอบพระดำรัสของพระองค์ให้แก่เขาแล้ว และโลกนี้ได้เกลียดชังเขา เพราะเขาไม่ใช่ของโลก เหมือนดังที่ข้าพระองค์ไม่ใช่ของโลก 15ข้าพระองค์ไม่ได้ขอให้พระองค์เอาเขาออกไปจากโลก แต่ขอปกป้องเขาไว้ให้พ้นจากมารร้าย 16เขาไม่ใช่ของโลก เหมือนดังที่ข้าพระองค์ไม่ใช่ของโลก 17ขอทรงโปรดชำระเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง 18พระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มาในโลกฉันใด ข้าพระองค์ก็ใช้เขาไปในโลกฉันนั้น 19ข้าพระองค์ชำระตัวถวายเพราะเห็นแก่เขา เพื่อให้เขารับการทรงชำระแต่งตั้งไว้โดยสัจจะด้วยเช่นกัน
พระเยซูคริสต์อธิษฐานเพื่อสาวก เป็นการพูดกับพระบิดาถึงสถานะของสาวก ครั้งหนึ่งสาวกเคยขอให้พระเยซูคริสต์สอนเขาอธิษฐานถึงพระบิดา เพราะสาวกสังเกตุการดำเนินชีวิตของพระเยซูคริสต์ที่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าพระบิดาอย่างสนิทสนมอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พระเยซูคริสต์อธิษฐานเรื่องอะไรก็ได้รับคำตอบ ทำการอัศจรรย์ รักษาโรค เลี้ยงอาหารคนห้าพันคน เจ็ดพันคน สี่พันคน โดยการอธิษฐานต่อพระบิดา ลูกา 11:1 1 เมื่อพระเยซูทรงอธิษฐานอยู่ในที่แห่งหนึ่ง พอจบแล้วสาวกของพระองค์คนหนึ่งทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอสอนพวกข้าพระองค์ให้อธิษฐาน คำขอต่อพระเยซูคริสต์ของสาวก แสดงถึงความรู้สึกว่า อุตส่าห์เสียเวลาติดตามพระเยซูมาแรมปีก็เพื่อสิ่งนี้แหล่ะ เคล็ดลับแห่งความสำเร็จ คำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ในยอห์นบทที่ 17 คือ การบอกสาวกว่า กุญแจสำคัญในการทำพันธกิจของพระเยซูคริสต์โดยพระบิดา คือ การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์ 10ทุกสิ่งซึ่งเป็นของข้าพระองค์ก็เป็นของพระองค์ และทุกสิ่งซึ่งเป็นของพระองค์ก็เป็นของข้าพระองค์ และพระเยซูได้ยืนยันกับสาวกว่า สาวกเป็นของพระบิดา นั่นหมายความว่า พระบิดาก็เป็นของสาวกเช่นกัน พระเยซูคริสต์จึงอธิษฐานเพื่อพวกเขา พระองค์ไม่ได้อธิษฐานเพื่อโลก เพราะพระองค์ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับโลก และสาวกก็เช่นเดียวกัน นี่คือการบอกให้รู้ว่า วิถีของสาวกนั้นแตกต่างจากโลก สาวกต้องดำเนินชีวิตของการเป็นประชากรสวรรค์ ไม่ใช่ประชากรโลกที่ดำรงอยู่ด้วยสันตญาณของความอยู่รอด ซึ่งศีลธรรมกำลังเสื่อมลงทุกวัน ไม่สามารถรักษาความดีได้ตลอด ที่นี่ พระเยซูคริสต์อธิษฐานขอพระบิดาทำบทบาทปกป้องสาวก เพราะสาวกไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ในเรื่องความชั่วร้าย สาวกต้องทึ่มในการชั่ว ไม่ทันคนชั่ว ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยม และกลอุบาย มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า “ปัญหามีไว้ให้แก้ แต่การทดลองมีไว้ให้วิ่งหนี” นั่นหมายความว่า การทดลองให้อยากทำบาป ไม่ใช่สิ่งที่สาวกจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว โดยเฉพาะการทดลองให้อยากตอบโต้ อยากใช้วิธีอย่างเดียวกันกับที่สาวกโดนกระทำ ซึ่งตรงกันข้ามกับปัญหา ที่คนมักอยากวิ่งหนี ไม่อยากจะแก้ และมองปัญหาเป็นสิ่งชั่วร้าย ในคำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ได้แนะวิธีการดำเนินชีวิตในแต่ละวันที่ปราศจากการปนเปื้อนจากมลทินของโลก ด้วยการชำระโดยพระวจนะแห่งความจริง นี่คือเหตุผลว่า ทำไมคริสเตียนต้องอ่านพระคัมภีร์ เพื่อให้พระคำพระเจ้าเข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดและการดำเนินชีวิตของเราในโลกนี้ โรม 8:33-39 33ใครจะฟ้องคนเหล่านั้นที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้ พระเจ้าทรงโปรดให้พ้นโทษแล้ว 34ใครเล่าจะเป็นผู้ปรับโทษอีก พระเยซูคริสต์น่ะหรือ ผู้ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว และยิ่งกว่านั้นอีกได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ทรงสถิต ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า และทรงอธิษฐานขอเพื่อเราทั้งหลายด้วย 35แล้วใครจะให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระคริสต์ได้เล่า จะเป็นความทุกข์ หรือความยากลำบาก หรือการเคี่ยวเข็ญ หรือการกันดารอาหาร หรือการเปลือยกาย หรือการถูกโพยภัย หรือการถูกคมดาบหรือ 36ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เพราะเห็นแก่พระองค์ ข้าพระองค์จึงถูกประหารวันยังค่ำ และนับว่าเป็นแกะสำหรับจะเอาไปฆ่า 37แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ได้ทรงรักเราทั้งหลาย 38เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า แม้ความตาย หรือชีวิต หรือบรรดาทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้า หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้ หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย 39หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใดๆอื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น จะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้
ผู้เขียนหนังสือโรม เข้าถึงคำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ในยอห์นบทที่ 17 นี้ว่า แม้ตัวเขาเองจะอ่อนแออย่างแกะที่ถูกเอาไปฆ่า คือต้องเผชิญหน้ากับความตาย การปกป้องของพระเจ้าก็ยังอยู่กับตัวเขา ไม่มีใครจะฟ้องหรือปรับโทษสาวกของพระเยซูคริสต์ได้ แม้พระเยซูเป็นผู้เดียวที่สามารถที่จะเอาโทษกับเราได้ แต่พระองค์กลับทำหน้าที่อธิษฐานปกป้องเรา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สาวกของพระเยซูคริสต์ชนะตลอดเวลา ไม่ว่าโลกจะว่าเขาแพ้ เขาก็จะชนะ ไม่ว่าเขาจะถูกคนหรือทูตสวรรค์รวมหัวกันต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นชะตากำหนด หรือพรหมลิขิตอย่างที่มนุษย์พยายามจะหาข้อสมมติฐานว่าอะไรที่แย่ๆที่เกิดขึ้นกับเรา แต่สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถทำให้เราขาดจากความรักของพระเจ้าได้ เพราะเราเป็นอันหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ดังนั้น ผู้ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้าจะไม่ปล่อยให้คำพูดของคน หรือสถานการณ์เป็นตัวตัดสินชีวิตของเรา เอเฟซัส 4:14-16 14เพื่อเราจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป ถูกซัดไปซัดมาและหันไปเหมาด้วยลมปากแห่งคำสั่งสอนทุกอย่าง และด้วยเล่ห์กลของมนุษย์ตามอุบายฉลาดอันเป็นการล่อลวง 15แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ คือพระคริสต์ 16คือเนื่องจากพระองค์นั้น ร่างกายทั้งสิ้นที่ติดต่อสนิทและประสานกันโดยทุกๆข้อต่อที่ทรงประทาน ได้จำเริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก เมื่ออวัยวะทุกอย่างทำงานตามความเหมาะสมแล้ว
3. พาผู้คนให้อยู่ภายใต้การปกป้องเดียวกัน ยอห์น 17:20-26
20“ข้าพระองค์มิได้อธิษฐานเพื่อคนเหล่านี้พวกเดียว แต่เพื่อคนทั้งปวงที่วางใจในข้าพระองค์เพราะถ้อยคำของเขา 21เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่พระองค์ คือพระบิดาทรงสถิตในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ในพระองค์ เพื่อให้เขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์ และกับข้าพระองค์ด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา 22เกียรติซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้มอบให้แก่เขา เพื่อเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่พระองค์กับข้าพระองค์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้น 23ข้าพระองค์อยู่ในเขาและพระองค์ทรงอยู่ในข้าพระองค์ เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อโลกจะได้รู้ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา และพระองค์ทรงรักเขาเหมือนดังที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์ 24พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ปรารถนาให้คนเหล่านั้น ที่พระองค์ได้ประทานให้แก่ข้าพระองค์ อยู่กับข้าพระองค์ ในที่ซึ่งข้าพระองค์อยู่นั้น เพื่อเขาจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของข้าพระองค์ ซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ เพราะพระองค์ทรงรักข้าพระองค์ก่อนที่จะทรงสร้างโลก 25ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงธรรม โลกนี้ไม่รู้จักพระองค์ แต่ข้าพระองค์รู้จักพระองค์ และคนเหล่านี้รู้ว่า พระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา 26ข้าพระองค์ได้กระทำให้เขารู้จักพระนามของพระองค์ และจะกระทำให้เขารู้อีก เพื่อความรักที่พระองค์ได้ทรงรักข้าพระองค์ จะดำรงอยู่ในเขา ข้าพระองค์อยู่ในเขา” พระเยซูคริสต์กำลังพูดถึง คนที่อยู่ในอนาคตถึงเราทั้งหลายสองพันปีต่อมา คำอธิษฐานนี้ยังทำงาน เป็นภาพของการส่งไม้ผลัดต่อไป มีคนส่งต่อ และมีคนรับ สิ่งที่ส่งต่อ คือความสัมพันธ์ของพระเยซูคริสต์กับพระบิดา และความสัมพันธ์กันและกันในภาพอันหนึ่งเดียวกัน การจับมือกันจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และจากปัจจุบัน เรายื่นมือเราออกไปสู่อนาคตเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกัน สิ่งที่ทำให้คนเราทะเลาะกัน คือการพยายามรักษาจุดยืนของตัวเองเอาไว้ ฉันกับคุณ (แก) เวลาคนไม่ชอบกัน ไม่ค่อยให้เกียรติกัน ไม่สุภาพต่อกันและแสดงจุดยืนของตัวเองว่า แกกับชั้น เรายืนกันคนละมุม มุมแดง มุมน้ำเงิน เพื่อต่อยกัน อยู่กันคนละฝ่าย และจะไม่เข้าไปในเขตแดนของอีกฝ่าย ไม่เข้าไปภายใต้ร่มที่ใช้ปกป้องของอีกฝ่าย เพราะกลัวว่า ตัวเองจะกลายเป็นผู้แพ้ เพราะกลัวว่า การเข้าไปในพื้นที่ของอีกฝ่ายคือ การทิ้งการปกป้องของตัวเอง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่เกิด มีแต่จะถูกทำลายลง พระเยซูคริสต์อธิษฐานเพื่อสาวก สำหรับงานที่สาวกจะรับไปทำ คือ การทำให้คนวางใจในพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่วางใจในตัวสาวก 20“ข้าพระองค์มิได้อธิษฐานเพื่อคนเหล่านี้พวกเดียว แต่เพื่อคนทั้งปวงที่วางใจในข้าพระองค์เพราะถ้อยคำของเขา การจะหยุดสงคราม ต้องให้คนวางใจในพระเยซูคริสต์ ถ้าเราพยายามจะให้คนวางใจในคน เป็นสิ่งเป็นไปได้ยาก เพราะความไว้วางใจได้ถูกทำลายไปในชีวิตของคนส่วนใหญ่ตั้งแต่เขายังเด็ก และพระเยซูคริสต์อธิษฐานเพื่อคนในอนาคตจะวางใจในคำของสาวกในปัจจุบัน นี่เป็นเหมือนคำพยากรณ์ที่กำหนดสิ่งที่สาวกจะทำในการเขียนพระคัมภีร์โดยการดลใจที่มาจากพระเจ้า 2 ทิโมธี 3:12-17 12แท้จริงบรรดาคนที่ปรารถนาจะดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้า ในพระเยซูคริสต์จะถูกกดขี่ข่มเหง 13ขณะเมื่อคนชั่วและคนเจ้าเล่ห์จะเลวลง ทั้งล่อลวงคนอื่นและถูกคนอื่นล่อลวงด้วย 14แต่ฝ่ายท่านจงดำเนินต่อไปในสิ่งที่ท่านเรียนรู้แล้วและได้เชื่ออย่างมั่นคง ท่านก็รู้ว่าท่านได้เรียนมาจากผู้ใด 15และตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ 16พระคัมภีร์ ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม 17เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง พระคัมภีร์คือถ้อยคำที่สาวกส่งต่อให้คนรุ่นต่อๆไป ที่จะรับและวางใจในพระเจ้า พระคัมภีร์เป็นพระดำรัสของพระเจ้า ทำให้สาวกรุ่นต่อมาอย่างเราทั้งหลาย รู้จักพระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระบิดา และรู้จักตัวเองผ่านการสำแดงของพระคัมภีร์ ฮีบรู 4:1212เพราะว่า พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ ตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย การใช้พระคำพระเจ้าในชีวิต ไม่ใช่เพื่อเอามาฟาดฟันคนอื่น ความหมายของพระคัมภีร์ตอนนี้ก็คือ สำหรับตัวผู้อ่านเอง ที่จะเลิกปกป้องตัวเองแบบผิดปกติ นี่คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์เรียกว่า การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่สมบูรณ์ เพื่อความรักที่พระองค์ได้ทรงรักข้าพระองค์ จะดำรงอยู่ในเขา ข้าพระองค์อยู่ในเขา” เราได้เห็นความรักของพระบิดาที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ ที่ทำให้พระองค์ไม่ใช้กลไกการปกป้องตัวเองเพื่อทำร้ายผู้อื่น แต่กลับนำคนที่ทำร้ายพระองค์ให้มีโอกาสกลับมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระบิดาให้ได้ ในคำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน พระองค์ร้องว่า ลูกา 23:34 34ฝ่ายพระเยซูจึงทรงอธิษฐานว่า “โอพระบิดาเจ้าข้า ขอโปรดอภัยโทษเขาเพราะว่า เขาไม่รู้ว่า เขาทำอะไร” นี่เป็นคำอธิษฐานเพื่อคนในอนาคตที่จะได้เข้ามารับการปกป้องที่แท้จริง ข้าพเจ้าเชื่อว่า ในเหตุการณ์ครั้งนั้น มีคนกลับใจและรับการคืนดีกับพระเจ้า อย่างน้อยก็โจรที่กำลังจะตายได้อยู่กับพระเยซูคริสต์ ลูกา 23:41-43 41และเราก็สมกับโทษนั้นจริง เพราะเราได้รับสมกับการที่เราได้กระทำ แต่ท่านผู้นี้หาได้กระทำผิดประการใดไม่” 42แล้วคนนั้นจึงทูลว่า “พระเยซูเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จเข้าในแผ่นดินของพระองค์” 43ฝ่ายพระเยซูทรงตอบเขาว่า “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม” วันนี้ เราอยู่บนกางเขนเหมือนพระเยซูคริสต์ที่กำลังพาโจรกลับใจ หรือกำลังเหมือนโจรบนไม้กางเขนที่ไม่ยอมกลับใจ และร้องตะโกนเหยียบย่ำผู้อื่นโดยไม่ดูสารรูปของตัวเองว่ากำลังจะตายเพราะโทษของตัวเอง ข้อ 39-40 39ฝ่ายคนหนึ่งในผู้ร้ายที่ถูกตรึงไว้จึงพูดหยาบช้าต่อพระองค์ว่า “ท่านเป็นพระคริสต์มิใช่หรือ จงช่วยตัวเองกับเราให้รอดเถิด” 40แต่อีกคนหนึ่งห้ามปรามเขาว่า “เจ้าก็ไม่เกรงกลัวพระเจ้าหรือ เพราะเจ้าเป็นคนถูกโทษเหมือนกัน
|