Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2552

 

 

หัวข้อ"พระเยซูคริสต์ให้ความสว่างแห่งชีวิต"

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

มัทธิว6:22-23
22 “ตาเป็นประทีปของร่างกาย   เหตุฉะนั้นถ้าตาของท่านปกติ   ทั้งตัวก็พลอยสว่างไปด้วย 23แต่ถ้าตาของท่านผิดปกติ   ทั้งตัวของท่านก็พลอยมืดไปด้วย   เหตุฉะนั้นถ้าความสว่างซึ่งอยู่ในตัวท่านมืดไป   ความมืดนั้นจะหนาทึบสักเพียงใดหนอ
แสงสว่างที่ว่านี้ คือแสงสว่างที่ไม่เพียงแต่ทำให้มองเห็นชัดเจน แต่สิ่งที่ปรากฏนั้นจะไม่สามารถซ่อนไว้จากสายตาได้  ส่วนความมืดก็จะทำให้เกิดการมองไม่ชัด มัวและเป็นอุปสรรคาต่อการมองเห็น พระเยซูคริสต์ตรัสสอนเรื่องความสว่างในชีวิตของมนุษย์อาจมืดไปเพราะอิทธิพลของความมืด ซึ่งหมายความว่า สิ่งที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำเพื่อเป็นแสงสว่างนำทางมีโอกาสที่จะมืดไปได้ หากเราไม่ใส่ใจและปล่อยให้แสงสว่างมีโอกาสที่จะมืดไป แสงสว่างสำหรับนำทางมนุษย์มีหลายอย่าง ที่ดีก็ได้แก่ มโนธรรมและจิตสำนึกที่ดี แต่ถ้ามโนธรรมกับจิตสำนึกตายด้าน ไม่รู้ผิดไม่รู้ถูก นั่นคือความสว่างที่ได้มืดดับไป สิ่งเหล่านี้เราพบได้ในคนที่เป็นอาชญากร คนที่ฆ่าคน คนที่โกงไม่สัตย์ซื่อแบบสุดๆ ไม่ยอมที่จะให้มโนธรรมและจิตสำนึกที่ดีทำงาน อันนี้คืออาการของความสว่างดับมืดไปแล้ว แต่คนที่ยังมีอาการติดๆดับๆ คือบางครั้งก็ให้มีมโนธรรมและจิตสำนึกที่ดี  อันนี้คืออาการของการติดๆดับ เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง สร้างความสับสนกับคนรอบข้างเป็นอย่างมาก  พระคัมภีร์กล่าวอย่างนี้ว่า วิวรณ์ 3:15-17  15“ 'เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้า   เจ้าไม่เย็นไม่ร้อน   เราใคร่ให้เจ้าเย็นหรือร้อน 16เพราะเหตุที่เจ้าเป็นแต่อุ่นๆ   ไม่เย็นและไม่ร้อน   เราจะคายเจ้าออกจากปากของเรา 17เพราะเจ้าพูดว่า   'เราเป็นคนมั่งมีได้ทรัพย์สมบัติมาก   และเราไม่ต้องการสิ่งใดเลย'   เจ้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นคนแร้นแค้นเข็ญใจ   เป็นคนขัดสน   เป็นคนตาบอด   และเปลือยกายอยู่
เราจะพบว่าวิวรณ์ตอนนี้กล่าวถึงอาการที่ติดๆดับๆเหมือนคนที่ไม่เย็นไม่ร้อน เป็นแต่อุ่นๆ เป็นคนที่เดี๋ยวก็เอาทางพระเจ้า เดี๋ยวก็เอาทางตัวเอง วิวรณ์กล่าวว่า คนประเภทนี้เป็นคนตาบอด คือแสงสว่างในตัวคนนั้นได้ดับมืดไปแล้ว ดูเหมือนมีมโนธรรมและจิตสำนึกที่ดี แต่ความจริงไม่มีเลย สรุปก็คือ อาการติดๆดับๆ ก็ไม่แตกต่างจากการดับไปเลย มีค่าเท่ากันในสายพระเนตรของพระเจ้า และนี่คือความจำเป็นที่มนุษย์ทุกคนต้องการแสงสว่างจากพระเจ้าไม่ว่า จะดับไปแล้ว หรือติดๆดับๆก็ตาม พระเยซูคริสต์จึงเสด็จมาเพื่อเป็นแสงสว่างแห่งชีวิตให้กับมนุษย์ทุกคน ยอห์น 8:12-20
12อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   “เราเป็นความสว่างของโลก   ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด   แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” 13พวกฟาริสีจึงกล่าวกับพระองค์ว่า   “ท่านเป็นพยานให้แก่ตัวเอง   คำพยานของท่านไม่เป็นความจริง” 14พระเยซูตรัสตอบว่า   “แม้เราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเอง   คำพยานของเราก็เป็นความจริง   เพราะเรารู้ว่าเรามาจากไหนและจะไปที่ไหน   แต่พวกท่านไม่รู้ว่าเรามาจากไหนและจะไปที่ไหน 15ท่านทั้งหลายย่อมพิพากษาตามทางโลก   เรามิได้พิพากษาผู้ใด 16แต่ถึงแม้ว่าเราจะพิพากษา   การพิพากษาของเราก็ถูกต้อง   เพราะเรามิได้พิพากษาโดยลำพัง   แต่เราพิพากษาร่วมกับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา 17ในธรรมบัญญัติของท่านก็มีคำเขียนไว้ว่า   คำพยานของสองคนก็เป็นที่เชื่อถือได้ 18เราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเอง   และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาก็เป็นพยานให้แก่เราด้วย” 19เหตุฉะนั้นเขาจึงทูลพระองค์ว่า   “พระบิดาของท่านอยู่ที่ไหน”   พระเยซูตรัสตอบว่า   “ตัวเราก็ดี   พระบิดาของเราก็ดี   ท่านทั้งหลายไม่รู้จัก   ถ้าท่านรู้จักเรา   ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย” 20พระเยซูตรัสคำเหล่านี้ที่คลังเงิน   เมื่อกำลังสั่งสอนอยู่ในบริเวณพระวิหาร   แต่ไม่มีผู้ใดจับกุมพระองค์   เพราะว่ายังไม่ถึงกำหนดเวลาของพระองค์
หลังจากที่พวกฟาริสีกลุ่มหนึ่งได้นำเอาหญิงล่วงประเวณีมาขัดจังหวะการสอนในพระวิหารของเช้าวันที่แปดของเทศกาลอยู่เพิงในกรุงเยรูซาเล็ม ฟาริสีพยายามที่จะจับผิดและหาเรื่องพระเยซูคริสต์ เพื่อจะหยุดพระองค์ แต่ผลลัพธ์คือ พระเยซูคริสต์ทำให้ทั้งฟาริสีอับอายและคนมากมายสำนึกและพบตัวเองว่าก็ไม่ดีไปกว่าหญิงล่วงประเวณี ทำให้คนที่คิดจะลงโทษหญิงล่วงประเวณีต้องล่าถอยไป หญิงนั้นได้รับการให้อภัยจากพระเยซู และพระองค์ยังสอนในพระวิหารต่อไปโดยไม่มีใครมาจับกุมพระองค์ พระเยซูคริสต์ยังใช้สิ่งที่คนยิวทำขึ้นประกอบการเฉลิมฉลองในเทศกาลอยู่เพิง มีทั้งใบตาลใช้โบกไปมา การตักน้ำจากบ่อน้ำสิโลอัม จนมาถึงวันสุดท้าย ความสว่างของแสงเทียนและหนังสือธรรมบัญญัติในพระวิหาร สิ่งเหล่านี้อยู่ในใจและความคาดหวังของคนยิวในเวลานั้น พระเยซูคริสต์ทรงสอนความจริงแก่คนยิว ให้รู้จักและรับเอาแสงสว่างที่แท้จริงไปใช้จริงๆกับชีวิต อย่าเพียงแต่ยึดติดกับสัญลักษณ์ที่ใช้เพื่อเฉลิมฉลองและกลับบ้าน คำสอนของพระเยซูเรื่องนี้ให้บทเรียนแก่เราสามประการ
1. เดินในความสว่างเลิกพฤติกรรมมืดๆ ยอห์น 8:12,20
12อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   “เราเป็นความสว่างของโลก   ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด   แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต”..... 20พระเยซูตรัสคำเหล่านี้ที่คลังเงิน   เมื่อกำลังสั่งสอนอยู่ในบริเวณพระวิหาร  
ขณะที่พระเยซูคริสต์กำลังตรัสอยู่ที่ส่วนหนึ่งของพระวิหารซึ่งเรียกว่าท้องพระคลัง (8:20) ในท้องพระคลังจะจุดเทียนอันเป็นสัญลักษณ์ของเสาไฟที่นำประชากรอิสราเอลออกจากถิ่นทุรกันดาร
(อพยพ 13:21-22) 21พระเจ้าเสด็จนำทางพวกเขาในเวลากลางวันด้วยเสาเมฆ   และตอนกลางคืนด้วยเสาเพลิง   ให้เขามีแสงสว่างเพื่อจะได้เดินทางได้ทั้งกลางวันและ กลางคืน 22เสาเมฆในเวลากลางวันและเสาเพลิงในเวลากลางคืน   มิได้คลาดจากเบื้องหน้าประชากรเลย
ในบริบทนี้ พระเยซูทรงเรียกพระองค์เองว่าเป็นความสว่างของโลก คนยิวที่อยู่ในบริเวณนั้นจะเข้าใจถึงความหมายของความสว่าง คนยิวต้องการความสว่างที่เสาไฟเป็นเครื่องหมายแสดงถึงการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า การปกป้องและการทรงนำของพระองค์ คนยิวพยายามสร้างสัญลักษณ์เสาไฟเพื่อให้ตัวเองแน่ใจว่า ความสว่างของพระเจ้ายังอยู่กับเขา ความพยายามของคนยิวไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของเสาไฟ ยังมีการนำเอาหนังสือธรรมบัญญัติออกมาตั้งพร้อมกับการจุดเทียน โดยเฉพาะข้อที่กล่าวพระธรรมบัญญัติเป็นแสงสว่าง อะไรที่สว่าง หรือบอกว่าใช้เพื่อส่องสว่าง
สุภาษิต 6:23  23เพราะพระบัญญัติเป็นประทีป  และคำสอนเป็นสว่าง และคำตักเตือนของวินัยเป็นทางแห่งชีวิต  
สดุดี 119:105  105พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์  และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์ 
ก็ไม่ต่างจากคนไทย คนจีน ที่พยายามหาสัญญลักษณ์เพื่อให้ตัวเองสบายใจหายกลัว เมื่อไม่นานนี้ มีปรากฏการณ์สุริยุปราคา หรือที่คนเรียกว่า ตะวันดับ คนที่กลัว ก็จะเอาของดำ อะไรที่พอจะออกดำๆ มาเป็นเครื่องเซ่น เพื่อตัวเองจะได้ไม่ถูกอิทธิพลของความมืดทำร้าย สำหรับคนยิวก็คล้ายกันคือ เอาอะไรที่เปรียบเทียบกับความสว่าง ก็เอามาเป็นสัญลักษณ์เพื่อความสบายใจหายกลัว ในภาวะที่ยิวไม่สบายใจกับสถานะที่ประเทศตกเป็นอาณานิคมของอาณาจักรโรม พระเจ้าจึงเป็นที่พึ่งของคนยิว อะไรที่จะทำให้หายกลัวและสบายใจ คนยิวก็จะตั้งใจทำ เพราะในเวลานั้น ดูเหมือนมียิวหลายกลุ่มที่พยายามเป็นกบฏเพื่อที่จะหาทางปลดปล่อยประเทศตัวเอง แต่ก็ล้มเหลว เพราะทหารโรมเข้มแข็งและมีความสามารถมากกว่า บรรยากาศประเทศอิสราเอลก็เหมือนกับอยู่ในความมืด อย่างสิ้นหวัง ดังนั้น การพึ่งพาพระเจ้าสำหรับยิวกลุ่มใหญ่ยังคงดำเนินไปแบบพยายามตามความเข้าใจของคนยิวเอง พึ่งตัวเองไม่ได้ ก็ต้องพึ่งพระพึ่งเจ้า เพื่อให้เกิดการช่วยกู้ออกจากบรรยากาศความมืดนี้เหมือนที่ครั้งหนึ่งพระเจ้าทรงช่วยกู้อิสราเอลออกจากดินแดนอียิปต์ และนำทางด้วยเสาเมฆในเวลากลางวัน และเสาไฟในเวลากลางคืน พระเยซูคริสต์จึงใช้บริบทนี้เพื่อเสนอทางเลือกให้แก่ยิวว่า พระองค์เป็นความสว่าง การตรัสว่า ผู้ที่เดินตามพระองค์จะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต นั่นหมายความว่า พระเยซูคริสต์จะทำให้ผู้ที่ตามพระองค์เป็นความสว่างไปด้วย มัทธิว 5:14 14“ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก การเสนอทางเลือกแก่พวกยิว คือการหักมุมการรอคอยแสงสว่างนำทางแบบเดิมทั้งสิ้นมาเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการปลดปล่อยชีวิตส่วนตัวของแต่ละบุคคลให้พ้นจากอำนาจมืดที่แท้จริง ความจริงอิทธิพลมืดในชีวิตส่วนตัวของคนทำให้คนตาบอดและอยู่ในอำนาจมืด ไม่ใช่อำนาจของโรมที่ทำให้เกิดความมืดบอดทางจิตใจ พระเยซูคริสต์ได้ชี้ความจริงของชีวิตที่ต้องการแสงสว่างจริงๆ คือชีวิตของตัวคนๆนั้นเอง มนุษย์ทุกคนมีชีวิตในด้านมืด เอาไว้ซ่อนตัวเองไม่ให้คนอื่นเห็น พระเยซูคริสต์เสด็จมาในโลกนี้เพื่อที่จะเปิดโปงชีวิตในด้านมืดของทุกคนเพื่อคนที่วางใจในพระองค์จะดำเนินชีวิตในความสว่าง 1โครินธ์4:5.....พระองค์จะทรงเปิดเผยความลับที่ซ่อนอยู่ในความมืดให้แจ่มกระจ่าง   และจะทรงเผยความในใจของคนทั้งปวงด้วย....นี่คือสิ่งที่เตือนใจเราให้ดำเนินชีวิตอยู่ในความโปร่งใสตลอดเวลา เพื่อที่ว่าจะไม่มีอะไรซ่อนอยู่ในความมืด เพราะวันหนึ่งสิ่งที่ซ่อนไว้จะถูกเปิดเผย แม้แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจ คนที่อยู่ในความสว่างจะระวังความคิดภายในจิตใจของตัวเอง เพราะสำหรับพระเจ้าแล้ว เราทุกคนยืนอยู่ในที่แจ้งเสมอ
โคโลสี 1:1313พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากอำนาจของความมืด   และได้ทรงย้ายเรามาตั้งไว้ในแผ่นดินแห่งพระบุตรที่รักของพระองค์
2 โครินธ์ 6:14-16 14ท่านอย่าเข้าเทียมแอกกับคนที่ไม่เชื่อ   เพราะว่าความชอบธรรมจะมีหุ้นส่วนอะไรกับความอธรรม   และความสว่างจะเข้าสนิทกับความมืดได้อย่างไร 15พระคริสต์กับเบลีอัลจะลงรอยกันอย่างไรได้   หรือคนที่เชื่อจะมีส่วนอะไรกับคนที่ไม่เชื่อ 16วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพได้  
คำพูดมืดๆ ที่มาจากอิทธิพลด้านมืดมักทำร้ายผู้คน และสร้างความแตกแยก อะไรที่ต้องแอบทำไม่กล้าเปิดเผย มักมาจากอิทธิพลด้านมืด แต่ในปัจจุบัน มีพฤติกรรมด้านมืดที่คนทำโดยไม่อายก็มาก แต่คนที่เดินในแส่งสว่างก็จะส่งผลแห่งความสว่าง เอเฟซัส 5:9-13 9(ด้วยว่าผลของความสว่างนั้น   คือความดีทุกอย่างและความชอบธรรมทั้งมวลและความจริงทั้งสิ้น) 10ท่านจงพิสูจน์ดูว่า   ทำประการใดจึงจะเป็นที่ชอบพระทัยองค์พระผู้เป็นเจ้า 11และอย่าเข้าส่วนกับกิจการของความมืดอันไร้ผล   แต่จงเผยกิจการนั้นให้ปรากฏดีกว่า 12เพราะว่าแม้แต่จะพูดถึงการเหล่านั้น   ซึ่งพวกเขากระทำในที่ลับก็ยังเป็นที่น่าละอาย 13แต่เมื่อสิ่งสารพัดที่ได้แสดงเปิดเผยออกโดยความสว่าง   สิ่งนั้นก็ปรากฏแจ้ง   เพราะว่าทุกๆสิ่งที่ปรากฏแจ้ง   ก็คือความสว่าง
2. เรารู้ว่าเรามาจากไหนและจะไปที่ไหน ยอห์น 8:13-14,17-18
13พวกฟาริสีจึงกล่าวกับพระองค์ว่า   “ท่านเป็นพยานให้แก่ตัวเอง   คำพยานของท่านไม่เป็นความจริง” 14พระเยซูตรัสตอบว่า   “แม้เราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเอง   คำพยานของเราก็เป็นความจริง   เพราะเรารู้ว่าเรามาจากไหนและจะไปที่ไหน   แต่พวกท่านไม่รู้ว่าเรามาจากไหนและจะไปที่ไหน.... 17ในธรรมบัญญัติของท่านก็มีคำเขียนไว้ว่า   คำพยานของสองคนก็เป็นที่เชื่อถือได้ 18เราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเอง   และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาก็เป็นพยานให้แก่เราด้วย”
พวกฟาริสีเข้ามาขัดจังหวะการสอนของพระเยซูคริสต์อีกครั้ง ด้วยการตั้งคำถามจากหลักธรรมบัญญัติเรื่องการเป็นพยานให้กับตัวเอง ความจริงพระเยซูคริสต์เคยตอบเรื่องการเป็นพยานด้วยหลักธรรมบัญญัตินี้ ยอห์น 5:3131ถ้าเราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเอง   คำพยานของเราก็ไม่จริง เพื่ออ้างยอห์นผู้ให้บัพติศมาในน้ำเป็นพยานของพระองค์ว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า ในวันที่พระองค์รักษาคนง่อยในวันสะบาโต พวกฟาริสีได้ใช้หลักธรรมเดียวกันนี้เพื่อจะทำลายการเป็นพยานของพระเยซูคริสต์อีกครั้งในเรื่องทรงเป็นความสว่าง ฟาริสีกำลังย้อนถามว่า พระองค์พูดถึงตัวเองคนเดียวเวลานี้ไม่มียอห์นผู้ให้บัพติศมามาเป็นพยานแล้ว พระเยซูคริสต์ทรงให้เหตุผลว่าการเป็นพยานว่าพระองค์เองเป็นแสงสว่างเป็นความจริง เพราะพระองค์ทรงรู้ว่า พระองค์มาจากไหน และจะไปไหน   “แม้เราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเอง   คำพยานของเราก็เป็นความจริง.... 17ในธรรมบัญญัติของท่านก็มีคำเขียนไว้ว่า   คำพยานของสองคนก็เป็นที่เชื่อถือได้ 18เราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเอง   และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาก็เป็นพยานให้แก่เราด้วย” พระเยซูคริสต์ทรงยกหลักธรรมบัญญัติเรื่องคำพยานสองปากที่เชื่อถือได้ โดยพระองค์เองและพระบิดาเป็นพยานรวมเป็นสองพยาน พระเยซูคริสต์ทรงรู้ว่าพระองค์มาจากพระเจ้า และก็จะกลับไปหาพระเจ้า ทุกสิ่งที่พระองค์ทำเพื่อถวายเกียรติ์แด่พระเจ้า การกระทำและคำพูดของพระเยซูคริสต์จึงเชื่อถือได้ว่าเป็นความจริง เพราะพระองค์ได้ทำเพื่อพระเจ้ามิใช่เพื่อตัวพระองค์เอง เรารู้ว่าเรามาจากไหนและจะไปที่ไหน จึงเป็นต้นแบบแก่คริสเตียนในการดำเนินชีวิตที่พูดและกระทำสิ่งใดก็จงพูดและกระทำเพื่อพระเจ้า เหมือนอย่างพระเยซูคริสต์ที่สามารถตอบและแสดงตัวกับคนรอบข้างอย่างโปร่งใสและสามารถเผชิญกับคำถามโจมตีของพวกฟาริสีได้อย่างชัดเจน ในพระคัมภีร์เดิมมีบุคคลหนึ่งที่พูดเพื่อตัวเอง กระทำเพื่อตัวเอง ดาเนียล 4:28-33,36-3728สิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้นได้บังเกิดขึ้นแก่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ 29พอสิ้นสิบสองเดือน   พระองค์เสด็จดำเนินอยู่บนดาดฟ้าพระราชวังที่บาบิโลน 30และพระราชาตรัสว่า  “นี่เป็นมหาบาบิโลนมิใช่หรือ   ซึ่งเราได้สร้างไว้ด้วยอำนาจใหญ่ยิ่งของเรา   ให้เป็นราชฐานและเพื่อเป็นศักดิ์ศรีอันสูงส่งของเรา” 31เมื่อพระราชาตรัสยังไม่ทันขาดพระวาทะ   ก็มีเสียงตกลงมาจากฟ้าสวรรค์ว่า   “โอ   กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์   เราลั่นวาจาไว้กับเจ้าแล้วว่า   ราชอาณาจักรได้พรากไปเสียจากเจ้าแล้ว 32และเจ้าจะถูกขับไล่ไปจากท่ามกลางมนุษย์   และเจ้าจะอยู่กับสัตว์ในทุ่งนา   และเจ้าจะต้องกินหญ้าอย่างกับโค   จะเป็นอยู่อย่างนั้นจนครบเจ็ดวาระ   จนกว่าเจ้าจะเรียนรู้ได้ว่า   ผู้สูงสุดปกครองอยู่เหนือราชอาณาจักรของมนุษย์   และประทานราชอาณาจักรนั้นแก่ผู้ที่พระองค์จะประทาน” 33ในทันใดนั้นเอง   พระวาทะก็สำเร็จในเรื่องเนบูคัดเนสซาร์   พระองค์ถูกขับไล่ไปจากท่ามกลางมนุษย์   และเสวยหญ้าอย่างกับโค   และพระกายก็เปียกน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์   จนพระเกศางอกยาวอย่างกับขนนกอินทรี   และพระนขาก็เหมือนเล็บนก..... 36ในเวลานั้นเอง  จิตปกติของเราก็กลับคืนมา   ความสูงส่งและราชสง่าราศรีกลับมาสู่เราอีก   เพื่อศักดิ์ศรีแห่งราชอาณาจักรของเรา   องคมนตรีและข้าราชบริพารของเรากลับมาหาเรา   และเราก็รับการสถาปนาไว้ในราชอาณาจักรของเรา   ความใหญ่ยิ่งกลับเพิ่มพูนแก่เราขึ้นอีก 37บัดนี้ตัวเราคือเนบูคัดเนสซาร์   ขอสรรเสริญ   ยกย่องและถวายพระเกียรติแด่พระมหาราชาแห่งสวรรค์   เพราะว่าพระราชกิจของพระองค์ก็ถูกต้อง   และพระมรรคาของพระองค์ก็เที่ยงธรรม   บรรดาผู้ดำเนินอยู่ในความเย่อหยิ่ง   พระองค์ก็ทรงสามารถให้ต่ำลง
กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ได้กล่าวถึงบทเรียนของความเย่อหยิ่งที่ตนเองได้โอ้อวดตัวเอง ยกตัวเอง และกล่าวถึงตัวเองว่าเขาเก่ง เขาสามารถ เขาเป็นผู้ทำให้เกิดอาณาจักรอันยิ่งใหญ่คือนครบาบิโลน เขาจึงกลายเป็นบ้าและมีชีวิตเหมือนกับสัตว์ และเมื่อจิตกลับมาสู่ปกติ ก็ตระหนักว่าเขามาจากไหน และจะไปไหน หมายถึง เขามีวันนี้ได้ก็เพราะ พระเจ้าเป็นผู้อนุญาตให้เขามีและเป็น พระเจ้าทำให้เขารุ่งเรืองได้ พระเจ้าก็ทำให้เขาตกต่ำได้ เพราะเขามาจากพระเจ้าและจะกลับไปหาพระเจ้า แต่จะพบพระเจ้าแบบไหนนั้น อยู่ที่ท่าทีของตัวเขาเอง
มีคนเย่อหยิ่งในสังคมของเราที่เราได้เห็นจากชีวิตจริงมากมายซึ่งทำตัวช่างไม่รู้เลยว่า มีพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่เฝ้ามองดูชีวิตตัวเอง ไม่เกรงฟ้ากลัวดิน ยิ่งใหญ่คับฟ้า เพียงเพราะมีเงินมีทอง มีทรัพย์สินมากกว่าชาวบ้าน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ตัวเองจะยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้า พระคัมภีร์กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของคนไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียงเกียรติยศทรัพย์สินเงินทอง แต่ความยิ่งใหญ่ของคนอยู่ที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่ภายในคนนั้นต่างหาก 1ยอห์น 4:4 4ลูกทั้งหลายเอ๋ย   ท่านเป็นฝ่ายพระเจ้า   และได้ชนะเขาเหล่านั้น   เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงอยู่ในท่านทั้งหลายเป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก
การรู้จักตัวเองว่ามาจากไหนและจะไปไหนทำให้เราถ่อมใจและเป็นแสงสว่างที่สังคมต้องการได้ เพราะการชี้ทางสว่างให้กับคนอื่น ต้องทำให้คนยอมรับ ความเย่อหยิ่งไม่สามารถทำให้คนยอมรับได้ มีแต่จะทำให้คนหนีห่าง แม้แต่พระเจ้าก็ยังนับคนเย่อหยิ่งเป็นศัตรู ยากอบ 4:6  พระเจ้าทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง  แต่ทรงประทานพระคุณแก่คนที่ใจถ่อม พระเยซูคริสต์ทรงให้ความสว่างแห่งชีวิตที่แท้จริง ทำให้เรารู้จักตัวเองและเลือกเดินในความสว่างตลอดเส้นทางของชีวิต
3. ส่องสว่างได้ในทุกโอกาส ยอห์น 8:15-16,18-20
15ท่านทั้งหลายย่อมพิพากษาตามทางโลก   เรามิได้พิพากษาผู้ใด 16แต่ถึงแม้ว่าเราจะพิพากษา   การพิพากษาของเราก็ถูกต้อง   เพราะเรามิได้พิพากษาโดยลำพัง   แต่เราพิพากษาร่วมกับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา.... 18เราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเอง   และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาก็เป็นพยานให้แก่เราด้วย”  19เหตุฉะนั้นเขาจึงทูลพระองค์ว่า   “พระบิดาของท่านอยู่ที่ไหน”   พระเยซูตรัสตอบว่า   “ตัวเราก็ดี   พระบิดาของเราก็ดี   ท่านทั้งหลายไม่รู้จัก   ถ้าท่านรู้จักเรา   ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย” 20พระเยซูตรัสคำเหล่านี้ที่คลังเงิน   เมื่อกำลังสั่งสอนอยู่ในบริเวณพระวิหาร   แต่ไม่มีผู้ใดจับกุมพระองค์   เพราะว่ายังไม่ถึงกำหนดเวลาของพระองค์
พระเยซูคริสต์ทรงตำหนิพวกฟาริสีว่าเป็นผู้ที่ตัดสินคนอื่นตามทางโลก คือค่านิยมของโลกที่มองคนแต่ภายนอก ตัดสินจากความไม่รู้จริง หรือคิดไปตามใจที่ตัวเองอยากจะคิด ไม่สนว่าคนอื่นจะถูกผิดอย่างไร และก็ไม่ยอมให้ใครที่คิดถูกมาร่วมคิดด้วย พระเยซูคริสต์เจ้าเอง แม้พระองค์จะทรงรู้จักมนุษย์ทุกคน พระองค์ก็ยังไม่ตัดสินใครตามลำพัง 16แต่ถึงแม้ว่าเราจะพิพากษา   การพิพากษาของเราก็ถูกต้อง   พระองค์ทรงมีพระบิดาในฟ้าสวรรค์ร่วมกับพระองค์ในการพิพากษา พระเยซูคริสต์ทรงพูดกับพวกฟาริสีว่า ท่านกล่าวอ้างถึงพยานที่ต้องมีถึงสองสามปากตามธรรมบัญญัติหรือ เราซึ่งเป็นพระเจ้า เรายังไม่ตัดสินใครด้วยตัวเราเองลำพังเลย เจ้าจะมาตัดสินคนอื่นได้อย่างถูกต้องได้อย่างไร  พระเจ้าผู้ดีรอบคอบยังต้องร่วมกันในการพิพากษามนุษย์ แล้วเจ้าผู้เป็นมนุษย์ที่มีกิเลศตัณหาจะสามารถตัดสินคนของพระเจ้าถูกต้องได้อย่างไร มัทธิว 5:48 48เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ   เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน   ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ พระเยซูคริสต์ทรงให้แสงสว่างแห่งชีวิตแก่ผู้ที่เป็นสาวกของพระองค์เพื่อให้เราส่องสว่างในโลกอย่างรอบคอบ ไม่ตัดสินคนตามค่านิยมของโลก และไม่ดำเนินชีวิตตามกระแสของโลกด้วย 2ทิโมธี 2:23-26
23อย่าข้องแวะกับปัญหาอันโง่เขลาและไม่เป็นสาระ   ด้วยรู้แล้วว่าปัญหาเหล่านั้นก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน 24ฝ่ายผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้าต้องไม่เป็นคนที่ชอบการทะเลาะวิวาท   แต่ต้องมีใจเมตตาต่อทุกคน   เป็นครูที่เหมาะสมและมีความอดทน 25ชี้แจงให้ฝ่ายตรงกันข้ามเข้าใจด้วยความสุภาพ   ว่าพระเจ้าอาจจะทรงโปรดให้เขากลับใจ   และมาถึงซึ่งความจริง 26และหลุดพ้นบ่วงของมาร 3ผู้ซึ่งดักจับเขาไว้ให้ทำตามความประสงค์ของมัน3
พระเยซูคริสต์ทรงอดทนกับคำถาม ซึ่งแท้จริงไม่ต้องการคำตอบ  แต่พระองค์ก็ตอบและอธิบายเพื่อสอนและส่องสว่าแก่คนอื่นที่กำลังฟังไม่ใช่แค่พวกฟาริสี แต่มีประชาชนและเหล่าสาวกของพระองค์ที่กำลังรับคำสอน ที่แม้จะถูกขัดจังหวะ แต่พระเยซูคริสต์ก็ทรงใช้อุปสรรคให้เป็นอุปกรณ์ในการสอนได้ ถ้าเราดูที่ foot note เราจะพบเลขสามข้างล่าง ซึ่งมีคำแปลได้สองความหมายในประโยคสุดท้าย (หรือ โดยผู้รับใช้ของพระองค์ได้จับเขามาให้เป็นเชลยแห่งน้ำพระทัยพระเจ้า) พระเยซูคริสต์ทรงใช้การขัดจังหวะของฟาริสีที่ต้องการหยุดพระองค์ไม่ให้สั่งสอน (ซึ่งเป็นการดักจับพระองค์ตามประสงค์ของผู้ตั้งคำถาม พระเยซูคริสต์ทรงพลิกสถานการณ์นั้น กลับเป็นโอกาสในการสั่งสอนในบริเวณวิหารได้โดยไม่มีใครมาจับกุมพระองค์ เราทั้งหลายก็ต้องไม่หยุดส่องสว่าง แม้ในบางครั้งจะถูกขัดจังหวะ ถูกปิดโอกาสในการส่องสว่าง จงเลียนแบบพระเยซูคริสต์ที่ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาทำให้เรื่องส่วนรวมเสีย
มีคนบางประเภท ไม่รู้ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องส่วนใหญ่หรือเรื่องส่วนรวม ข้าจะเอาเรื่องส่วนตัวเข้าไปเกี่ยวข้องหมด อันนี้คือวิสัยอย่างโลก เป็นวิสัยของพฤติกรรมความคิดในด้านมืด มีแต่บุคคลิกด้านมืดที่ซ่อนความรู้สึกส่วนตัวไว้ เพราะมันคือบาดแผล และอาการบาดเจ็บของส่วนบุคคล คนที่ยอมเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ ทำเพื่อเห็นแก่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีมุมมืดไว้เก็บบุคคลิกเชิงซ้อนนี้ เพราะอาการบาดเจ็บส่วนตัวจะไม่ยอมให้ตัวเองเจ็บเพื่อคนอื่นอีก คนที่เสียสละได้ไม่ใช่เขาจะยอมเจ็บ แต่เพราะเขาหายป่วย หายเจ็บแล้ว เขาจึงทำเพื่อคนอื่นได้ ยอมได้ เพราะฉะนั้น การส่องสว่างในทุกโอกาสจะเกิดขึ้นกับคนที่หายดี คนที่เจ็บปวดทำไม่ได้ เขาจะส่องสว่างได้แค่บางโอกาส และในเวลาที่ถูกขัดจังหวะจะโดย
ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ความสว่างของคนที่เจ็บปวดจะค่อยๆมืดลง ส่องไม่ออก มันอยากจะแผ่รังสีแห่งความร้อนแรงออกมาแทน ทำให้บางคนที่อยู่ข้างๆรู้สึกถึงความร้อนจนอยู่ใกล้ไม่ได้ อันนี้ไม่ใช่ความสว่างที่มาจากพระเยซูคริสต์เจ้า แต่เป็นพฤติกรรมของความมืด เพราะว่าความสว่างแท้ ย่อมไม่มีความมืดปะปนด้วย
 1ยอห์น1:5 พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง   และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย
คำถามของพวกฟาริสีเกี่ยวกับพระบิดาของพระเยซูคริสต์อยู่ที่ไหน ฟาริสีถามว่า พ่อของท่านอยู่ที่ไหน ไม่ได้ถามว่าพ่อของท่านเป็นใคร เพื่อแสดงการปฏิเสธพระเยซูคริสต์อีกครั้ง แต่พระเยซูคริสต์ทรงตอบคำถามปฏิเสธของพวกฟาริสีโดยที่เขาปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าพวกฟารีสีรู้จักพระเยซูคริสต์ก็จะรู้จักพระบิดา แต่ที่พวกฟาริสีไม่รู้จักพระบิดา ก็เพราะฟาริสีไม่รู้จักทั้งพระเยซูคริสต์และพระบิดา ทำให้พวกฟาริสีเงียบไปไม่สามารถปฏิเสธพระเยซูคริสต์ในเรื่องนี้ได้ พระเยซูคริสต์ทรงส่องสว่างได้แม้กระทั่งในยามที่ถูกปฏิเสธ นี่คือความสว่างแท้ในตัวพระองค์ และพระองค์มีน้ำพระทัยให้สาวกของพระองค์ส่องสว่างได้ในทุกโอกาสทั้งยามมีปัญหา อุปสรรค และในยามที่ถูกปฏิเสธไม่ยอมรับ ก็สามารถทำให้แม้ไม่ยอมรับแต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธความจริงที่ส่องให้เห็นชัดเจนได้ แสงสว่างแท้ไม่มีวันมัวหมองลง แต่กลับยิ่งส่องสว่างมากขึ้น เมื่อมีบางอย่างผิดปกติ เพื่อทำให้เราหยุดส่องสว่าง จงอย่าท้อใจที่จะส่องสว่างในทุกโอกาส แสงสว่างไม่เคยที่จะหยุดสาดส่อง จงรู้เถิดว่า มีคนมากมายรอคอยที่จะรับแสงสว่างจากเรา พระเยซูคริสต์ทรงให้แสงสว่างแห่งชีวิตแก่เราเพื่อใช้ออกไป อาเมน

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org