ตาสว่างมีความหมายได้ทั้ง ขณะเราง่วงแล้วกินอะไร หรือมีอะไรบางอย่างทำให้เราหายง่วง รู้สึกสดชื่นขึ้นมาอีกครั้ง หรือตาสว่างยังหมายถึง การที่เราอยู่ในความดำมืด มัวๆมองไม่เห็นแล้วเราเกิดความเข้าใจ 1โครินธ์ 13:9,12
9เพราะความรู้ของเรานั้นไม่สมบูรณ์ และการเผยพระวจนะนั้นก็ไม่สมบูรณ์.... 12เพราะว่าบัดนี้เราเห็นสลัวๆเหมือนดูในกระจก แต่เวลานั้นจะได้เห็นพระพักตร์ชัดเจน เดี๋ยวนี้ความรู้ของข้าพเจ้าไม่สมบูรณ์ เวลานั้นข้าพเจ้าจะรู้แจ้งเหมือนพระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้า นอกจากความจำกัดและความไม่สมบูรณ์ที่ทำให้เราตามืดตามัวได้แล้ว ยังมีอีกองค์ประกอบหนึ่งในชีวิตมนุษย์ที่ทำให้มนุษย์ตาบอดสนิทเหมือนคนหลับ ขณะที่ยังมีอาการเหมือนคนตื่นอยู่ เราคงเคยได้ยินคำว่า เส้นผมบังภูเขา เส้นผมเส้นเล็กๆสามารถบังภูเขาได้ เพราะเส้นผมนั้นคือจุดโฟกัสของดวงตาของคนที่กำลังมองแต่สิ่งเล็กๆจนไม่สามารถมองเห็นสิ่งใหญ่ๆ หรือมองแต่จุดบกพร่อง จุดผิดพลาดของคนอื่นจนมองไม่เห็นสิ่งที่ตนเองต้องแก้ไข ลูกา 6:41-42 41เหตุไฉนท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านก็ไม่รู้สึก 42เหตุไฉนท่านจึงจะพูดกับพี่น้องของท่านว่า 'พี่น้องเอ๋ย ให้เราเขี่ยผงออกจากตาของเธอ' แต่ที่จริงท่านเองยังไม่เห็นไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านคนหน้าซื่อใจคด จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน แล้วท่านจะเห็นได้ถนัด จึงจะเขี่ยผงออกจากตาพี่น้องของท่านได้
พระคัมภีร์ตอนนี้กำลังบอกว่า คนตาดีสามารถมีจุดบอดที่มองไม่เห็นได้ และคนตาดีมองเห็น ไม่ได้หมายความว่า ตาใจของเขาจะมองเห็นเหมือนกัน ซึ่งหมายความว่า ตาเนื้อหนังดี แต่ตาใจสามารถมืดบอดไปได้ ยอห์น 9:39-41
39พระเยซูตรัสว่า “เราเข้ามาในโลกเพื่อแก่การพิพากษา เพื่อให้คนทั้งหลายที่มองไม่เห็นกลับมองเห็น และคนที่มองเห็นกลับตาบอด” 40เมื่อพวกฟาริสีที่อยู่ใกล้พระองค์ได้ยินอย่างนั้น จึงกล่าวแก่พระองค์ว่า “เราตาบอดด้วยหรือ” 41พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ถ้าพวกท่านตาบอดพวกท่านก็จะไม่มีความผิดบาป แต่บัดนี้ท่านพูดว่า 'เรามองเห็น' เหตุฉะนั้นความผิดบาปของท่านจึงยังมีอยู่
นี่คือความหมายของความบอดของวิญญาณจิต ความบอดฝ่ายวิญญาณทำให้มนุษย์มองไม่เห็นว่าตัวเองบกพร่อง มองไม่เห็นตัวเองว่ามีความบาป มองไม่เห็นตัวเองว่าต้องการความช่วยเหลือ หรือต้องการการนำทางจากพระเจ้า งานของพระเยซูคริสต์ในบทบาทของพระเมสสิยาห์ คือ การทำให้มนุษย์ทั้งโลกได้รู้จักความจริงว่า มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป โรม 3:23
23เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า ซึ่งในบรรยากาศของคนยิวในยุคนนั้น มีความเชื่อว่าคนที่เกิดมาเพราะมีบาปในอดีต อพยพ 20:5....ให้โทษบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานของผู้ที่ชัง เราจนถึงสามชั่วสี่ชั่วอายุคน ดังนั้น ในบริบทของพระคัมภีร์ยอห์นจึงมีการกล่าวถึงคนตาบอดที่พิการแต่กำเนิด เป็นผลมาจากบาปในอดีต เหมือนคนไทยที่เชื่อเรื่องกรรมเวรที่ติดตัวตั้งแต่ชาติก่อน เกิดมาในชาตินี้เลยต้องรับกรรมที่ตัวเองก่อ แต่ สำหรับคริสเตียนไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด มนุษย์เกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว ส่วนคนที่ตายไปก่อน คือคนที่อยู่ในสภาพการรอคอย ฮีบรู 11:32,39-40
32และข้าพเจ้าจะกล่าวอะไรต่อไปอีกเล่า เพราะไม่มีเวลาพอที่จะกล่าวถึง กิเดโอน บาราค แซมสัน เยฟธาห์ ดาวิด และซามูเอล และผู้เผยพระวจนะทั้งหลาย.... 39คนเหล่านั้นทุกคนมีชื่อเสียงดีเพราะความเชื่อของเขา แต่เขาก็ยังไม่ได้รับสิ่งที่ทรงสัญญาไว้ 40เพราะพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งซึ่งประเสริฐยิ่งกว่านั้นไว้สำหรับเขา เพื่อเขาทั้งหลายจะได้รับความสมบูรณ์ด้วยกันกับเราเท่านั้น คนในอดีตกาลกำลังรอคอยสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาเพื่อคนในปัจจุบันอย่างเราทั้งหลายจะได้รับร่วมกันกับเขา บทเรียนจากหนังสือยอห์นในวันนี้ได้บอกเราถึงงานของพระเยซูคริสต์ คือการทำให้มนุษย์ตาสว่างและรอคอยที่จะรับพระสัญญาร่วมกับบุรุษในพระคัมภีร์ด้วยเช่นกัน ยอห์น 9:1-25
1เมื่อพระองค์เสด็จดำเนินไปนั้น ทรงเห็นชายคนหนึ่งตาบอดแต่กำเนิด 2และพวกสาวกของพระองค์ทูลถามพระองค์ว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ใครได้ทำผิดบาป ชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขา เขาจึงเกิดมาตาบอด” 3พระเยซูตรัสตอบว่า “มิใช่ว่าชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขาได้ทำบาป แต่เขาเกิดมาตาบอด เพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา 4เราต้องกระทำพระราชกิจของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาเมื่อยังวันอยู่ เมื่อถึงกลางคืนไม่มีผู้ใดทำงานได้ 5ตราบใดที่เรายังอยู่ในโลก เราเป็นความสว่างของโลก” 6เมื่อตรัสดังนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงบ้วนน้ำลายลงที่ดิน แล้วทรงเอาน้ำลายนั้นทำเป็นโคลนทาที่ตาของคนตาบอด 7แล้วตรัสสั่งเขาว่า “จงไปล้างโคลนออกเสียในสระสิโลอัมเถิด” (สิโลอัมแปลว่า ใช้ไป) เขาจึงไปล้างแล้วกลับมาก็เห็นได้ 8เพื่อนบ้านและบรรดาคนที่เคยเห็นชายคนนั้นเป็นคนขอทานมาก่อนก็พูดกันว่า “คนนี้ใช่ไหมที่เคยนั่งขอทาน” 9บางคนก็พูดว่า “ใช่คนนั้นแหละ” คนอื่นว่า “ไม่ใช่ แต่เขาเหมือนคนนั้น” ตัวเขาเองพูดว่า “ข้าพเจ้าคือคนนั้น” 10เขาทั้งหลายจึงถามเขาว่า “ตาของเจ้าหายบอดได้อย่างไร” 11เขาตอบว่า “ชายคนหนึ่งชื่อเยซูได้ทำโคลนทาตาของข้าพเจ้า และบอกข้าพเจ้าว่า 'จงไปที่สระสิโลอัมแล้วล้างโคลนออกเสีย' ข้าพเจ้าก็ได้ไปล้างตา จึงมองเห็นได้” 12เขาจึงถามว่า “ผู้นั้นอยู่ที่ไหน” คนนั้นบอกว่า “ข้าพเจ้าไม่ทราบ” 13เขาจึงพาคนที่แต่ก่อนตาบอดนั้นไปหาพวกฟาริสี 14วันที่พระเยซูทรงทำโคลนทาตาชายคนนั้นให้หายบอด เป็นวันสะบาโต 15พวกฟาริสีก็ได้ถามเขาอีกว่า ทำอย่างไรตาเขาจึงมองเห็น และเขาบอกคนเหล่านั้นว่า “เขาเอาโคลนทาตาของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ล้างออกแล้วจึงมองเห็น” 16พวกฟาริสีบางคนพูดว่า “ชายคนนี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า เพราะเขามิได้รักษาวันสะบาโต” แต่คนอื่นพูดว่า “คนบาปจะทำหมายสำคัญเช่นนั้นได้อย่างไร” พวกเขาก็แตกแยกกัน 17เขาจึงพูดกับคนตาบอดอีกว่า “เจ้าคิดอย่างไรเรื่องคนนั้น ในเมื่อเขาได้ทำให้ตาของเจ้าหายบอด” ชายคนนั้นตอบว่า “ท่านเป็นผู้เผยพระวจนะ” 18พวกยิวไม่เชื่อว่าชายคนนั้นตาบอดและกลับมองเห็น จนกระทั่งเขาได้เรียกบิดามารดาของคนที่ตากลับมองเห็นได้นั้นมา 19แล้วถามว่า “ชายคนนี้เป็นบุตรของเจ้าหรือ ที่เจ้าบอกว่าตาบอดมาแต่กำเนิด ทำไมเดี๋ยวนี้เขาจึงมองเห็น” 20บิดามารดาของชายคนนั้นตอบว่า “ข้าพเจ้าทราบว่าคนนี้เป็นบุตรของข้าพเจ้า และทราบว่าเขาเกิดมาตาบอด 21แต่ไม่รู้ว่าทำไมเดี๋ยวนี้เขาจึงมองเห็น ใครทำให้ตาของเขาหายบอด ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ จงถามเขาเถิด เขาโตแล้ว เขาคงเล่าเรื่องของเขาเองได้” 22ที่บิดามารดาของเขาพูดอย่างนั้น ก็เพราะกลัวพวกยิวเพราะพวกยิวตกลงกันแล้วว่า ถ้าผู้ใดยอมรับว่าผู้นั้นเป็นพระคริสต์ จะต้องอเปหิผู้นั้นเสียจากธรรมศาลา 23เหตุฉะนั้นบิดามารดาของเขาจึงพูดว่า “เขาโตแล้ว ถามตัวเขาเองเถิด” 24คนเหล่านั้นจึงเรียกคนที่แต่ก่อนตาบอดนั้นมาหาเป็นครั้งที่สอง และบอกเขาว่า “จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด เรารู้อยู่ว่าชายคนนั้นเป็นคนบาป” 25เขาตอบว่า “ท่านนั้นเป็นคนบาปหรือไม่ข้าพเจ้าไม่ทราบ สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าทราบ ก็คือว่าข้าพเจ้าเคยตาบอด แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้ามองเห็นได้แล้ว”
พระคัมภีร์ตอนนี้ มีเบื้องหลังเนื่องจากพวกยิวพยายามจะเอาหินขว้างพระเยซูคริสต์ในพระวิหาร จึงทำให้พระเยซูคริสต์ต้องเสด็จหลบและออกมาจากพระวิหาร และขณะที่พระองค์กำลังดำเนินไป เหล่าสาวกได้ตั้งคำถามถึงชายตาบอดที่พบระหว่างทางออกจากพระวิหาร ข้อ8 บอกว่าชายคนนี้คือขอทาน และน่าจะระบุถึงตำแหน่งที่ พระเยซูคริสต์ทรงพบชายคนนี้น่าจะอยู่บริเวณประตูทางออกของบริเวณพระวิหาร เป็นภาพปกติที่ขอทานจะอยู่ที่บริเวณนั้น กิจการ 3:1 เปโตรกับยอห์นพบคนง่อยขอทานที่ริมประตูพระวิหาร เพื่อขอเงินจากผู้ที่กำลังจะเข้าไปในพระวิหาร
ยิวที่เข้าพระวิหาร ก็เหมือนกับคนไทยเราที่ไปวัด มักจะมีจิตใจดี อยากทำบุญ ขอทานเรียนรู้วิธีหาเงินได้ง่านด้วยการมารอแถวประตูเพื่อขอเงิน เมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่เกาหลี วันอาทิตย์จะมีแต่คริสเตียนส่วนใหญ่เดินทางไปโบสถ์ จะเห็นคนถือพระคัมภีร์บนรถไฟฟ้า รถเมลล์ และตามท้องถนน และวันนั้น ขอทานจะร้องเพลงคริสเตียนมากเป็นพิเศษ น่าประหลาดใจที่ขอทานร้องเพลงคริสเตียนได้ แต่ไม่ไปโบสถ์ แต่กลับเดินขอตังค์บนท้องถนน คนส่วนใหญ่ให้เงินแล้วก็ไม่สนใจขอทานคนนั้น พระคัมภีร์ยอห์นบันทึกว่า พระเยซูคริสต์ให้ความสนใจกับชายคนนี้ และสาวกของพระองค์ก็สังเกตุได้ว่า พระเยซูคริสต์กำลังให้ความสนใจชายตาบอดคนนี้ สาวกของพระเยซูคริสต์ก็ให้ความสนใจตามพระอาจารย์ แต่ความสนใจของสาวกกับพระเยซูคริสต์แตกต่างกัน จากคำถามที่สาวกถามพระเยซูคริสต์ เกี่ยวข้องกับสภาพความพิการทางสายตาของชายตาบอดนี้ตั้งแต่กำเนิดเป็นเพราะบาปของตัวเขาหรือบาปของพ่อแม่ แต่พระเยซูคริสต์เปิดเผยความสนใจของพระองค์ที่มีต่อชายตาบอดในข้อ 3-5 3พระเยซูตรัสตอบว่า “มิใช่ว่าชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขาได้ทำบาป แต่เขาเกิดมาตาบอด เพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา 4เราต้องกระทำพระราชกิจของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาเมื่อยังวันอยู่ เมื่อถึงกลางคืนไม่มีผู้ใดทำงานได้ 5ตราบใดที่เรายังอยู่ในโลก เราเป็นความสว่างของโลก” ความจริงที่มาของคำถามของสาวกคือสภาพวัฒนธรรมของคนยิวในเวลานั้น ที่แบ่งระดับคนด้วยชีวิตที่แตกต่างกัน บางคนดูดี ครบ 32 ประการ บางคนดูพิการ บางคนดูมีการศึกษา บางคนยากจน และไร้การศึกษา บางคนร่ำรวย สังคมในเวลานั้น แบ่งแยกและจัดระดับคนจากความแตกต่างกันด้วยการต่อท้ายคนที่ต่ำต้อยทางสังคมว่า “บาป” และคนที่สังคมยอมรับว่า “ไม่บาป” เช่นตัวอย่างคำพูดในข้อ 16, 34 “คนบาปจะทำหมายสำคัญเช่นนั้นได้อย่างไร”..... “เอ็งเกิดมาในการบาปทั้งนั้น และเอ็งจะมาสอนเราหรือ” นี่คือบรรยากาศของสังคมยิวในเวลานั้น ที่ตัดสินคนตามค่านิยมของโลก แต่พระเยซูคริสต์ให้ความสนใจสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้าในชายตาบอด พระองค์สนใจที่จะแก้ปัญหามากกว่าการซ้ำเติม มีคนมากมายที่ทุกข์ระทมเพราะปัญหา แต่แทนที่จะรับแก้ปัญหากลับถูกกระทำให้ปัญหานั้นหนักขึ้นไปอีก ด้วยการตอกย้ำความผิดพลาด ซ้ำเติมและเหยียบย่ำทำลาย พระเยซูคริสต์กำลังถูกชักจูงจากสาวกให้มองว่า ความบาปทำให้ชายตาบอดตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ แต่พระเยซูคริสต์ทรงมองเห็นงานของพระองค์ที่ต้องทำในชายตาบอดคนนี้ เพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา ลูกา 4:1818พระวิญญาณแห่งพระเป็นเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ได้ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้ เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน พระองค์ได้ทรงใช้ข้าพเจ้าให้ร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย ให้ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก ให้ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับเป็นอิสระ
พระคัมภีร์ลูกาได้อธิบายงานหนึ่งของพระเยซูคริสต์คือทำให้คนตาสว่าง หายจากความมืดบอดฝ่ายวิญญาณ ตัวอย่างที่พระเยซูคริสต์ทรงทำกับชายตาบอดคนนี้เพื่อให้เราได้เห็นว่า พระองค์ทำให้คนมองเห็นได้ทั้งตากายและตาใจ สิ่งที่เราจะได้เรียนรู้เป็นบทเรียนในวันนี้ก็คือ คนตาดีอย่างเราทั้งหลาย มีจุดบอดที่เราต้องการความช่วยเหลือเหมือนกับคนตาบอดเช่นกัน ดังนั้น จงให้พระเยซูคริสต์ทำให้เราตาสว่าง โดย
1.ทำตามสิ่งที่พระเยซูคริสต์บอกให้เราทำ ยอห์น 9:4-7
4เราต้องกระทำพระราชกิจของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาเมื่อยังวันอยู่ เมื่อถึงกลางคืนไม่มีผู้ใดทำงานได้ 5ตราบใดที่เรายังอยู่ในโลก เราเป็นความสว่างของโลก” 6เมื่อตรัสดังนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงบ้วนน้ำลายลงที่ดิน แล้วทรงเอาน้ำลายนั้นทำเป็นโคลนทาที่ตาของคนตาบอด 7แล้วตรัสสั่งเขาว่า “จงไปล้างโคลนออกเสียในสระสิโลอัมเถิด” (สิโลอัมแปลว่า ใช้ไป) เขาจึงไปล้างแล้วกลับมาก็เห็นได้
เสียงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับคนตาบอด คำแนะนำ เป็นเหมือนคำสั่ง คนที่เป็นคนตาบอดจะเชื่อคนตาดี เพราะเขารู้ว่า คนตาดีมองเห็นได้ดีกว่าตัวเขา ดังนั้นเมื่อพระเยซูคริสต์สั่งให้เขาไป เขาก็ไป บนพื้นฐานการเชื่อฟัง ทำตามสิ่งที่พระองค์บอกให้ทำ ให้ไปในที่ที่แปลว่าถูกส่งออกไป ซึ่งยอห์นบันทึกคำแปลและใช้คำว่า คนตาบอดเลือกทำตามคำของพระเยซูคริสต์เป็นวิถีทางเดินของตนเอง ที่นี่ เราได้เห็นบทเรียนเรื่องการทำตามที่พระเยซูคริสต์บอกนั้น มิใช่เป็นหน้าที่ แต่เป็นวิถีชีวิตของตัวเราเอง คริสเตียนบางคนดำเนินชีวิตตามคำสั่งสอนของพระเยซูคริสต์แบบ แยกว่า ฉันทำเพราะพระเจ้าสั่ง ถ้าพระเจ้าไม่สั่งฉันไม่ทำ ต้องมีคนมาสั่ง ถึงจะทำ นั่นไม่ใช่วิถีชีวิต แต่คนที่เชื่อฟังพระเจ้าจริง เขาจะให้คำสอนของพระองค์เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ไม่ฝืนใจ ไม่อึดอัด ไม่ขมขื่นใจ ชายตาบอดคนนี้เชื่อฟังพระเยซูด้วยท่าทีที่รู้ว่า ตัวเองต้องการคนตาดีชี้ทางให้ เขามองไม่เห็นว่าหน้าตาตัวเองเปื้อนอะไร พระคัมภีร์บันทึกว่า พระเยซูคริสต์ตั้งใจทำให้ตาของเขาเปื้อนดินโคลน เพื่อเขาจะไปล้างทำความสะอาด เพื่อเขาจะไปโดยการเชื่อฟังพระองค์ สระน้ำสิโลอัมน่าจะเป็นสระที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น ความหมายของคำว่า สิโลอัม ที่แปลว่า “ใช้ไป” พระเยซูคริสต์ใช้คำพูดว่า พระองค์ต้องทำพระราชกิจของพระองค์ผู้ทรงใช้มา เพื่อสอดรับกับคำว่า “ใช้ไป” ซึ่งรากศัพท์ของคำว่าใช้ไป แปลว่าถูกแยกออกเพื่อส่งออกไปเพื่อทำพันธกิจให้สำเร็จ ตรงกับภาษาอังกฤษ Apostle แปลว่า อัครทูต จุดสังเกตุที่นี่ น่าจะมีความเป็นไปได้ว่าพระเยซูคริสต์ตั้งใจให้ชายตาบอดมองเห็นได้จากการเชื่อฟัง มิใช่เพราะน้ำในสระสิโลอัม หรือดินที่ผสมน้ำลายที่ทาตา เป็นการไปตามที่พระเยซูคริสต์ใช้ให้ไป และทำตามที่พระองค์ใช้ให้ทำ นอกเหนือจากนั้น เป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่จะให้งานสำเร็จ
เมื่อคนตาบอดทำตามวิธีของพระเยซู ตาหายบอด แต่มีคริสเตียนที่ชอบจะทำตามวิธีของตัวเอง แล้วก็เหมือนคนตาบอด คลำทางอยู่นั่น ไปไม่ถึงปลายทางสักที เราลองจินตนาการว่า ชายตาบอดได้รับคำสั่งจากพระเยซูคริสต์ให้ไปที่สระน้ำสิโลอัม ซึ่งชายคนนี้คงจะต้องอาศัยคนจูงไป และต้องถามทาง ว่าสระน้ำอยู่ที่ไหน เขาไปเองไม่ได้แน่นอน แต่คำสั่งคือให้ไปล้างตา เขาอาจเข้าใจว่า ล้างเพื่อให้ตาสะอาด เพราะมีโคลนทาตา พระเยซูไม่ได้บอกว่า ล้างแล้วจะมองเห็น เขารู้เพียงแค่ไปล้างตาที่สระน้ำ ถ้าชายตาบอดที่เป็นขอทานเป็นคนที่คิดตามความต้องการของตัวเอง (เราตั้งสมมติฐานว่า ความต้องการของเขาคือเงิน) การไปสระน้ำตามคำสั่งของพระเยซูอาจทำให้เขาเสียเวลาทำมาหากิน เสียโอกาสที่จะได้เงินจากคนอื่นๆที่กำลังเดินผ่านไปมาในช่วงเวลานั้น และถ้าเราอ่านพระคัมภีร์ทั้งบทนี้ จะเห็นว่า พระเยซูคริสต์ไม่ได้อยู่รอชายคนนี้ และเขาก็ไม่รู้ว่าพระองค์อยู่ที่ไหน ไม่มีคำสัญญา มีแต่คำสั่ง พระเยซูคริสต์ทรงมาและทำตามพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงใช้พระองค์มา คำว่า ใช้มา มาจากรากศัพท์ แปลว่า พระองค์เสด็จมาเพื่อทำงานที่กำหนดไว้ให้สำเร็จด้วยวิธีของพระเจ้า และงานที่พระเจ้าต้องการให้พระเยซูคริสต์ทำให้สำเร็จอยู่ที่ตัวคน มิใช่ที่ความบาป เพราะการไถ่บาปได้ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะสำเร็จบนไม้กางเขนวันที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงและสิ้นพระชนม์ ยอห์น 19:30 พระองค์ตรัสว่า “สำเร็จแล้ว” และทรงก้มพระเศียรลงสิ้นพระชนม์ คนมากมายในสังคมของเราขจัดความบาปด้วยการ เกลียดคนทำบาป แต่ไม่เกลียดบาปที่อยู่ในคน จึงทำให้เกิดสภาวะที่คนทำบาปถูกปฏิเสธ และไม่ได้รับการช่วยเหลือ เพื่อแก้ไข ปรับปรุง คนกลับใจก็ไม่ได้รับโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่ แต่กลับถูกซ้ำเติมและเหยียบจมดิน ไม่ต้องเกิดอีกเลย มีคนบาปที่กลับใจใหม่ต้องสูญเสียชีวิตไปก็มาก เพราะสังคมปฏิเสธและตีตราบาปไว้กับตัวคนนั้น พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาเพื่อทำให้การมองชีวิตของคนแตกต่างไป ลูกา 5:32 32เรามิได้มาเพื่อจะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรม แต่มาเรียกคนที่พวกท่านว่านอกรีตให้กลับใจเสียใหม่”
นี่คือการบอกว่า พระองค์มาเพื่อทำให้คนตาสว่างเพื่อสำนึกว่าตัวเองเป็นคนบาปกลับใจใหม่ มองเห็นความจริงเกี่ยวกับตัวเอง จากเดิมที่สำคัญตัวเองผิด คิดว่า ตัวเองยังดีกว่าคนอื่น ยังมองเห็นดีกว่าคนอื่น และคิดว่าตัวเองช่วยตัวเองได้ แต่แท้ที่จริงแล้ว ต้องการความช่วยเหลือจากพระเยซูคริสต์เจ้า
อิสยาห์ 6:8-10” 8และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “เราจะใช้ผู้ใดไป และผู้ใดจะไปแทนเรา” แล้วข้าพเจ้าทูลว่า “ข้าพระองค์อยู่นี่ พระเจ้าข้า ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด” 9และพระองค์ตรัสว่า “ไปเถอะและกล่าวแก่ชนชาตินี้ว่า 'ฟังแล้วฟังเล่า แต่อย่าเข้าใจ ดูแล้วดูเล่า แต่อย่ามองเห็น' 10จงกระทำให้จิตใจของชนชาตินี้มึนงง และให้หูทั้งหลายของเขาหนัก และปิดตาของเขาทั้งหลายเสีย เกรงว่าเขาจะเห็นด้วยตาของเขา และได้ยินด้วยหูของเขา และเข้าใจด้วยจิตใจของเขา และหันกลับมาได้รับการรักษาให้ หาย”
ในประสบการณ์ของอิสยาห์ครั้งนั้น แม้การตอบสนองจะมาจากคนใจบอดฝ่ายวิญญาณ แต่ก็ทำให้อิสยาห์พบความจริงคือตัวเองได้เห็นว่า ยังมีคนที่ใจปิดต่อความจริงของพระเจ้า ยังมีคนป่วยที่ปฏิเสธที่จะหายดี ยังมีคนที่ตาดีๆแต่มองไม่เห็น ยังมีคนหูดี แต่ไม่ได้ยิน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน และจะมีมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใจคนถูกปิด โสตประสาทอื่นๆก็ปิดไปหมด
2. เป็นอย่างที่พระเยซูคริสต์ให้เราเป็น ยอห์น 9:8-11
8เพื่อนบ้านและบรรดาคนที่เคยเห็นชายคนนั้นเป็นคนขอทานมาก่อนก็พูดกันว่า “คนนี้ใช่ไหมที่เคยนั่งขอทาน” 9บางคนก็พูดว่า “ใช่คนนั้นแหละ” คนอื่นว่า “ไม่ใช่ แต่เขาเหมือนคนนั้น” ตัวเขาเองพูดว่า “ข้าพเจ้าคือคนนั้น” 10เขาทั้งหลายจึงถามเขาว่า “ตาของเจ้าหายบอดได้อย่างไร” 11เขาตอบว่า “ชายคนหนึ่งชื่อเยซูได้ทำโคลนทาตาของข้าพเจ้า และบอกข้าพเจ้าว่า 'จงไปที่สระสิโลอัมแล้วล้างโคลนออกเสีย' ข้าพเจ้าก็ได้ไปล้างตา จึงมองเห็นได้”
คนตาบอดมองเห็นได้อย่างที่พระเยซูคริสต์ต้องการให้เขาเป็น เขาไม่ใช่คนตาบอดอีกต่อไปแล้ว ดังนั้น คนตาบอดมองเห็นได้หลังจากเชื่อฟังพระเยซู คือก้าวแรกของการมีปฏิสัมพันธ์กับพระองค์ คนที่มีปฏิสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์ เขาจะได้ก้าวเข้าไปในพื้นที่ที่เรียกว่า “ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับพระเจ้า” พระคำเป็นจริงในชีวิตของคนๆนั้น ลูกา1:37
37เพราะว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งพระเจ้าทรงกระทำไม่ได้”
และชีวิตเลิกสับสนกับตัวตนของตัวเอง แม้คนรอบข้างชายตาบอดที่มองเห็นจะสับสัน ความสับสนของคนรอบข้างเกิดจากความคิดที่ยังติดอยู่กับคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ที่คนตาบอดตั้งแต่เกิดจะมองเห็นได้ ไม่มีทาง ความสับสนจึงทำให้เกิดคำถามว่า ใช่ หรือไม่ใช่ ไม่แน่ใจ แค่เหมือน ความสับสนของเพื่อนบ้านและคนที่เคยเห็นชายตาบอด กำลังชี้ช่องให้ชายตาบอดคนนี้มีโอกาสที่จะเป็นอีกคนที่ไม่ใช่ขอทานตาบอดที่คนอื่นดูถูกอีกต่อไป แต่ชายตาบอดมองเห็นได้ ตอบด้วยความมั่นใจ ว่า เขาคือขอทานคนนั้นจริงๆ โดยการกล่าวว่า “ข้าพเจ้าคือคนนั้น” คือคนตาบอดที่เคยนั่งขอทาน นี่คำพยานชีวิตจริง ที่เขาไม่อายที่จะบอกว่า เขาเป็นขอทานที่เคยตาบอด เมื่อเขาตาดีมองเห็นแล้ว เชื่อแน่ว่า เขาคงไม่กลับไปเป็นขอทานอีก เพราะขอทานคือคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ และไม่มีอะไรที่จะเรียกร้องให้คนมาสงสารเขาอีกต่อไป พระเยซูคริสต์ทรงทำให้เราตาสว่างและมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเรา และกล้าที่จะยอมรับตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ไม่ต้องหลอกคนอื่น เหมือนกับชายตาบอดที่เป็นอย่างที่พระเยซูคริสต์ให้เขาเป็นคือหายดี ไม่ต้องแกล้งตาบอดเพื่อหาเงินอีก เขาอยากเป็นคนตาดีที่ไม่มีเงิน ดีกว่า การมีเงินแต่ต้องเป็นคนตาบอดไปตลอดชีวิต ชายตาบอดที่มองเห็นได้คนนี้ ต้องเผชิญกับคำถามและความสงสัยการมองเห็นของเขาว่า เป็นการเล่นละครตบตาคนหรือไม่ พวกยิวไม่เชื่อว่า ชายตาบอดนั้น บอดแต่กำเนิดจริง จึงไปตามพ่อแม่ของชายตาบอดมา พ่อแม่ชายตาบอดไม่กล้าตอบความจริงเพราะกลัวถูกอเปหิออกจากธรรมศาลา ธรรมศาลาเวลานั้นก็เหมือนกับชุมนุมชนของพวกยิว จึงเลี่ยงให้ไปถามลูกชายของตัวเอง พวกยิวจึงไปให้ข้อมูลแก่ชายตาบอดว่า พระเยซูคริสต์เป็นคนบาป แต่คนตาบอดเห็นได้ ตอบว่า ข้อ 25 25.... “ท่านนั้นเป็นคนบาปหรือไม่ข้าพเจ้าไม่ทราบ สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าทราบ ก็คือว่าข้าพเจ้าเคยตาบอด แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้ามองเห็นได้แล้ว” ฟาริสีพยายามยัดเยียดความคิดที่ต่อต้านพระเยซูคริสต์ให้กับชายตาบอด แต่ชายตาบอดไม่รับ เพราะเขามีประสบการณ์กับพระเยซูคริสต์ พระองค์ทำให้เขาตาสว่าง ไม่ใช่แค่ตาฝ่ายร่างกาย แต่ตาใจด้วย ชายที่เคยตาบอดซึ่งเป็นขอทานมีคำพูดที่สอนฟาริสีผู้มีความรู้แต่กลับมีคำพูดที่เป็นอคติ หยาบคาย สิ้นคิด และมืดบอดฝ่ายวิญญาณ ยอห์น 9:28-34
28และเขาทั้งหลายจึงเย้ยชายคนนั้นว่า “เอ็งเป็นศิษย์ของเขา แต่เราเป็นศิษย์ของโมเสส 29เรารู้ว่าพระเจ้าได้ตรัสกับโมเสส แต่คนนั้นเราไม่รู้ว่าเขามาจากไหน” 30ชายคนนั้นตอบว่า “เออ ช่างประหลาดจริงๆ ที่พวกท่านไม่รู้ว่าท่านผู้นั้นมาจากไหน แต่ท่านผู้นั้นก็ยังได้ทำให้ตาของข้าพเจ้าหายบอด 31พวกเรารู้ว่าพระเจ้ามิได้ฟังคนบาป แต่ถ้าผู้ใดยำเกรงพระเจ้า และกระทำตามพระทัยพระองค์ พระองค์ก็ทรงฟังผู้นั้น 32ตั้งแต่เริ่มมีโลกมาแล้ว ไม่เคยมีใครได้ยินว่า มีผู้ใดทำให้ตาของคนที่บอดแต่กำเนิดมองเห็นได้ 33ถ้าท่านผู้นั้นไม่ได้มาจากพระเจ้าแล้วก็คงไม่สามารถทำได้” 34เขาทั้งหลายตอบคนนั้นว่า “เอ็งเกิดมาในการบาปทั้งนั้น และเอ็งจะมาสอนเราหรือ” แล้วเขาจึงอเปหิคนนั้นเสีย
คนตาสว่าง จะไม่ทำอะไรโง่ๆอย่างพวกยิวและพวกฟาริสี ที่ไม่รู้ตัวว่า คำพูดและการกระทำของตัวเองกำลังประจานตัวเองว่า เป็นคนใจแคบ ใช้วาจาหยาบคายและมืดบอดฝ่ายวิญญาณ สาวกของพระเยซูคริสต์ในเวลานั้น ได้เรียนรู้ ได้เห็นสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงทำกับคนตาบอดให้มองเห็นได้ เป็นตาสว่างทั้งกายและใจ จนสามารถมีจุดยืนของตัวเองอย่างมั่นคงได้
3. เห็นอย่างพระเยซูคริสต์อยากให้เห็น ยอห์น 9:35-38
35พระเยซูทรงได้ยินว่าเขาได้อเปหิคนนั้นเสียแล้ว เมื่อพระองค์ทรงพบชายคนนั้นจึงตรัสกับเขาว่า “เจ้าวางใจในบุตรมนุษย์หรือ” 36ชายคนนั้นทูลตอบว่า “ท่านเจ้าข้า ผู้ใดเป็นบุตรมนุษย์ ซึ่งข้าพเจ้าจะวางใจในพระองค์ได้” 37พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เจ้าได้เห็นท่านแล้ว ท่านผู้นั้นเองที่กำลังพูดอยู่กับเจ้า” 38เขาจึงทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์วางใจ” แล้วเขาก็กราบไหว้พระองค์
คนเราชอบมองสิ่งที่ทำให้เกิดกิเลศ ซึ่งไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้าเลย พระเจ้าต้องการให้เรามองสิ่งอยู่เบื้องบนมากกว่าสิ่งที่ที่อยู่เบื้องล่าง พระคัมภีร์กล่าวว่า ให้ระวังตาของเรา ทั้งตากายและตาใจ เพราะทั้งสองสิ่งอาจรับอิทธิพลของกิเลศตัณหาชักนำได้ 1ยอห์น 2:16 16เพราะว่าสารพัดซึ่งมีอยู่ในโลก คือตัณหาของเนื้อหนังและตัณหาของตา และความทะนงในลาภยศไม่ได้เกิดมาจากพระบิดา แต่เกิดมาจากโลก
ชายตาบอดเห็นได้ถูกขับออกจากสังคมของคนยิว (ธรรมศาลา) แต่เขาได้พบกับพระเยซูคริสต์ เพราะพระองค์ทรงค้นหาเขา พระองค์ทรงรู้ว่า ชายคนนี้ถูกตัดออกจากสังคม การเห็นครั้งแรกของเขาไม่ค่อยน่าประทับใจ พอเขาเปิดตามองเห็นได้ก็พบแต่คนที่พูดไม่ดี พฤติกรรมกดขี่ข่มเหง ได้เห็นโลกที่บั่นทอนความเชื่อ บั่นทอนกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ต่อไป สำหรับชายตาบอดเห็นได้ ต้องเผชิญกับสภาวะที่แย่ที่สุดคือ ได้เห็นตัวเองถูกตัดออกจากสังคม เพียงเพราะเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์เจ้า พระเยซูคริสต์ทรงมาพบเขาเพื่อให้เขาได้เห็นพระองค์ เพราะชายคนนี้ยังไม่เคยเห็นพระเยซูคริสต์ เขาได้ยินแต่เสียง ได้ยินแต่คำสั่ง เขาเชื่อฟัง เขาทำตาม การที่เขามีจุดยืนมั่นคงในพระเยซูคริสต์ และไม่ปฏิเสธพระองค์ เนื่องจากประสบการณ์ส่วนตัวของเขาทำให้เขาไม่สามารถปฏิเสธพระเยซูคริสต์ได้ เขายอมรับว่าพระเยซูคริสต์ทรงมาจากพระเจ้า เขาถูกข่มเหง ถูกกล่าวหา ถูกต่อต้านความเชื่อของตัวเขา แต่เขาก็ยืนหยัด และในที่สุด เขาได้พบกับพระเยซูคริสต์ตัวจริงเสียงจริง เพราะเขาได้ดำเนินชีวิตที่พิสูจน์แล้ว 2ทิโมธี 2:11-1511ข้อนี้เป็นความจริง คือถ้าเราตายกับพระองค์ เราก็จะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ 12ถ้าเรามีความอดทน เราก็จะได้ครองร่วมกับพระองค์ ถ้าเราไม่ยอมรับพระองค์ พระองค์ก็จะไม่ทรงยอมรับเราเช่นเดียวกัน 13ถ้าเราไม่มีความสัตย์จริง พระองค์ก็ยังทรงไว้ซึ่งความสัตย์จริง เพราะพระองค์จะไม่ทรงเป็นพระองค์เองไม่ได้ 14จงเตือนเขาทั้งหลายถึงข้อนี้และกำชับเขาต่อพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้าไม่ให้เขาโต้เถียงกันในเรื่องถ้อยคำ ซึ่งไม่เป็นประโยชน์เลย แต่กลับเป็นเหตุให้คนที่ฟังเขวไป 15จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้วเป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง
มีคริสเตียนมากมายที่เป็นคริสเตียนมานาน จนบัดนี้ยังไม่พบพระเยซูคริสต์ ยังไม่เห็นพระองค์ เพราะเอาแต่มองสิ่งที่พระองค์ไม่อยากให้มอง และมีมุมมองคนไม่เหมือนพระเยซูมองด้วย พระเยซูมองคนน่าสงสาร แต่เรากลับมองคนน่าสมเพช พระองค์มองคนต้องช่วยเหลือ แต่เรากลับมองคนว่าน่าซ้ำเติม พระเยซูมองด้วยความเชื่อและความหวัง แต่เรากลับมองตรงกันข้ามกับพระองค์ เพียงเพราะเราไม่ได้อย่างที่เราหวังเราต้องการ เราก็เลิกเชื่อ เลิกวางใจในพระองค์ การแสวงหาของคริสเตียนไม่น้อยที่แสวงหาทางโลก ซึ่งพระเยซูคริสต์มาสอนเราให้แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า เส้นทางของเรากับพระเยซูคริสต์จึงเป็นเส้นขนานที่ไม่บรรจบพบกันสักที ชายตาบอดได้พบพระเมสสิยาห์โดยไม่ต้องแสวงหา แต่ความเชื่อที่แสดงออกคือการเชิญชวนให้พระเยซูคริสต์ต้องมาหาเขาเพื่อให้เขาได้เห็นพระองค์ที่เขาได้วางใจ นี่เป็นความเชื่อที่บริสุทธิ์ พระเยซูคริสต์ตรัสกับโทมัสว่า ผู้ที่ไม่เห็นเรา แต่เชื่อก็เป็นสุข ชายตาบอดไม่เห็น แต่เชื่อ วางใจ สุดท้ายเขาก็ได้เห็นพระองค์ และมีความสุขในการนมัสการพระเยซูผู้อยู่ตรงหน้าเขา โยบได้กล่าวหลังจากที่เขาต้องเผชิญกับการทนทุกข์ และรู้สึกว่าการทนทุกข์นั้นคุ้มค่า โยบ 42:5-6 5ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู แต่บัดนี้ตาของข้าพระองค์เห็นพระองค์ 6ฉะนั้นข้าพระองค์จึงเกลียดตนเอง และกลับใจอยู่ในผงคลีและขี้เถ้า”
การรู้จักพระเจ้าแค่การฟังหรือได้ยินนั้นแค่ทำให้เชื่อเท่านั้น โรม 10:14-15 14แต่ผู้ที่ยังไม่เชื่อในพระองค์ จะทูลขอต่อพระองค์อย่างไรได้ และผู้ที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์ จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้ และเมื่อไม่มีผู้ใดประกาศให้เขาฟัง เขาจะได้ยินถึงพระองค์อย่างไรได้ 15และถ้าไม่มีใครใช้เขาไป เขาจะไปประกาศอย่างไรได้
ในกระบวนการใช้ไป เพื่อประกาศ ประกาศเพื่อคนจะได้ยิน ได้ฟังเพื่อจะเชื่อ เชื่อเพื่อจะทูลขอ พระเจ้าไม่ต้องการให้กระบวนการจบแค่ตรงนี้ แต่พระองค์ต้องการการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์กับพระองค์ต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงการได้พบกับพระองค์ แม้ในอดีตสมัยโมเสส ไม่มีใครเสมอโมเสสที่พบพระเจ้าหน้าต่อหน้า แต่มาถึงยุคพระคุณ พระเยซูคริสต์ทำให้ตาของมนุษย์ได้เห็นพระเจ้าและนมัสการพระองค์ การได้พบกับพระเจ้าในยุคของเราก็ไม่ต่างจากโยบ หรืออิสยาห์ที่นำไปสู่การพบว่า เรายังมีสิ่งที่ต้องแก้ไข ปรับปรุง และรับการตีและสอนจากพระเจ้าอีกเยอะ นี่คือความหมายของตาสว่าง ซึ่งแตกต่างจากตาสว่างของชาวโลกที่เกิดเป็นปัญญาและความเข้าใจอย่างโลก แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อไป แต่ชายตาบอดรู้ว่า เขาวางใจในพระเยซูคริสต์ และวางใจมากขึ้น คนในสังคมปัจจุบันแสวงหาความรู้เพื่อตาจะสว่าง และนมัสการความรู้หรือไม่ก็นมัสการตัวเอง ด้วยการยกตัวเอง โอ้อวดตัวเอง นั่นไม่ใช่ตาสว่างที่แท้จริง ซึ่งก็ไม่ต่างจากพวกฟาริสีที่พระเยซูคริสต์กล่าวในข้อที่ 41ว่า 41พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ถ้าพวกท่านตาบอดพวกท่านก็จะไม่มีความผิดบาป แต่บัดนี้ท่านพูดว่า 'เรามองเห็น' เหตุฉะนั้นความผิดบาปของท่านจึงยังมีอยู่ ถ้ากล่าวเป็นสำนวนในปัจจุบันก็คือ คนที่บอกว่าตัวเอง “มองเห็น” แสงสว่างแล้ว ฉะนั้นความผิดบาปของคนเหล่านั้นจึงยังมีอยู่ หรืออีกสำนวนในพระคัมภีร์ที่พระเยซูคริสต์กล่าวก็คือ มัทธิว 9:12,1312..... “คนเจ็บต้องการหมอ แต่คนสบายไม่ต้องการ....ด้วยว่าเรามิได้มาเพื่อจะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรม แต่มาเรียกคนที่พวกท่านว่านอกรีต”
|