Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2551

 

 

หัวข้อ“ที่ลี้ภัยของพระเจ้า” โยชูวาบทที่ 20-21

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

“ที่ลี้ภัย” ในภาษาฮีบรูแปลว่า หน้าผา ที่สูง ที่ๆศัตรูเข้าถึงยาก ป้อมปราการ ที่มั่นคง สดุดี 61:2-4
2ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์มาแต่ที่สุดปลายแผ่นดินโลก เมื่อจิตใจของข้าพระองค์อ่อนระอาไป ขอทรงนำข้าพระองค์  
 มาถึงศิลาที่สูงกว่าข้าพระองค์ 3เพราะพระองค์ทรงเป็นที่ลี้ภัยของข้าพระองค์ เป็นหอคอยเข้มแข็งที่ประจันหน้าศัตรู  
 4ข้าพระองค์จะขออยู่ในพลับพลาของพระองค์เป็นนิตย์ ขอให้ปลอดภัยอยู่ที่กำบังปีกของพระองค์  
กษัตริย์ดาวิดเขียนสดุดีบทนี้ ในยามที่เขารู้ตัวว่า จิตใจของเขาอ่อนระอา และเขารู้ดีว่า จิตใจเป็นศูนย์กลางที่สำคัญต่อการต่อสู้ของชีวิต หากจิตใจอ่อนระอา มันพาให้หมดกำลังวังชา และเป็นจุดอันตรายที่ศัตรูโจมตีได้ กษัตริย์ดาวิดจึงอธิษฐานขอพระเจ้าทรงนำเขาไปที่สูง ให้พระเจ้าเป็นที่ลี้ภัย เป็นหอยคอยเข้มแข็ง เป็นที่กำบังเขาจากศัตรู และให้พระเจ้าปกเขาด้วยปีกของพระองค์อย่างแม่นกปกป้องลูกนก ดาวิดรู้ว่า ยามที่เขาอ่อนแอ มีที่เดียวที่เขาจะต้องไปให้ถึง คืออยู่ภายใต้ปีกของพระเจ้า นี่คือคนที่รู้จักพระเจ้า และรู้จักตัวเองว่า คนเรามีวาระที่อ่อนแอได้ทุกเมื่อ 1 ซามูเอล 18:7  7“ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆ และดาวิดฆ่าคนเป็นหมื่นๆ” ดาวิดผู้เข้มแข็งก็ต้องการที่ลี้ภัย  สำหรับเปาโลเองที่ลี้ภัยของเขาคือการพึ่งพาฤทธิ์เดชของพระเจ้าเมื่อเขารู้สึกอ่อนแอในหนังสือ 2 โครินธ์ 12:7-10
7และเพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ายกตัวจนเกินไป   เนื่องจากที่ได้เห็นการสำแดงมากมายนั้น   ก็ทรงให้มีหนามใหญ่ในเนื้อของข้าพเจ้า   หนามนั้นเป็นทูตของซาตานคอยทุบตีข้าพเจ้าเพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ายกตัวเกินไป 8เรื่องหนามใหญ่นั้น   ข้าพเจ้าวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าถึงสามครั้ง   เพื่อขอให้มันหลุดไปจากข้าพเจ้า 9แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า   “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว   เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน   เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น”   เหตุฉะนั้น   ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า   เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า
10เหตุฉะนั้นเพราะเห็นแก่พระคริสต์   ข้าพเจ้าจึงชื่นใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า   ในการประทุษร้ายต่างๆในความยากลำบาก   ในการถูกข่มเหง   ในความอับจน   เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด   ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น
นักวิชาการทางพระคัมภีร์ได้คาดว่า สิ่งที่เปาโลเรียกหนามใหญ่นั้น น่าจะเป็นเรื่องของปัญหาสุขภาพทางสายตา   เปาโลกล่าวตอนนี้ เพราะชีวิตของเปาโลได้วางมือรักษาโรค ขับผี และทำการอัศจรรย์มากมาย แต่เมื่อมาถึงตัวเปาโลเอง เขากลับวางมือตัวเองไม่หาย เปาโลเข้าใจถึงน้ำพระทัยพระเจ้า ที่พระองค์อนุญาตให้เขามีความอ่อนแอเพื่อเขาจะยังพึ่งพาพระเจ้า มิฉะนั้นเขาจะหลงคิดว่าตัวเองเก่ง พระคัมภีร์ยังกล่าวถึงผู้ที่ไม่ให้พระเจ้าเป็นที่ลี้ภัยของเขาหมายถึง ไม่ได้ให้พระเจ้าเป็นกำลัง เป็นชัยชนะของเขา ในหนังสือสดุดี 52:77“จงดูบุรุษผู้ไม่ให้พระเจ้าเป็นที่ลี้ภัยของตน  แต่ไว้ใจในความมั่งคั่งอันอุดมของเขา  เขาเสริมกำลังตัวเขาในความชั่วร้ายของเขา”   รากศัพท์คำว่า “ลี้ภัย” คำนี้ แปลว่า กำลัง และชัยชนะ
ในสมัยของโมเสส พระเจ้าทรงกำหนดให้อิสราเอลมีที่ลี้ภัยเช่นกัน กันดารวิถี 35:9-15
9 พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า 10“จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า   เมื่อเจ้าทั้งหลายข้ามแม่น้ำจอร์แดน  เข้าในแผ่นดินคานาอัน 11เจ้าจงเลือกเมืองให้เป็นเมืองลี้ภัยสำหรับเจ้า   เพื่อคนที่ได้ฆ่าคนด้วยมิได้เจตนาจะหลบหนีไปอยู่ที่นั่น ก็ได้ 12ให้เมืองเหล่านั้นเป็นเมืองลี้ภัยจากผู้ที่อาฆาต   เพื่อมิให้คนฆ่าคนจะต้องตายก่อนที่เขาจะยืนต่อหน้า ชุมนุมชนเพื่อรับการพิพากษา 13และเมืองที่เจ้ายกไว้นั้นให้เป็นเมืองลี้ภัยหกเมือง 14เจ้าจงให้ทางฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนสามเมือง   และอีกสามเมืองในแผ่นดินคานาอัน  ให้เป็นเมืองลี้ภัย 15ทั้งหกเมืองนี้ให้เป็นเมืองลี้ภัยของคนอิสราเอล   และสำหรับคนต่างด้าวและสำหรับคนที่อาศัยอยู่ท่ามกลางเขา   เพื่อคนหนึ่งคนใดที่ได้ฆ่าเขาโดยมิได้เจตนาจะได้ หลบหนีไปที่นั่น  
คำว่า “เมือง” รากศัพท์แปลว่า เมืองที่มีคนยามตื่นและเฝ้ามองอยู่ตลอดเวลา ส่วนคำว่า “ลี้ภัย”นี้หมายถึงที่ๆจะเข้าไปหลบภัย พักอาศัยอย่างปลอดภัย  ซึ่งได้ถูกบันทึกในหนังสือโยชูวาอีกครั้ง เพื่อดำเนินการ ตามการกำหนด ซึ่งพระเจ้าทรงเจาะจงว่า เมืองลี้ภัยหกเมืองนี้จะตั้งอยู่ทั้งสองฟากแม่น้ำจอร์แดน ทั้งตะวันออกและตะวันตก ข้างละสามหัวเมือง ได้เป็นบทเรียนแก่ว่า พระเจ้าทรงมีที่ลี้ภัยให้กับเราทั้งหลายเสมอ โยชูวา 20:1-9
1 แล้วพระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า 2“จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า   'จงกำหนดตั้งเมืองลี้ภัย   ซึ่งเราได้พูดกับเจ้าทั้งหลายทางโมเสสแล้วนั้น 3เพื่อว่าผู้ฆ่าคนที่ได้ฆ่าคนใดด้วยมิได้เจตนาหรือไม่ จงใจจะได้หนีไปอยู่ที่นั่น   เมืองเหล่านี้จะได้เป็นที่ลี้ภัยของเจ้าเพื่อให้พ้นจากผู้ อาฆาต 4ให้ผู้นั้นหนีไปยังเมืองเหล่านี้เมืองใดเมืองหนึ่งและ ยืนอยู่ที่ทางเข้าประตูเมืองนั้น   และอธิบายเรื่องของตนให้แก่พวกผู้ใหญ่ในเมืองนั้นให้ทราบ   แล้วเขาทั้งหลายจะนำผู้นั้นเข้าไปในเมืองกำหนดที่ให้ อยู่แล้วผู้นั้นจะอยู่ที่นั่นในหมู่พวกเขาทั้งหลาย 5และถ้าผู้อาฆาตไล่ตามเขาไปผู้ใหญ่จะไม่มอบผู้ฆ่าคน นั้นไว้ในมือของผู้อาฆาต   เพราะว่าผู้นั้นได้ฆ่าเพื่อนบ้านของตนด้วยไม่มีเจตนา มิได้เป็นอริกันมาแต่ก่อน 6และผู้นั้นจะอาศัยอยู่ ในเมืองนั้นจนกว่าเขาจะยืนต่อหน้าชุมนุมชน   เพื่อรอรับการพิพากษา   จนกว่าปุโรหิตในเวลานั้นสิ้นชีวิต   ผู้ฆ่าคนนั้นจึงจะกลับไปยังเมืองของตน   ไปบ้านของตน   ไปยังเมืองที่เขาจากมานั้นได้' ”  พระเจ้าทรงมีพระประสงค์สำหรับเมืองลี้ภัยที่แตกต่างจากมนุษย์เวลาคิดถึงการลี้ภัย ดังต่อไปนี้
1. เพื่อรักษาชีวิตที่เกิดผลมากโยชูวา 20:1-2,3,5
1 แล้วพระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า 2“จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า   'จงกำหนดตั้งเมืองลี้ภัย   ซึ่งเราได้พูดกับเจ้าทั้งหลายทางโมเสสแล้วนั้น 3เพื่อว่าผู้ฆ่าคนที่ได้ฆ่าคนใดด้วยมิได้เจตนาหรือไม่ ผู้นั้นได้ฆ่าเพื่อนบ้านของตนด้วยไม่มีเจตนา มิได้เป็นอริกันมาแต่ก่อน
โยชูวาบันทึกในสำนวนเดียวกันกับกันดารวิถี ด้วยประโยคว่า พระเจ้าทรงตรัสกับโมเสสว่า และพระเจ้าทรงตรัสกับโยชูวา เป็นบันทึกที่ย้ำว่า พระเจ้าเป็นผู้ริเริ่ม พระเจ้าเป็นผู้เตือน พระเจ้าเป็นผู้ติดตามสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาด้วยพระองค์เอง ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเมืองลี้ภัยที่ลืมไม่ได้ อิสราเอลในเวลานั้นคงจะสนใจแต่เรื่องมรดกแผ่นดินที่แบ่งกัน แล้วลืมสาระสำคัญของแผ่นดินแห่งพันธสัญญาที่ไม่ใช่จบแค่ได้รับ แต่เป็นเรื่องของการรักษาแผ่นดินพันธสัญญานี้ให้เป็นพระพรตลอดไป  พวกเราก็เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราคิดแต่อยากจะได้ แต่เราไม่คิดว่า การรักษาไว้นั้นยากกว่าคำว่าอยากจะได้ การรักษาชีวิตที่บริสุทธิ์ก็เช่นเดียวกัน ยากกว่าการได้รับการชำระ ซึ่งนั่นเป็นหน้าที่ของคริสเตียนทุกคน 1 เปโตร 1:15-16,22
15แต่เพราะพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านทั้งหลายนั้นบริสุทธิ์   ท่านทั้งหลายจงประพฤติให้บริสุทธิ์พร้อมทุกประการ 16ดังที่มีพระวจนะเขียนไว้แล้วว่า   ท่านทั้งหลายจงเป็นคนบริสุทธิ์  เพราะเราบริสุทธิ์  22ที่ท่านทั้งหลายได้ชำระจิตใจของท่านให้บริสุทธิ์แล้ว   ด้วยการเชื่อฟังความจริง   จนมีใจรักพวกพี่น้องอย่างจริงใจ   ท่านทั้งหลายจงรักกันให้มากด้วยน้ำใสใจจริง
สำหรับคริสเตียน นี่คือความรับผิดชอบต่อชีวิตที่รับการชำระจากพระเยซูคริสต์ เราจะรักษาไว้อย่างไร ในหนังสือ The Transformation of the inner man แปลไทยว่า การเปลี่ยนแปลงชีวิตภายใน ได้กล่าวถึง การชำระและการเปลี่ยนแปลงต้องไปควบคู่กัน โดยใช้คำว่า การรักษาให้สะอาดและการบังเกิดใหม่ ในทุกๆวัน ทุกๆวินาที ไม่ใช่จบเพียงครั้งเดียว ขณะที่เรายังรอคอยให้พระสัญญาเรื่องความรอดจากการพิพากษาลงโทษ และ ชีวิตนิรันดร์ เราดำเนินชีวิตในร่างกายนี้ ด้วยความรับผิดชอบต่อร่างกาย จิตใจและวิญญาณให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้าในการทรงชำระเรา
เช่นเดียวกัน อิสราเอลทุกคนในเวลานั้น ก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อแผ่นดินคานาอัน  เฉลยธรรมบัญญัติ 19:6,10
6ด้วยเกรงว่าผู้อาฆาตกำลังโกรธจัดจะไล่ตาม ชายผู้ฆ่าคนคนนั้นทัน   เพราะหนทางไกลแล้วฆ่าเขาเสียแม้ว่าชายผู้นั้น ไม่มีโทษถึงตาย   เพราะเขามิได้เป็นอริกับเพื่อนบ้านของเขามาก่อน 10ด้วยเกรงว่าผู้ที่ไม่มีผิดจะตายในแผ่นดินของท่าน   ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านเป็นมรดก   และท่านทั้งหลายจึงต้องรับผิดชอบความผิดในเรื่อง ที่เขาตายนั้น 
ที่มาของแผ่นดินที่ต้องรับผิดชอบต่อการตายของโลหิตที่ไร้ความผิดมาจากเรื่องราวในปฐมกาล 4:10-12
10พระองค์ตรัสว่า  “เจ้าทำอะไรไป   โลหิตของน้องเจ้าส่งเสียงร้องฟ้องขึ้นมาจากดิน 11บัดนี้เจ้าจะต้องถูกสาปจากที่ดิน ที่ได้อ้าปากรับโลหิตน้องจากมือเจ้า 12ต่อไปเมื่อเจ้าทำนาจะไม่เกิดผลมาก   เจ้าจะต้องหลบหนีและพเนจรไปในโลก”
คาอินกับอาเบลเป็นลูกของอาดัมกับเอวา คาอินทำไร่ทำนา ส่วนอาเบลเลี้ยงสัตว์ ทั้งสองนำสิ่งที่ตัวเองทำมาถวายพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงพอพระทัยอาเบล คาอินจึงโกรธและอิจฉาน้อง จึงลวงน้องไปที่นาแล้วฆ่าน้องตัวเองตาย ทำให้แผ่นดินที่ตัวเองทำไร่ไถนานั้นมีมลทิน และต้องคำสาป เมื่อทำการเพาะปลูก แผ่นดินจะไม่เกิดผลมาก
พระเจ้าไม่เคยลืมสิ่งที่จะเป็นผลเสีย ผลร้ายต่อมนุษย์เนื่องจากบาปของมนุษย์เอง เมื่อมาถึงยุคที่พระเจ้าประทานแผ่นดินที่อุดมไปด้วยน้ำผึ้งและน้ำนม นั่นหมายความว่า พระเจ้าทรงประทานแผ่นดินที่รับการชำระโดยพระองค์แล้ว พระเจ้าจึงทรงสอนว่าทำอย่างไร ที่แผ่นดินจะไม่ถูกสาปเพราะบาปโลหิตไร้ความผิดตกอีก นี่เป็นเหตุผลหนึ่งของการกำหนดเมืองลี้ภัยสำหรับผู้ฆ่าคนโดยมิได้เจตนาหรือยังไม่ได้รับการไต่สวนว่า เจตนาหรือไม่ ต้องมีที่ลี้ภัยจากผู้อาฆาต เพื่อผู้อาฆาตจะไม่ฆ่าคนบริสุทธิ์ตาย ตัวอย่างการฆ่าโดยไม่เจตนา เฉลยธรรมบัญญัติ 19:4-5
 4“ต่อไปนี้เป็นเรื่องของคนฆ่าคนผู้ที่หนีไปอยู่ ในเมืองเหล่านั้นได้และรอดชีวิตอยู่   คือผู้ใดที่ได้ฆ่าเพื่อนบ้านของตนโดยมิได้เจตนา   โดยมิได้เป็นอริกันมาก่อน 5อาทิเช่นชายคนหนึ่งเข้าไปในป่าพร้อม กับเพื่อนบ้านของเขาเพื่อจะตัดไม้   เมื่อเขาเหวี่ยงขวานเพื่อจะโค่นต้นไม้ลง   หัวขวานหลุดจากด้ามถูกเพื่อนบ้านของเขาและคนนั้นก็ถึงตาย   ก็ให้เขาหนีไปยังเมืองเหล่านี้เมืองใดเมืองหนึ่งและรอด ตายได้
1 ยอห์น 3:1515ผู้ใดที่เกลียดชังพี่น้องของตนผู้นั้นก็เป็นผู้ฆ่าคน   และท่านทั้งหลายก็รู้แล้วว่า   ผู้ฆ่าคนนั้นไม่มีชีวิตนิรันดร์ดำรงอยู่ในเขาเลย
ถ้านับตามมาตรฐานของพระคัมภีร์ใหม่ เรามีผู้ฆ่าคนเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด เพราะทุกวันนี้ มีความเกลียดชังอยู่ในคนรอบข้างเรา หรือแม้กระทั่งตัวเราเอง อาจกำลังเข้าข่ายเกลียดใครบางคนอยู่ คริสเตียนมักหลีกเลี่ยงจากคำว่า เกลียด เป็นไม่ชอบ ทำให้ดูน้ำหนักเบา ทำให้ดูไม่เข้าข่ายเกลียด แต่การไม่ชอบก็คือความเกลียดนั่นเอง  แผ่นดินในยุคเราจึงไม่ค่อยเกิดผลมาก เพราะต้องคำสาปของผู้ฆ่าคน พันธสัญญาใหม่สำหรับคริสเตียนที่จะได้รับแผ่นดินคานาอันฝ่ายวิญญาณ คือ ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ ดังที่พระเยซูคริสต์ได้ตรัสในยอห์น 10:10   เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต   และจะได้อย่างครบบริบูรณ์ เส้นทางชีวิตที่ครบบริบูรณ์นี้ อุดมไปด้วยน้ำผึ้งน้ำนมฝ่ายวิญญาณ เมื่อหว่านและปลูกสิ่งที่เป็นฝ่ายวิญญาณ ก็จะเกิดผลมาก 1 โครินธ์ 3:9  9เพราะว่าเราทั้งหลายร่วมกันทำงานเพื่อพระเจ้า   ท่านทั้งหลายเป็นไร่นาของพระเจ้า เราถูกเลือกและแต่งตั้งไว้โดยพระเยซูคริสต์เจ้า ยอห์น 15:16
16ท่านทั้งหลายไม่ได้เลือกเรา   แต่เราได้เลือกท่านทั้งหลาย   และได้แต่งตั้งท่านทั้งหลายไว้ให้ท่านไปเกิดผล   และเพื่อให้ผลของท่านคงอยู่   เพื่อว่าเมื่อท่านทูลขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา   พระองค์จะได้ประทานสิ่งนั้นให้แก่ท่าน
ดังนั้น คริสเตียนเป็นแผ่นดินส่วนที่ดีที่สุดของพระเจ้าที่พร้อมจะเกิดผลเมื่อรับพระคำ ความเข้าใจฝ่ายวิญญาณพร้อมจะเกิดผลอันอุดมด้วยน้ำผึ้งและน้ำนม
2. ที่ของความเป็นพี่น้อง โยชูวา 20:3,5
3เพื่อว่าผู้ฆ่าคนที่ได้ฆ่าคนใดด้วยมิได้เจตนาหรือไม่ ผู้นั้นได้ฆ่าเพื่อนบ้านของตนด้วยไม่มีเจตนา มิได้เป็นอริกันมาแต่ก่อน
ความหมายที่ตรงนี้ อาจตีความเพิ่มเติมได้อีกว่า ผู้ที่ถูกฆ่าอาจเป็นคนที่ผู้ฆ่ารักมาก่อน เป็นคนใกล้ตัว คนในครอบครัว มีความเป็นมิตร ไม่ได้มีความเป็นศัตรูกัน พระเจ้าเปิดช่องทางให้ใช้ความเป็นพี่น้องได้ต่อสู้คดีของตัวเอง ที่นี่เราจะเห็นคำที่ใช้คำว่า มิได้เป็นอริกันมาแต่ก่อน นั่นคือความเป็นมิตรที่มีให้กัน และเกิดความผิดพลาดทางเทคนิคบางอย่าง ซึ่งคนเราผิดพลาดกันได้ พระคัมภีร์ตอนนี้กำลังบอกเราว่า คนที่ดำเนินชีวิตอย่างพี่น้อง เมื่อผิดพลาด มีโอกาสแก้ตัว รับการปกป้อง ในอีกทางหนึ่งพระเจ้ากำลังย้ำกับอิสราเอลว่า เจ้าทั้งหลายเป็นพี่น้องกัน แต่การใช้ชีวิตในคนหมู่มากอยู่ด้วยกัน เหมือนลิ้นกับฟัน อาจกระทบกระทั่งกันได้ และอาจทำให้เกิดความเสียหายให้แก่กันได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังเป็นพี่น้องกัน และไม่มีเจตนาที่จะเป็นศัตรูกันอยู่แล้ว แต่ผู้สูญเสียก็กำลังอยู่ในสภาพที่ควบคุมอารมณ์ความเศร้าความโกรธที่จะแก้แค้นเพื่อคนที่ตัวเองรัก นี่คือวิธีป้องกันไม่ให้เกิดการล้างแค้นกันไปมา แต่ให้เป็นเรื่องการตัดสินในระดับชุมชน  กันดารวิถี 35:25 25ให้ชุมนุมชนช่วยผู้ฆ่าให้พ้นจากมือผู้อาฆาต   ให้ชุมนุมชนพาตัวเขากลับไปถึงเมืองลี้ภัย   ซึ่งเขาได้หนีไปอยู่นั้น   ให้เขาอยู่ที่นั่นจนกว่าปุโรหิตใหญ่ผู้ได้ ถูกเจิมไว้ด้วยน้ำมันบริสุทธิ์ถึงแก่ความตาย
ที่นี่เราจะเห็นความเป็นครอบครัว ที่ห่วงใย และช่วยกันสงบศึกสงครามการต่อสู้ภายใน เป็นความรับผิดชอบของชุมชน ที่ต้องพาตัวผู้ต้องหาไปเมืองลี้ภัย คริสตจักรควรมีบรรยากาศเป็นเมืองลี้ภัยของคนที่บาดเจ็บ คนที่ผิดพลาด ไม่ควรซ้ำเติม เหยียบย่ำจนจมดิน คนบางคนตอนมาโบสถ์ก็แทบจะคลานมาอยู่แล้ว ตอนออกต้องหามออกไป เพราะหนักกว่าเดิม คริสตจักรต้องเป็นที่ที่คนจะอยู่อย่างปลอดภัย อยู่อย่างพี่น้อง อยู่อย่างสบายใจ ไม่ใช่มีแต่แรงกดดัน นี่แหล่ะคือที่ลี้ภัยของพระเจ้า ที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ในคริตจักร อย่าไปลี้ภัยที่อื่น บางคนมีที่ลี้ภัยในของมึนเมา ที่ลี้ภัยตามผับตามบาร์ ตามโรงหนัง ตามแหล่งรวมแก๊ง ตรงนั้นยิ่งหนัก และที่หนักกว่านั้นคือ ที่ลี้ภัยที่นั่นไม่มีปุโรหิตในบทบาทผู้เลี้ยงแกะ
3. มีปุโรหิตประจำการคือผู้เลี้ยง โยชูวา 10:4
4ให้ผู้นั้นหนีไปยังเมืองเหล่านี้เมืองใดเมืองหนึ่งและ ยืนอยู่ที่ทางเข้าประตูเมืองนั้น   และอธิบายเรื่องของตนให้แก่พวกผู้ใหญ่ในเมืองนั้นให้ทราบ   แล้วเขาทั้งหลายจะนำผู้นั้นเข้าไปในเมืองกำหนดที่ให้ อยู่แล้วผู้นั้นจะอยู่ที่นั่นในหมู่พวกเขาทั้งหลาย
คำว่า ประตูเมือง เป็นที่ที่ผู้นำ ผู้อาวุโสจะอยู่ที่นั่น เป็นที่ทางการ เป็นที่ตัดสินลงความเห็น คนจะรวมตัวกันที่นั่น เป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณชน ลองจินตนาการว่า ชุมชนจากเมืองที่มีการฆ่ากันตายได้พาผู้ทำผิดไปยังเมืองลี้ภัย คนเป็นกลุ่ม นำคนนั้นมายังเมืองลี้ภัยเพื่อพบกับผู้ใหญ่ในเมืองนั้น เป็นการส่งต่อให้ดูแลรักษา ปกป้องคนๆนั้น นี่เป็นธรรมเนียมของการเข้าเมืองลี้ภัยที่ผู้ใหญ่ในเมืองนั้นจะรับทราบ ซึ่งเมืองลี้ภัยหกเมืองเป็นเมืองของคนเผ่าเลวี และผู้ใหญ่ของเผ่าเลวีก็คือพวกปุโรหิต พวกผู้อาวุโส โยชูวา21:1-3
1 ขณะนั้นหัวหน้าของตระกูลคนเลวีมาหา เอเลอาซาร์ปุโรหิตและโยชูวาบุตรนูน   และหัวหน้าของตระกูลต่างๆของเผ่าคนอิสราเอล 2และเขาได้กล่าวแก่ท่านเหล่านั้นในเมืองชิโลห์ ในแผ่นดินคานาอันว่า   “พระเจ้าทรงบัญชาโดยทางโมเสสว่า   ให้มอบหัวเมืองแก่เราทั้งหลายเพื่อจะได้อาศัยอยู่   ทั้งทุ่งหญ้าสำหรับฝูงสัตว์ของข้าพเจ้าทั้งหลาย” 3ดังนั้นแหละตามพระบัญชาของพระเจ้า   คนอิสราเอลจึงได้มอบเมืองและทุ่งหญ้า ต่อไปนี้จากมรดกของเขาให้แก่คนเลวี  
ชื่อเมืองที่ปรากฏดังต่อไปนี้คือหกเมืองลี้ภัยทั้งตะวันออกและตะวันตกของฝากแม่น้ำจอร์แดน โยชูวา 20:7-9
7ดังนั้นเขาจึงกำหนดตั้งเมืองเคเดชในกาลิลี   ในแดนเทือกเขานัฟทาลีและเมืองเชเคม   ในแดนเทือกเขาของเอฟราอิม   และคีริยาทอาราบาห์  (คือเฮโบรน)  ในแดนเทือกเขายูดาห์ 8และทางฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนตรงเมืองเยรีโคนั้น   เขาได้กำหนดเมืองเบเซอร์ในถิ่นทุรกันดารบนที่ราบจาก ที่ดินคนเผ่ารูเบน   และเมืองราโมทในกิเลอาดจากที่ดินเผ่ากาดและเมืองโกลาน   ในบาชานจากที่ดินคนเผ่ามนัสเสห์ 9หัวเมืองเหล่านี้   เป็นเมืองที่กำหนดไว้ให้คนอิสราเอลทั้งหมด   และให้คนต่างด้าวผู้อาศัยอยู่ในหมู่พวกเขา   เพื่อว่าถ้าผู้ใดได้ฆ่าคน   ด้วยมิได้เจตนาจะได้หนีไปที่นั่นได้   เพื่อว่าเขาจะไม่ต้องตายด้วยมือของผู้อาฆาต   จนกว่าเขาจะได้ยืนต่อหน้าชุมนุมชน
นี่เป็นภาพของปุโรหิตที่รับคนที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น เป็นภาพของเมืองลี้ภัยที่เป็นที่อาศัยของผู้ที่ปรนนิบัติพระเจ้าทั้งกลางวันและกลางคืน เป็นเมืองของคนที่อยู่กับการทรงสถิตของพระเจ้า เหมือนกับที่ผู้เขียนหนังสือฮีบรูได้กล่าวถึงคริสเตียนเป็นดั่งเช่นผู้ที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นในทางของพระเจ้า ฮีบรู 6:18-20 18...เราผู้ที่ได้หนีไปยึดความหวังซึ่งมีอยู่ตรงหน้า   เราจึงจะได้รับการชูใจอย่างมากมาย19ความหวังที่เรายึดนั้นเป็นเสมือนสมอที่แน่และมั่นคงของจิตใจ   ความหวังนั้นที่นำไปสู่อภิสุทธิสถานข้างหลังม่าน 20ที่พระเยซูผู้ทรงนำหน้าได้เสด็จเข้าไปก่อนเพื่อเราแล้ว   เพราะพระองค์ได้ทรงรับการแต่งตั้งเป็นมหาปุโรหิตเป็นนิตย์   ตามแบบอย่างเมลคีเซเดคนั้น
คำว่า “หนี” ในที่นี้ พี่น้องดูในพระคัมภีร์จะพบเลข 5 ห้อยอยู่เหนือคำนี้ ซึ่งแปลว่า หนีภัย ไปพึ่งพระเยซูผู้เป็นปุโรหิตเป็นนิตย์ เพราะฉะนั้น ที่นี่เป็นที่มั่นคงของจิตใจ เป็นที่ยึดเหนี่ยวดั่งสมอไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ที่ลี้ภัยบางแห่งที่ไม่มีปุโรหิตที่เป็นผู้เลี้ยง อาจเป็นที่ที่ทำให้คนผิดหวังได้ เพราะคนในโลกนี้เปลี่ยนตลอดเวลา เหมือนคำว่าพังเพยว่า ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ แต่พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา คือแทนที่จะเป็นต้นไม้ที่ให้ร่มเย็น กลายเป็นสิ่งเสพติดให้คนหลงไปมัวเมา  ในยุคสุดท้ายนี้ให้เราระวังที่ลี้ภัยที่เราอยู่นั้น มีพระเยซูเป็นปุโรหิตหรือไม่ เพราะพระเยซูคริสต์เจ้าทรงเป็นดั่งผู้เลี้ยงแกะ ยอห์น 10:11 11เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี   ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ ที่ลี้ภัยของพระเจ้า จะมีผู้เลี้ยงอย่างพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์กล่าวต่ออีกว่า 1 เธสะโลนิกา 5:21 21จงพิสูจน์ทุกสิ่ง   สิ่งที่ดีนั้นจงยึดถือไว้ให้มั่น นั่นหมายความว่า เราต้องพร้อมให้คนอื่นพิสูจน์เราด้วย และยังหมายความว่า ทุกคำสอน ทุกการดำเนินชีวิต ต้องมีการตรวจสอบ โดยตัวเราเอง และโดยคนรอบข้าง โดยเฉพาะคริสตจักรของพระคริสต์ยิ่งต้องถูกตรวจสอบ  เหตุผลที่พระคัมภีร์เตือนเราให้พิสูจน์ทุกอย่างเพราะว่าแม้กระทั่งคริสตจักรอาจมีผู้เลี้ยงที่ไม่ใช่พระเยซู  เอเสเคียล 34:1-4
1พระวจนะของพระเจ้ามายังข้าพเจ้าว่า 2“บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย   จงพยากรณ์กล่าวโทษบรรดาผู้เลี้ยงแกะแห่งอิสราเอล   จงพยากรณ์กล่าวโทษว่าแก่เขา   คือผู้เลี้ยงแกะว่า   พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า   วิบัติแก่ผู้เลี้ยงแกะแห่งอิสราเอลผู้เลี้ยงตัวเอง   ผู้เลี้ยงแกะย่อมเลี้ยงแกะมิใช่หรือ 3เจ้ารับประทานไขมัน  เจ้าคลุมกายของเจ้าด้วยขนแกะ   เจ้าฆ่าแกะตัวอ้วนๆ   เจ้าหาได้เลี้ยงแกะไม่ 4ตัวที่อ่อนเพลียเจ้าก็ไม่เสริมกำลัง   ตัวที่เจ็บเจ้าก็ไม่รักษา   ตัวที่กระดูกหักเจ้าก็มิได้พันผ้า   ตัวที่หลงไปเจ้าก็มิได้ไปตามกลับมา   ตัวที่หายไปเจ้าก็มิได้เสาะหา   และเจ้าได้ปกครองเขาด้วยการบังคับ   และด้วยการข่มขี่เบียดเบียน
นี่เป็นคำพยากรณ์สำหรับยุคสุดท้ายที่เราต้องระวังผู้เลี้ยงที่เลี้ยงแต่ตัวเอง เอาเปรียบสมาชิก และบีบบังคับข่มขี่เบียดเบียนให้สมาชิกรีดไขมันของตัวเองเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
4. ชีวิตกลับสู่ปกติสุข โยชูวา 20:6
6และผู้นั้นจะอาศัยอยู่ ในเมืองนั้นจนกว่าเขาจะยืนต่อหน้าชุมนุมชน   เพื่อรอรับการพิพากษา   จนกว่าปุโรหิตในเวลานั้นสิ้นชีวิต   ผู้ฆ่าคนนั้นจึงจะกลับไปยังเมืองของตน   ไปบ้านของตน   ไปยังเมืองที่เขาจากมานั้นได้' ”  
การตายของปุโรหิตจะทำให้อิสราเอลลืมความเศร้าทั้งปวง และการสูญเสียทั้งหลาย เพราะไม่มีการสูญเสียใดที่จะเทียบเท่ากับการสูญเสียปุโรหิต กันดารวิถี 20:29 29เมื่อประชาชนเห็นว่าอาโรนสิ้นชีวิตเสียแล้ว   ประชาชนอิสราเอลทั้งหมดก็ร้องไห้ไว้ทุกข์ ให้อาโรนอยู่สามสิบวัน
ดังนั้น การสิ้นชีวิตของปุโรหิต จะสามารถดับความเศร้าของผู้อาฆาตได้ และผู้ที่ลี้ภัยก็สามารถกลับบ้านตัวเองได้ การอาฆาตก็ยกเลิก เสรีภาพเกิดขึ้นอีกครั้ง ชีวิตกลับไปสู่ปกติสุข เหตุผลสำคัญที่พระเยซูคริสต์ต้องมาตายแทนเราในฐานะปุโรหิต เพื่อปลดปล่อยเราทั้งหลายให้กลับสู่สภาพปกติสุข โรม 8:1-2. 1เหตุฉะนั้นการลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลาย   ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ 2เพราะว่ากฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์   ได้ทำให้ข้าพเจ้าพ้นจากกฎแห่งบาปและความตาย
ชีวิตที่ปกติสุขในพระคริสต์ คือการเข้าที่ลี้ภัยของพระเจ้า เป็นที่ที่เราจะรอดจากเสียงฟ้องผิด และเป็นที่ที่เราจะมั่นใจว่า เราไม่พินาศ เราได้รับยกโทษให้อภัย ชีวิตปกติสุขวันนี้ บ่งบอกถึงชีวิตปกติสุขวันหน้าด้วยเช่นกัน ยอห์น 3:16-18
16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์ 17เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก   มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก   แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น 18ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ   ส่วนผู้ที่มิได้วางใจก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว   เพราะเขามิได้วางใจในพระนามพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า
ยอห์น 14:1-4

1“อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย   ท่านวางใจในพระเจ้า   จงวางใจในเราด้วย 2ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก   ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว   เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย 3เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว   เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา   เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย 4และท่านรู้จักทางที่เราจะไปนั้น” ชีวิตปกติสุขคือความไม่กระวนกระวาย เพราะรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยของเรา วันนี้ เรายังปกติสุขอยู่หรือไม่ หรือเรากำลังตกอยู่ภายใต้ความกลัว ความวิตกกังวล จงเข้าสู่ที่ลี้ภัยของพระเจ้าเพื่อพบกับพระเยซูคริสต์ปุโรหิตของเรา

 

 

 

 

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org