|
|
|
| |
หัวข้อ“ชีวิตที่สะอาดในพระเยซูคริสต์์์”
โดย ศจ. สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
|
|
| |
|
|
| |
คนในสังคมปัจจุบันของเราให้ความสำคัญกับเรื่องของความสะอาดเป็นอย่างมาก เรารู้ว่า ความไม่สะอาดทำให้เราป่วยได้ โดยเฉพาะขณะนี้เราต้องระมัดระวังเรื่องไข้หวัด 2009 หากเราไปตามโรงพยาบาล ก็จะเห็นเจลล้างมืออยู่ทั่ว ทั้งในห้องน้ำ ห้องรับแขก เคาน์เตอร์ คริสตจักรเราก็มี ขอเตือนว่า ต้องระวัง ต้องรักษาความสะอาด ถ้าไม่สะอาด เดี๋ยวจะติดหวัด 2009 สโลแกนที่ให้ท่องขึ้นใจคือ กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ นี่คือการป้องกันด้วยการรักษาความสะอาด เพราะเรารู้ว่า ไข้หวัด 2009 อาจทำให้ถึงตายได้ แต่มีความไม่สะอาดอันหนึ่งที่ผู้คนไม่ค่อยจะตระหนักมากสักเท่าไหร่ นั่นคือความบาปที่ทำให้ถึงตายได้ พระคัมภีร์กล่าวว่า “ค่าจ้างของความบาปคือความตาย” (โรม 6:23) ค่าจ้างก็คือผลของความบาปทุกชนิด ไม่ว่าจะบาปเล็กบาปน้อย หรือบาปใหญ่ รับค่าจ้างเท่ากัน เราจึงเห็นมนุษย์ทุกคนที่พระคัมภีร์กล่าวอย่างชัดเจนว่า ไม่มีใครไม่ตาย นี่คือความจริงที่ได้พิสูจน์มาตั้งแต่ในอดีตกาลว่า ไม่มีมนุษย์คนไหนอยู่ค้ำฟ้า ไม่มีมนุษย์คนไหนไม่ตาย สาเหตุที่มนุษย์ต้องตายก็เพราะความบาปที่อยู่ในมนุษย์ และผลของความบาปนี้ ไม่ใช่แค่ชดใช้ด้วยความตายฝ่ายร่างกายเท่านั้น แล้วจบ ยังไม่จบ ยังมีความตายครั้งที่สอง ครั้งสุดท้ายอีกที่พระคัมภีร์เรียกว่า พินาศ คือจบของจริง ไม่มีเวียนว่ายตายเกิด ไม่ใช่การนิพพาน แต่เป็นการถูกทำลายในบึงไฟนรก เมื่อมนุษย์ต้องตาย ความหมายเดียวกันกับคำว่า พินาศ เพราะการตายไปโดยยังไม่ได้รับการอภัยบาป ก็คือ การรอคอยการพิพากษาลงโทษเนื่องจากบาป 1เปโตร 4:17-18 17ด้วยว่าถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะต้องเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า และถ้าการพิพากษานั้นเริ่มต้นที่พวกเราก่อน ปลายทางของคนเหล่านั้น ที่ไม่เชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้าจะเป็นอย่างไร 18และถ้าคนชอบธรรมจะรอดพ้นไปได้อย่างยากเย็นแล้ว คนที่ไม่เคารพพระเจ้า และคนบาปจะไปอยู่ที่ไหน
2เปโตร 3:9 9องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้าในเรื่องพระสัญญาของพระองค์ ตามที่บางคนคิดนั้น แต่พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัยไว้ เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลายมาช้านาน พระองค์ไม่ทรงประสงค์ที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศเลย แต่ทรงปรารถนาที่จะให้คนทั้งปวงกลับใจเสียใหม่ นั่นหมายความว่า ปัญหาของมนุษย์เรื่องความบาป ได้กลายเป็นภารกิจของพระเจ้าที่จะทรงให้มนุษย์มีทางออก ทางสะอาด และรับการยกบาป แม้มนุษย์จะยังต้องตาย แต่มนุษย์ไม่ต้องตายครั้งที่สอง หรือพินาศหลังจากรับผลจากบาปบนโลกมนุษย์ พระเยซูคริสต์ได้ทรงทำภารกิจนี้เพื่อให้เราทั้งหลายได้เข้าใจน้ำพระทัยพระเจ้า และเข้าใจถึงวิถีชีวิตของคริสเตียนที่พบกับพระองค์ว่าควรดำเนินชีวิตอย่างไร ซึ่งในหนังสือลูกาบทนี้ ได้บันทึกถึงคนโรคเรื้อนที่พบกับพระเยซูคริสต์และได้รับการชำระให้สะอาดและรับการยกบาป ลูกา 5:12-15
12 เมื่อพระเยซู ทรงอยู่ในเมืองหนึ่ง นี่แน่ะมีคนเป็นโรคเรื้อนเต็มทั้งตัว เมื่อเขาเห็นพระเยซูก็ซบหน้าลงถึงดินอ้อนวอนทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า เพียงแต่พระองค์จะโปรดก็จะทรงบันดาลให้ข้าพระองค์หายโรคได้” 13พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ถูกต้องเขาแล้วตรัสว่า “เราพอใจแล้ว จงหายเถิด” ในทันใดนั้นโรคเรื้อนของเขาก็หาย 14พระองค์จึงกำชับเขาไม่ให้บอกผู้ใด และตรัสว่า “แต่จงไปสำแดงตัวแก่ปุโรหิต และถวายเครื่องบูชาสำหรับคนที่หายโรคเรื้อนแล้ว ตามซึ่งโมเสสได้สั่งไว้ เพื่อเป็นหลักฐานต่อคนทั้งหลายว่าเจ้าหายโรคแล้ว” 15แต่กิตติศัพท์ของพระองค์ยิ่งเลื่องลือไป และประชาชนเป็นอันมากมาชุมนุมกันเพื่อจะฟังพระองค์ และรับการรักษาโรคต่างๆของเขา
1. รับการชำระให้สะอาด ลูกา 5:12-13
12 เมื่อพระเยซู ทรงอยู่ในเมืองหนึ่ง นี่แน่ะมีคนเป็นโรคเรื้อนเต็มทั้งตัว เมื่อเขาเห็นพระเยซูก็ซบหน้าลงถึงดินอ้อนวอนทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า เพียงแต่พระองค์จะโปรดก็จะทรงบันดาลให้ข้าพระองค์หายโรคได้” 13พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ถูกต้องเขาแล้วตรัสว่า “เราพอใจแล้ว จงหายเถิด” ในทันใดนั้นโรคเรื้อนของเขาก็หาย
เรื่องราวการทำราชกิจของพระเยซูคริสต์ที่นายแพทย์ลูกาเขียนที่นี่ การใช้ศัพท์เรียกคนป่วยแต่ละราย นายแพทย์ลูกาใช้ภาษาแพทย์ อย่างเช่นในตอนนี้ ลูกาบันทึกถึงคนเป็นโรคเรื้อนที่มีรอยเรื้อนเต็มตัว ตามรายงานของคนเป็นโรคเรื้อนในปัจจุบัน คนโรคเรื้อนมีสองประเภท คือเชื้อน้อยและมีเชื้อมาก เชื้อน้อยใช้เวลารักษา 6 เดือนก็หาย และที่มีเชื้อมาก จะมีรอยโรคมากกว่า 5 แห่งและต้องใช้เวลารักษา 2 ปี คือกินยาทุกวัน มีทั้งยาที่ต้องกินต่อหน้าเจ้าหน้าที่ และกินที่บ้าน ลูกาวินิจฉัยแบบแพทย์ในปัจจุบันของเรา คือดูที่รอยโรค และบันทึกว่า คนโรคเรื้อนนี้ อาการหนัก ไม่มีทางหาย เพราะไม่มียาในสมัยนั้น โอกาสคือค่อยๆพิการในที่สุด ปัจจุบันเชื่อว่าการติดเชื้อโรคเรื้อนนี้ผ่านทางลมหายใจ ลูกาไม่ได้บอกว่าพระเยซูอยู่ที่ไหนจึงพบคนโรคเรื้อนนี้ ในบทสนทนามีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจ เริ่มต้นจากเมื่อคนโรคเรื้อนคนนี้เป็นฝ่ายเห็นพระเยซูก่อน โดยปกติ คนเป็นโรคเรื้อนในยุคนั้น จะต้องแยกตัวเองออกจากสังคม ไปอยู่กับคนโรคเรื้อนด้วยกัน เลวีนิติ 13: 45-46 45“ให้บุคคลที่เป็นโรคเรื้อนสวมเสื้อผ้าที่ขาด และให้ปล่อยผม และให้เขาปิดริมฝีปากบนไว้แล้วร้องไปว่า 'มลทิน มลทิน' 46เขาจะเป็นมลทินอยู่ตลอดเวลาที่เขาเป็นโรค เขาเป็นมลทิน เขาจะต้องอยู่แต่ลำพังภายนอกค่าย
ถ้าเรียกเป็นภาษาชาวบ้าน คำว่า “มลทิน” รากศัพท์แปลว่า “สกปรก” ให้ร้องบอกคนที่จะมาใกล้ว่า ข้าสกปรก ข้าสกปรก อย่ามาเข้าใกล้ และคนที่เป็นโรคเรื้อนต้องไม่เข้าไปใกล้ผู้คนที่ปกติ ต้องใส่เสื้อผ้าที่ใช้ไม่ได้แล้วและผมเผ้าต้องแสดงให้คนรอบข้างรู้ว่า เขาสกปรก ต้องปิดริมฝีปากบนก็คือ เอาผ้าปิดปากตั้งแต่หนวดลงมา นี่เป็นความรับผิดชอบของคนที่รู้ตัวว่าตัวเองไม่สะอาด หากว่ากันตามบทบัญญัติของโมเสสในตอนนี้ คนโรคเรื้อนคนนี้ไม่ได้ทำตามกฏ เมื่อเขาเห็นพระเยซูคริสต์ เขาเข้าใกล้พระองค์ทันทีแบบเงียบๆและก้มลงซบหน้าถึงดิน ในท่าของการนมัสการพระเจ้า เขาไม่ได้ร้องบอกพระเยซูคริสต์ว่าอย่าเข้าใกล้เขา แต่เขากลับเข้ามาใกล้พระองค์ และร้องขอด้วยคำพูดกับพระเยซูคริสต์อย่างเรียกพระเจ้า คำว่า Lord ที่คนโรคเรื้อนเรียกพระเยซูคริสต์ แปลได้ทั้งพระอาจารย์ และแปลได้ทั้งเจ้านาย หรือพระเจ้า แต่ในที่นี้ คนโรคเรื้อนจงใจให้มีความหมายถึงพระเจ้า เขาใช้คำพูดประกอบท่าทางนมัสการและพูดต่อจากประโยคที่เรียกพระเยซู ขอให้พระองค์ใช้อำนาจ Dunamis ของพระเจ้า ทำให้เขาหายโรค ซึ่งคำว่า หายโรคนี้ แปลในภาษากรีกว่า ชำระให้สะอาด ทำให้ความสกปรกหลุดออกไปจากชีวิตของเขา วันนี้ เราอยากให้ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าทำให้ความสกปรกออกไปจากชีวิตของเราหรือไม่ หรือเราต้องการเพียงแค่ขอให้พระองค์ตอบคำอธิษฐานขอโน่นขอนี่จากพระเจ้า โดยเราไม่รู้เลยว่า การขอของเราที่มาจากความอยากได้ของเรา กำลังเป็นการร้องบอกพระเจ้าว่า อย่าเข้ามาใกล้เรา ทำไมข้าพเจ้ากล่าวอย่างนั้น ข้าพเจ้ามีวิธีพิสูจน์อย่างหนึ่ง ลองหันไปบอกคนข้างตัวเราว่า สิ่งที่เราอยากได้เวลานี้คืออะไร และอยากให้คนข้างตัวเราหาให้เรา ร้องขอจากเขา และถามเขาด้วยความสัตย์จริงว่า เขาอยากจะอยู่ใกล้เราหรืออยากหนีไปจากเรา ในสังคมของเราจะมีแต่คนที่อยากอยู่ไกลห่างจากคนที่โลภอยากได้อย่างเดียว นี่เป็นการทำให้คนปลีกตัวจากคนประเภทนี้คล้ายกับคนโรคเรื้อนในยุคพระคัมภีร์เดิมและใหม่ คนไม่อยากให้ก็จะปลีกตัว คนที่อยากได้ก็กำลังบอกกับคนที่ไม่อยากให้ว่า ระวัง อยู่ใกล้เขาเมื่อไหร่ มีอะไรที่เขาจะได้จากคนจากเรา ยากอบ 4:1-3 1อะไรเป็นสาเหตุของสงคราม และอะไรเป็นสาเหตุของการทะเลาะวิวาทกันในพวกท่าน มิใช่กิเลสตัณหาของท่านหรือ ที่ทำให้ท่านต่อสู้กัน 2ท่านทั้งหลายอยากได้ แต่ไม่ได้ ท่านก็ฆ่ากัน ท่านโลภแต่ไม่ได้ ท่านก็ทะเลาะและทำสงครามกัน ท่านไม่มีเพราะท่านไม่ได้ขอ 3ท่านขอและไม่ได้รับ เพราะท่านขอผิด หวังได้ไปเพื่อสนองกิเลสตัณหาของท่าน
กิเลศตัณหาทำให้เราคนเราสกปรก กิเลศตัณหาทำให้คนไม่อยากอยู่ใกล้เรา เมื่อเราขอจากพระเจ้าด้วยกิเลศตัณหา ทำให้เราไม่ได้รับคำตอบจากพระเจ้า การขอพระเจ้าด้วยกิเลศตัณหาทำให้พระเจ้าอยู่ห่างไกลจากเรา การขอด้วยกิเลศตัณหาเป็นการร้องบอกว่า สกปรก สกปรก ถ้าอย่างนั้น เราจะขอพระเจ้าแบบไหนถึงจะได้ คนโรคเรื้อนเข้าหาพระเยซูคริสต์ในขณะที่เขาสกปรก แต่เขาขอสิ่งที่เป็นความต้องการของพระเยซูคริสต์ เขาถามพระเยซูคริสต์ด้วยคำว่า เพียงแต่พระองค์จะโปรดก็จะทรงบันดาลให้ข้าพระองค์หายโรคได้ ในภาษารากศัพท์ คนโรคเรื้อนใช้สำนวนว่า ขอให้พระเยซูคริสต์มีความคิดอย่างเดียวกันกับเขาคือ ทำให้ตัวเขาสะอาด พระเยซูคริสต์จึงตอบเขาว่า I will “เราพอใจแล้ว จงหายเถิด” แปลความหมายว่า เรามีความต้องการให้เจ้าสะอาด จงสะอาดเถิด นั่นหมายความว่า พระองค์ไม่พอใจที่จะให้คนโรคเรื้อนสกปรกอยู่อย่างนั้น แต่พระองค์ทรงพอใจที่จะเห็นคนโรคเรื้อนสะอาดต่างหาก พระคัมภีร์บันทึกว่า คนโรคเรื้อนหายทันที การอยากสะอาด คือ การมองเห็นว่าตนเองสกปรกเหมือนกับคนโรคเรื้อนที่มองเห็นตัวเองสกปรกและต้องการชำระให้สะอาด เช่นเดียวกัน การกลับใจใหม่ คือการมองเห็นตัวเองเป็นคนบาป และต้องการให้พระเยซูคริสต์เจ้าช่วยเราให้ได้รับการชำระบาป และตั้งใจที่จะเลิกทำบาป คือมีวิถีชีวิตที่สะอาดจริงๆ รวมถึงการขอที่สนองกิเลศตัณหาของตัวเรา แต่ขอสิ่งที่ตรงกับความต้องการของพระเยซูคริสต์ นี่คือสิ่งที่พระคัมภีร์เรียกว่า การแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าในชีวิตของคริสเตียน พอกล่าวถึงเรื่องกิเลศเป็นอุสรรคในการขอ เราเลยไม่อยากขอจากพระเจ้า เรามาดูสิ่งที่ยากอบ 4:2 ท่านไม่มีเพราะท่านไม่ได้ขอ ยากอบกำลังบอกเราว่า ขอได้ และให้ขอ แต่อย่าขอผิด หวังได้ไปเพื่อสนองกิเลสตัณหาของท่าน นอกจากขอแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่า สิ่งที่เป็นกิเลศอย่างหนึ่งก็คือ การนึกเสียดาย 2 โครินธ์ 9:7-15 7ทุกคนจงให้ตามที่เขาได้คิดหมายไว้ในใจ มิใช่ให้ด้วยนึกเสียดาย มิใช่ให้ด้วยการฝืนใจ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักคนนั้นที่ให้ด้วยใจยินดี 8และพระเจ้าทรงฤทธิ์อาจประทานของดีทุกสิ่งอย่างอุดมแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อให้ท่านมีทุกสิ่งทุกอย่างเพียงพอสำหรับตัวเสมอ ทั้งจะมีสิ่งของบริบูรณ์สำหรับงานที่ดีทุกอย่างด้วย 9ตามที่พระคัมภีร์ได้เขียนไว้ว่า เขาแจกจ่าย เขาให้แก่คนยากจน ความชอบธรรมของเขาดำรงอยู่เป็นนิตย์ 10ฝ่ายพระองค์ผู้ประทานพืชแก่คนที่หว่าน และประทานอาหารแก่คนที่กิน จะทรงโปรดให้พืชของท่านที่หว่านแล้วนั้นทวีขึ้นเป็นอันมาก และจะทรงให้ผลแห่งความชอบธรรมของท่านเจริญยิ่งขึ้น 11โดยทรงให้ท่านทั้งหลายมีสิ่งสารพัดมั่งคั่งบริบูรณ์ขึ้น เพื่อให้ท่านมีแจกจ่ายอย่างใจกว้างขวาง ซึ่งโดยเราจัดแจก จะให้เกิดการขอบพระคุณพระเจ้า 12เพราะว่าการรับใช้ในการปรนนิบัตินั้น มิใช่จะช่วยธรรมิกชนซึ่งขัดสนเท่านั้น แต่ยังเป็นเหตุให้มีการขอบพระคุณพระเจ้าเป็นอันมากด้วย 13และเนื่องจากผลแห่งการปฏิบัตินั้น เขาจึงสรรเสริญพระเจ้า โดยเหตุที่ท่านทั้งหลายยอมฟัง และตั้งใจอยู่ในอำนาจข่าวประเสริฐของพระคริสต์ และเพราะเหตุท่านได้แจกจ่ายแก่เขา และแก่คนทั้งปวงด้วยใจกว้างขวาง 14เขาก็จะวิงวอนขอพระพรให้แก่ท่านทั้งหลายและอาลัยท่านเป็นอันมาก เพราะเหตุพระคุณของพระเจ้าซึ่งสถิตอยู่ในท่านอย่างเหลือล้น 15จงขอบพระคุณพระเจ้า เพราะของประทานซึ่งพระองค์ทรงประทานนั้นที่เหลือจะพรรณนาได้
เคล็ดลับแห่งความอุดมสมบูรณ์อยู่ที่นี่ จงเป็นคนใจกว้างขวาง ให้อย่างไม่นึกเสียดาย ให้อย่างไม่ฝืนใจ แล้วคนรับจะขอพระพรกับพระเจ้าแทนเราให้เรามีเพื่อเขาจะได้รับจากเรา เราไม่ต้องอธิษฐานเพื่อตัวเอง เราจะเป็นที่ต้องการของคนรอบข้าง เพราะเรามีมากอย่างที่ประโยคสุดท้ายกล่าวว่า ของประทานที่พระองค์ทรงประทานนั้นเหลือจะพรรณาได้ คือมากเกินความต้องการ มากอย่างไม่เคยหยุด เหมือนกับไหน้ำมันไหแป้งของหญิงม่ายในยามที่แผ่นดินกันดาร แต่หญิงม่ายกลับอุดมสมบูรณ์ต่อเนื่องใน 3 ปีครึ่ง 1พงศ์กษัตริย์ 17:8-16 8และพระวจนะของพระเจ้ามายังท่านว่า 9“ลุกขึ้นไปยังเมืองศาเรฟัทเถิด ซึ่งขึ้นแก่เมืองไซดอน และอาศัยอยู่ที่นั่น ดูเถิด เราได้บัญชาหญิงม่ายคนหนึ่งที่นั่นให้เลี้ยงเจ้า” 10ท่านจึงลุกขึ้นไปยังเมืองศาเรฟัท และเมื่อมาถึงประตูเมือง ดูเถิด หญิงม่ายคนหนึ่งที่นั่นกำลังเก็บฟืน ท่านจึงเรียกนางว่า “ขอน้ำเล็กน้อยใส่ภาชนะมาให้ฉัน เพื่อฉันจะได้ดื่มน้ำ” 11และขณะเมื่อนางจะไปเอาน้ำมา ท่านก็เรียกนางแล้วบอกว่า “ขอนำอาหารใส่มือมาให้ฉันสักหน่อยหนึ่ง” 12และนางตอบว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด ดิฉันไม่มีอะไรที่ปิ้งเสร็จ มีแต่แป้งสักกำมือหนึ่งในหม้อ และน้ำมันเล็กน้อยที่ในไห บัดนี้ดิฉันกำลังเก็บฟืนเล็กน้อย เพื่อจะเข้าไปทำสำหรับตัวดิฉัน และบุตรชายของดิฉัน เพื่อเราจะได้กินแล้วก็จะตาย” 13และเอลียาห์บอกนางว่า “อย่ากลัวเลย จงไปทำตามที่เจ้าพูด แต่จงทำขนมก้อนเล็กให้ฉันก่อน แล้วเอามาให้ฉัน ภายหลังจึงทำสำหรับตัวเจ้าและบุตรของเจ้า 14เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า 'แป้งในหม้อนั้นจะไม่หมด และน้ำมันในไหนั้นจะไม่ขาด จนกว่าจะถึงวันที่พระเจ้าทรงส่งฝนลงมายังพื้นดิน' ” 15นางก็ไปกระทำตามคำของเอลียาห์ นาง ตัวท่านและครอบครัวของนางก็รับประทานอยู่หลายวัน 16แป้งในหม้อก็ไม่หมด น้ำมันในไหก็ไม่ขาด ตามพระวจนะของพระเจ้าซึ่งตรัสทางเอลียาห์
หญิงม่ายคนนี้ได้ตอบรับผู้รับใช้ด้วยการชำระไหแป้งไหน้ำมันของตนเองด้วยทำตามคำสั่งของคนของพระเจ้า นางได้แบ่งส่วนให้เอลียาห์ก่อนตัวเอง นั่นหมายถึงส่วนที่ตัวเองกินน้อยลงเพราะได้ให้กับคนอื่น เอลียาห์กล่าวถ้อยคำของพระเจ้าแก่หญิงม่ายนั้นว่า พระเจ้าตรัสว่า 'แป้งในหม้อนั้นจะไม่หมด และน้ำมันในไหนั้นจะไม่ขาด จนกว่าจะถึงวันที่พระเจ้าทรงส่งฝนลงมายังพื้นดิน แปลว่า ในยามที่คนอื่นไม่มี เราจะมีอย่างอุดมสมบูรณ์ อย่ามองว่า ในภาวะเศรษฐกิจแย่ เราจะแย่ แต่คือโอกาสของการชำระด้วยการให้ เมื่อมีวาระแห่งการบริจาค วาระแห่งการเสียสละ รีบฉวยโอกาสเถิด นั่นคือโอกาสของการหว่าน โอกาสของการที่จะให้ไหน้ำมันไหแป้งของเรารับการชำระให้สะอาด
2. ความสะอาดที่ต้องพิสูจน์ ยอห์น 5:14-15
14พระองค์จึงกำชับเขาไม่ให้บอกผู้ใด และตรัสว่า “แต่จงไปสำแดงตัวแก่ปุโรหิต และถวายเครื่องบูชาสำหรับคนที่หายโรคเรื้อนแล้ว ตามซึ่งโมเสสได้สั่งไว้ เพื่อเป็นหลักฐานต่อคนทั้งหลายว่าเจ้าหายโรคแล้ว” 15แต่กิตติศัพท์ของพระองค์ยิ่งเลื่องลือไป และประชาชนเป็นอันมากมาชุมนุมกันเพื่อจะฟังพระองค์ และรับการรักษาโรคต่างๆของเขา
พระเยซูคริสต์ได้ยืนยันว่าหายดี คือสะอาดแล้ว พระเยซูคริสต์เจ้าทรงสัมผัสชายโรคเรื้อนนี้ด้วยมือของพระองค์ พระองค์สำแดงความใกล้ชิดต่อชายคนนี้ตั้งแต่ต้น และไม่ได้รังเกียจเขา เมื่อเขาหายโรค สะอาด พระองค์ทรงสำแดงว่าเขาสะอาดจริงๆ ความใกล้ชิดที่พระเยซูคริสต์มอบให้กับเขาตั้งแต่เขาสกปรกจนเขาสะอาด เป็นความมั่นใจที่พระเยซูคริสต์มอบให้ชายโรคเรื้อนหายดีว่า เขาอยู่กับคนปกติได้แล้ว คนที่คิดว่าตัวเองสกปรกและต้องการจะสะอาด ก็จะสะอาด เขาสามารถไปพิสูจน์ตัวเองกับปุโรหิต ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบความสะอาดของเขาได้แล้ว จุดที่น่าสังเกตุหนึ่ง คือ พระเยซูคริสต์ทรงกำชับชายโรคเรื้อนหายดีคนนี้ว่า อย่าบอกใคร แต่พระคัมภีร์บันทึกอีกว่า คนรู้กันแบบเลื่องลือกันทั่ว ความสะอาดพิสูจน์ด้วยการสำแดงชีวิต ไม่ใช่คำพูด การไปพิสูจน์ตัวกับปุโรหิต นั่นอาจตีความได้ว่า แม้แต่ปุโรหิตก็อย่าบอกว่าเขาหายโรคด้วยอะไร แต่สิ่งที่ต้องทำคือ ไปโชว์ตัวให้ปุโรหิตตรวจสอบว่าหายจริง นี่คือคำสั่งให้เขากลับไปใช้ชีวิตปกติ เข้าสังคมอย่างเปิดเผย ไม่ต้องหลบผู้คน เลี่ยงผู้คนอีกต่อไป มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น หรือกล่าวอีกสำนวนหนึ่งก็คือ ไม่มีอะไรน่าเชื่อถือเท่ากับประสบการณ์จริงด้วยตัวเอง คือ เราสะอาดจริง ความสะอาดถูกพิสูจน์ด้วยชีวิตที่สำแดงแก่คนที่น่าเชื่อถือ คนที่แยกแยะความสะอาดตามมาตรฐานของพระเจ้า มิใช่ตามความพอใจ ความชอบของเราเอง เวลานี้ เรากำลังดำเนินชีวิตพิสูจน์ความสะอาดในชีวิตของเราด้วยมาตรฐานของอะไร หรือเราไม่สนใจว่ามันจะสกปรกแค่ไหน อะไรบ้างที่สกปรก สิ่งที่เป็นเท็จก็ถือว่าสกปรก เราอาจกล่าวว่า จะแยกได้อย่างไรว่าเป็นเท็จ เพราะในสังคมของเราตอนนี้เต็มไปด้วยการใส่ร้ายป้ายสี ไม่รู้ว่าใครพูดจริงหรือพูดเท็จ จงใช้พระคำพระเจ้าในการตรวจสอบ อย่าใช้ความรู้สึกที่เป็นอคติของตัวเองเป็นที่ตั้ง พระเยซูคริสต์เจ้าตรัสว่า ยอห์น 8:31-32 “ถ้าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง 32และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท”
เวลานี้ คำของพระเยซูคริสต์ดำรงอยู่ในเราหรือคำของคนที่เต็มไปด้วยความเท็จอยู่ในตัวเรา สดุดี 119:115 115แน่ะ เจ้าคนทำชั่ว ไปเสียจากข้า เพื่อข้าจะรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าของข้า คนทำชั่วอยู่ที่ไหน อยู่ในตัวเรา อย่าไปโทษคนอื่น อย่าไปมองคนอื่น จงไล่ความสกปรก ซึ่งเป็นคนทำชั่วในตัวเราออกไป สดุดี 66:17-20 17ปากข้าพเจ้าได้ร้องทูลพระองค์ และลิ้นข้าพเจ้าได้ยกย่องพระองค์ 18ถ้าข้าพเจ้าได้บ่มความชั่วไว้ในใจข้าพเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าคงไม่ทรงสดับ
19แต่พระเจ้าได้ทรงสดับแน่ทีเดียว พระองค์ได้ทรงฟังเสียงคำอธิษฐานของข้าพเจ้า20สาธุการแด่พระเจ้า เพราะว่าพระองค์ไม่ทรงปฎิเสธคำอธิษฐานของข้าพเจ้า หรือยับยั้งความรักมั่นคงของพระองค์เสียจากข้าพเจ้า พระธรรมตอนนี้มีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวในการอธิษฐานกับพระเจ้า ได้รับคำตอบและไม่ได้รับคำตอบจากพระเจ้า เกิดจากการจัดการชีวิตภายใน ให้มีท่าทีที่ถูกต้องต่อพระเจ้า และกับคนอื่น คริสเตียนบางคนอยากจะถูกต้องกับพระเจ้าอย่างเดียว แต่ไม่ยอมถูกต้องกับคน คริสเตียนคนนั้นก็ล้มเหลวในการอธิษฐานกับพระเจ้า เพราะไม่ผ่านการพิสูจน์ว่าสะอาดจริง ใจไม่สะอาด เพราะความชั่วที่บ่มไว้ในใจ เต็มไปด้วยความไม่ถูกต้องกับคนรอบข้าง พระเยซูคริสต์กล่าวว่า มัทธิว 25:42-45 42เพราะว่าเมื่อเราหิวท่านก็มิได้ให้เรากิน เรากระหายน้ำท่านก็มิได้ให้เราดื่ม 43เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็ไม่ได้ต้อนรับเราไว้ เราเปลือยกาย ท่านก็ไม่ได้ให้เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม เราเจ็บป่วยและต้องจำอยู่ในพันธนาคาร ท่านไม่ได้เยี่ยมเรา' 44เขาทั้งหลายจะทูลว่า 'พระองค์เจ้าข้า ที่ข้าพระองค์ได้เห็นพระองค์ทรงหิวหรือทรงกระหายน้ำ หรือทรงเป็นแขกแปลกหน้าหรือเปลือยพระกาย หรือประชวร หรือต้องจำอยู่ในพันธนาคาร และข้าพระองค์มิได้ปรนนิบัติพระองค์นั้นแต่เมื่อไร' 45เมื่อนั้นพระองค์จะตรัสกับเขาว่า 'เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งท่านมิได้กระทำแก่ผู้ต่ำต้อยที่สุดสักคนหนึ่งในพวกนี้ ก็เหมือนท่านมิได้กระทำแก่เราด้วย
สำนวนแขกแปลกหน้า สำหรับเราในปัจจุบันเราคิดว่าใครที่เราจะปฏิบัติกับเขาเหมือนคนแปลหน้าบ้าง คนไม่รู้จักจริงๆหรือคนที่เราตั้งใจไม่อยากรู้จักอีกต่อไป คนที่เราไม่อยากมองหน้า ไม่อยากคบหาสมาคมด้วย
สำนวนคนเปลือยกาย สำหรับเราในปัจจุบันเราคิดว่า คือใคร คนที่น่าอาย หรือคนที่ไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัว คนที่เป็นภาระแกเราหรือไม่ สำนวนคนเจ็บป่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ คือใคร คนนั้นอาจเป็นคนใกล้ตัวเราที่เขากำลังต้องการเรา เราไม่อยากแม้กระทั่งจะไปเยี่ยม เราเยี่ยมคนอื่นได้ แต่คนใกล้ตัวเรา คนในครอบครัวเรา เราไม่อยากจะอยู่ด้วยกับเขา ไม่อยากจะช่วยเขาให้หลุดจากพันธนาคาร เราไม่อยากปรนนิบัติเขา เราสบายแล้ว เราไม่อยากลำบาก ไม่อยากมีลูกกวนตัวมีผัวกวนใจ ในโลกของความเป็นจริง เราปฏิบัติกับคนนอกดียิ่งกว่าคนในครอบครัวของตัวเราเอง เราพูดดี เรายิ้มให้ เราเสียสละ นี่คือ สิ่งที่พระเยซูคริสต์กำลังบอกเราว่า คนต่ำต้อยที่สุด คือคนที่อยู่ในสภาพที่ขาดแคลนความรัก ขาดแคลนสิ่งที่ดีที่สังคมหน่วยเล็กที่สุดคือครอบครัวของเขาเองปฏิเสธที่จะให้ ในอีกมุมหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่ได้กำลังเปิดช่องให้คนในครอบครัวบางคนเอาแต่เรียกร้อง แต่ให้เราทุกคนตระหนักถึงการเป็นคนในครอบครัวที่พร้อมจะให้แก่คนในครอบครัวตัวเอง นี่แหล่ะคือตัวพิสูจน์ที่แท้จริง จะมีใครพิสูจน์ได้หนักแน่นได้เท่ากับคนในครอบครัวของเรา คนใกล้ตัวเรา นอกจากครอบครัวโดยสายเลือดแล้ว เรายังมีครอบครัวของพระเจ้า โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่มีไว้เพื่อพิสูจน์ว่า เราสะอาดจริงหรือไม่ App. การเข้ากลุ่มเซลล์ ก็เป็นสนามพิสูจน์อีกอันหนึ่ง เพื่อเราจะสะอาดมากขึ้น ฮีบรู 10:19-2519เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย เมื่อเรามีใจกล้าที่จะเข้าไปสู่สถานศักดิ์สิทธิ์โดยพระโลหิตของพระเยซู 20ตามทางใหม่และเป็นทางที่มีชีวิต ซึ่งพระองค์ได้ทรงเปิดออกให้เราผ่านเข้าไปทางม่านนั้น คือทางพระกายของพระองค์ 21และเมื่อเรามีปุโรหิตใหญ่เหนือหมู่คนของพระเจ้าแล้ว 22ก็ให้เราเข้าไปใกล้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยไว้ใจเต็มที่ มีใจที่ได้รับการทรงชำระให้สะอาดแล้ว และมีกายที่ล้างชำระด้วยน้ำบริสุทธิ์ 23ขอให้เรายึดมั่นในความหวังที่เราทั้งหลายเชื่อและรับไว้นั้น โดยไม่หวั่นไหว เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงประทานพระสัญญานั้นทรงสัตย์ซื่อ 24และขอให้เราพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี 25อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะท่านทั้งหลายก็รู้อยู่ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว
นี่คือเหตุผลที่ทำไมคริสเตียนเราจึงรวมตัวกันที่โบสถ์ เพื่อเราจะได้มีโอกาสที่จะรับการพิสูจน์การชำระให้สะอาดแล้วผ่านทางพระกายของพระเยซูคริสต์ คือ ผ่านทางพี่น้องในคริสตจักร ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นขณะใช้เวลาด้วยกัน อยู่ร่วมกัน เพื่อเราจะสำรวจตัวเราเองว่า เรายังต้องทำความสะอาดทางด้านอารมณ์ จิตใจ ของเราอีกมาก 1เปโตร 3:13-19 13เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเตรียมตัวเตรียมใจของท่านไว้ให้ดี และจงข่มใจ ตั้งความหวังให้เต็มเปี่ยมในพระคุณ คือพระคุณซึ่งจะทรงโปรดประทานแก่ท่าน เมื่อพระเยซูคริสต์จะทรงสำแดงพระองค์ 14โดยที่ท่านเป็นบุตรที่เชื่อฟัง ขออย่าได้ประพฤติตามกิเลสตัณหา อย่างที่เกิดจากความโง่เขลาของท่านในกาลก่อน 15แต่เพราะพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านทั้งหลายนั้นบริสุทธิ์ ท่านทั้งหลายจงประพฤติให้บริสุทธิ์พร้อมทุกประการ 16ดังที่มีพระวจนะเขียนไว้แล้วว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นคนบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์ 17และถ้าท่านอธิษฐานขอต่อพระองค์ เรียกพระองค์ว่า พระบิดาผู้ทรงพิพากษาทุกคนตามการกระทำของเขา โดยไม่มีอคติ จงประพฤติตนด้วยความยำเกรงตลอดเวลาที่ท่านอยู่ในโลกนี้ 18ท่านรู้ว่าพระองค์ได้ทรงไถ่ท่านทั้งหลายออกจากการประพฤติอันหาสาระมิได้ ซึ่งท่านได้รับต่อจากบรรพบุรุษของท่าน มิใช่ไถ่ไว้ด้วยสิ่งที่เสื่อมสลายได้ เช่นเงินและทอง 19แต่ทรงไถ่ด้วยพระโลหิตประเสริฐของพระคริสต์ ดังเลือดลูกแกะที่ปราศจากตำหนิหรือจุดด่าง
ความบริสุทธิ์ที่หนังสือเปโตรกล่าวถึงนี้ หมายถึง pure, blameless ซึ่งในข้อท้ายเปโตรกล่าวเปรียบเทียบด้วยคำว่า ปราศจากตำหนิ หรือจุดด่าง เหมือนอย่างพระเยซูคริสต์เจ้า ไม่ใช่ทำตัวบริสุทธิ์อย่างพระเจ้า ที่เรียกว่า อภิสุทธิ์ คือ บริสุทธิ์ของความบริสุทธิ์ ที่ตรงนั้นไม่มีมนุษย์คนไหนไปถึงได้ แต่ความสะอาดปราศจากตำหนิคือเส้นทางของคริสเตียนที่พระเจ้าทรงเรียกเราทั้งหลายให้ดำเนินชีวิตเหมือนอย่างพระเยซูคริสต์
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|