|
|
|
| |
หัวข้อ “คริสเตียนกับการทดลองใจ"
โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
|
|
| |
|
|
| |
“การทดลองใจ” หมายถึงการทดสอบจิตใจของเราว่า มีความหนักแน่น มั่นคงแน่วแน่หรือไม่ คนทั่วไปมักจะถูกลองใจในเรื่องความรัก ความไว้วางใจ บางคนก็ถูกลองใจในเรื่องความจงรักภักดี บางคนก็ถูกลองใจในเรื่องความมีคุณธรรม แต่สำหรับคริสเตียนอาจแตกต่างจากคนทั่วไป คือ คริสเตียนจำต้องถูกทดลองความเชื่อ ยากอบ 1:2-4
2ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี 3เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง 4และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย
เป้าหมายของการทดลองความเชื่อ ก็คือการทำให้ผู้ถูกทดลองบรรลุผลอันสมบูรณ์ ดีพร้อมมีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย บางคนอาจว่า เขาไม่ต้องการเป็นคนดีพร้อม เขาพอใจที่จะเป็นอยู่เพียงเท่านี้ แต่นั่นไม่ใช่วิถีทางของชีวิตคริสเตียน เพราะพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จเข้ามาในโลกนี้เพื่อทำให้ผู้ที่เป็นสาวกของพระองค์ทุกคนไปถึงความไพบูลย์ในพระเยซูคริสต์ เอเฟซัส 4:13-14
13จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์ 14เพื่อเราจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป ถูกซัดไปซัดมาและหันไปเหมาด้วยลมปากแห่งคำสั่งสอนทุกอย่าง และด้วยเล่ห์กลของมนุษย์ตามอุบายฉลาดอันเป็นการล่อลวง
การผ่านการทดลองใจด้านความเชื่อยังทำให้โตเป็นผู้ใหญ่และทำให้ผู้เชื่อทุกคนบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันด้วยค
ความจริงในชีวิตคริสเตียนนอกจากจะต้องเผชิญกับการทดลองความเชื่อแล้ว พระคัมภีร์ยังกล่าวว่า มนุษย์ทุกคนจะถูกล่อให้หลงด้วยเช่นกัน นั่นหมายความว่า ก็ไม่เว้นสำหรับคริสเตียนด้วยเช่นกัน
ยากอบ 1:14-1514แต่ว่าทุกคนก็ถูกล่อให้หลง เมื่อกิเลสของตัวเองล่อและชักนำให้กระทำตาม 15ครั้นตัณหาเกิดขึ้นแล้วก็ทำให้เกิดบาป และเมื่อบาปเจริญเต็มที่แล้วก็นำไปสู่ความตาย 15ครั้นตัณหาเกิดขึ้นแล้วก็ทำให้เกิดบาป และเมื่อบาปเจริญเต็มที่แล้วก็นำไปสู่ความตาย
คริสเตียนควรแยกแยะให้ออกว่า การทดลองความเชื่อกับการล่อลวงให้หลงนั้นแตกต่างกันอย่างไร มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า มีเส้นบางๆกั้นระหว่างการทดลองใจกับการถูกล่อให้หลง หากเราชนะการทดลองใจ เราจะไม่ก้าวล้ำเข้าไปสู่การถูกล่อให้หลง แต่หากเราไม่ผ่านการทดลองใจ เราก็จะถูกล่อให้หลงได้ง่าย หรือกล่าวอีกสำนวนก็คือ การชนะการทดลองใจคือการชนะใจพระเจ้า แต่การชนะการล่อให้หลงคือการชนะใจตัวเอง การทดลองใจมาจากพระเจ้า พระองค์ทรง แต่การล่อลวงให้หลงมาจากิเลศตัณหาของตัวเราเอง พระคัมภีร์กล่าวถึงการทดลองใจที่มาจากพระเจ้านั้นได้รับการคัดสรรแล้วว่า คนของพระเจ้าจะอดทนต่อการทดลองใจได้ และไม่มีใครที่ได้รับการทดลองใจที่แตกต่างจากชาวบ้าน 1โครินธ์ 10:13
13ไม่มีการทดลองใดๆเกิดขึ้นกับท่าน นอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อท่านถูกทดลองนั้น พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้
นอกจากนี้พระคัมภีร์ยังให้กำลังใจต่อคนที่อดทนต่อการทดลองใจด้วย ยากอบ 1:12-13
12คนที่อดทนต่อการทดลองใจก็เป็นสุข เพราะเมื่อปรากฏว่าผู้นั้นทนได้แล้ว เขาจะได้รับมงกุฎแห่งชีวิต ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้แก่คนทั้งหลายที่รักพระองค์ “มงกุฏแห่งชีวิต” คือความสำเร็จในบั้นปลายของชีวิต คือได้รับรางวัล ดังนั้น การทดลองใจจากพระเจ้า มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง มิใช่เพื่อให้อ่อนแอ การทดลองใจจากพระเจ้ามีคุณค่าต่อตัวคนๆนั้น และต่อคนรอบข้าง รวมทั้งต่อพระเจ้าด้วย ในพระคัมภีร์บันทึกถึงการทดลองใจที่มาจากมารเพื่อให้พระเยซูเชื่อฟังมาร ถ้าพระเยซูคริสต์เชื่อฟังมารตอนนั้น พระองค์จะสูญเสียทุกสิ่งเหมือนกับที่อาดัมและเอวาเคยสูญเสียสิทธิในการดูแลโลกให้กับมาร และผลนั้นตกมาถึงมนุษย์ทุกคนในวันนี้ด้วย ทำให้มารเข้ามายุ่งในชีวิตของมนุษย์ได้ ตามที่พระคัมภีร์ได้กล่าวว่า 1 ยอห์น 5:19 ....และชาวโลกทั้งสิ้นอยู่ใต้อานุภาพของมารร้าย แต่พระเยซูคริสต์มีชัยชนะการทดลองใจที่มาจากมาร ทำให้มารละพระองค์ไป ไม่มายุ่งกับพระองค์อีก และพระองค์เป็นผู้บุกเบิกคนแรกสำหรับคริสเตียน หากคริสเตียนดำเนินชีวิตตามรอยพระบาทของพระเยซูคริสต์ มารก็จะไม่กล้ามายุ่งกับเรา เพราะฉะนั้น คริสเตียนต้องแยกแยะให้ออกว่า อะไรมาจากพระเจ้า อะไรมาจากมาร และอะไรมาจากเนื้อหนังของตัวเรา พระคัมภีร์สอนเราให้รู้จักที่จะรับมือกับการทดลองใจ และการล่อลวงใจ ยากอบ 4:7ข ....จงต่อสู้กับมาร และมันจะหนีท่านไป
มีคริสเตียนบางคนยังกลัวผีเพราะไม่เข้าใจสิทธิอำนาจของพระเยซูคริสต์ที่มอบให้กับผู้เชื่อแล้ว พระคัมภีร์กล่าวว่า ขนาดมารที่เป็นหัวหน้าวิญญาณต่างๆยังต้องหนี แล้วสมุนของมันจะอยู่ได้หรือ นอกจากนี้พระคัมภีร์ยังแนะนำให้เรารับมือกับการล่อลวงใจด้วย 1ยอห์น 3:7ก 7 อย่าให้ใครชักจูงท่านให้หลง....นั่นแปลว่า อย่าไปต่อสู้กับการล่อให้หลง
มีคริสเตียนมากมายที่ไปเล่นกับไฟ คือไปยุ่งกับการล่อลวง เพราะคิดว่าตัวเองนั้นเข้มแข็ง อดทนได้ ปล่อยให้เกิดสภาวะของการยั่วยวน หรือพาตัวเองเข้าไปในการถูกล่อให้หลง ขอบอกว่า แพ้ทุกราย สำนวนพระคัมภีร์นี้คือ ให้วิ่งหนีการล่อให้หลง อย่าให้ใครชักจูงท่านให้หลง คืออย่าไปยุ่งกับคนที่ชักจูงหรือสิ่งใดที่ชักจูงให้อยากทำบาป 1โครินธ์ 10:12 12เหตุฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ก็จงระวังให้ดี กลัวว่าจะล้มลง
วิถีชีวิตสาวกที่ใช้ชีวิตอยู่กับพระเยซูคริสต์เจ้าตลอดเวลาจะต้องพบกับการทดลองความเชื่อ ซึ่งบทเรียนที่เราจะได้รับวันนี้อยู่ในหนังสือ ยอห์น 6:1-13
1 หลังจากนั้นพระเยซูก็เสด็จไปข้ามทะเลสาบกาลิลี คือทะเลทิเบเรียส 2คนเป็นอันมากได้ตามพระองค์ไป เพราะเขาเหล่านั้นได้เห็นหมายสำคัญที่พระองค์ได้ทรงกระทำต่อบรรดาคนป่วย 3พระเยซูเสด็จขึ้นไปบนภูเขา และประทับกับเหล่าสาวกของพระองค์ 4ขณะนั้นใกล้จะถึงปัสกาซึ่งเป็นเทศกาลของพวกยิวแล้ว 5พระเยซูทรงเงยพระพักตร์ทอดพระเนตรเห็นคนเป็นอันมากพากันมาหาพระองค์ พระองค์จึงตรัสกับฟีลิปว่า “ทำอย่างไรเราจึงจะซื้ออาหารให้คนเหล่านี้กินได้” 6พระองค์ตรัสอย่างนั้นเพื่อจะลองใจฟีลิป เพราะพระองค์ทรงทราบแล้วว่า พระองค์จะทรงกระทำประการใด 7ฟีลิปทูลตอบพระองค์ว่า “สองร้อยเหรียญเดนาริอัน(หนึ่งเหรียญเดนาริอัน เป็นเงินค่าจ้างคนงานให้ทำงานวันหนึ่ง) ก็ไม่พอซื้ออาหารให้เขากินกันคนละเล็กละน้อย” 8สาวกคนหนึ่งของพระองค์ คืออันดรูว์น้องชายของซีโมนเปโตรทูลพระองค์ว่า 9“ที่นี่มีเด็กคนหนึ่งมีขนมบารลีห้าก้อนกับปลาสองตัว แต่เท่านั้นจะพออะไรกับคนมากอย่างนี้” 10พระเยซูตรัสว่า “ให้คนทั้งปวงนั่งลงเถิด” ที่นั่นมีหญ้ามาก คนเหล่านั้นจึงนั่งลง นับแต่ผู้ชายได้ประมาณห้าพันคน 11แล้วพระเยซูก็ทรงหยิบขนมปังนั้น เมื่อโมทนาพระคุณแล้ว ก็ทรงแจกแก่บรรดาคนที่นั่งอยู่นั้น และให้ปลาด้วยตามที่เขาปรารถนา 12เมื่อเขาทั้งหลายกินอิ่มแล้วพระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “จงเก็บเศษอาหารที่เหลือไว้ อย่าให้มีสิ่งใดตกหล่น” 13เขาจึงเก็บเศษขนมบารลีห้าก้อนซึ่งเหลือจากที่คนทั้งหลายได้กินแล้วนั้นใส่กระบุงได้สิบสองกระบุงเต็ม
Background: เหตุการณ์เรื่องการเลี้ยงคนห้าพันคนได้ถูกบันทึกในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม มัทธิว 14:13-21; มาระโก 6:30-44; ลูกา 9:10-17) แต่การทดลองใจสำหรับสาวกที่เขียนชัดเจนในหนังสือยอห์น เพื่อให้เราได้เห็นชีวิตสาวกของพระเยซูที่ใช้ชีวิตอยู่กับพระองค์ตลอดเวลากำลังถูกสร้างจากการทดลองใจที่มาจากพระเยซูคริสต์โดยตรง และสอนเราในทุกวันนี้ว่า คริสเตียนควรมีท่าทีอย่างไรต่อการทดลองใจ ดังนี้
1. ต้องอ่านใจพระเยซูคริสต์ให้ออก ยอห์น 6:1-6
1 หลังจากนั้นพระเยซูก็เสด็จไปข้ามทะเลสาบกาลิลี คือทะเลทิเบเรียส 2คนเป็นอันมากได้ตามพระองค์ไป เพราะเขาเหล่านั้นได้เห็นหมายสำคัญที่พระองค์ได้ทรงกระทำต่อบรรดาคนป่วย3พระเยซูเสด็จขึ้นไปบนภูเขา และประทับกับเหล่าสาวกของพระองค์ 4ขณะนั้นใกล้จะถึงปัสกาซึ่งเป็นเทศกาลของพวกยิวแล้ว 5พระเยซูทรงเงยพระพักตร์ทอดพระเนตรเห็นคนเป็นอันมากพากันมาหาพระองค์ พระองค์จึงตรัสกับฟีลิปว่า “ทำอย่างไรเราจึงจะซื้ออาหารให้คนเหล่านี้กินได้” 6พระองค์ตรัสอย่างนั้นเพื่อจะลองใจฟีลิป เพราะพระองค์ทรงทราบแล้วว่า พระองค์จะทรงกระทำประการใด
ยอห์นกล่าวถึงสถานที่คือทะเลสาปกาลิลี ซึ่งเป็นทะเลเดียวกับ ทะเลทิเบเรียส เพราะกลุ่มคนที่ในบริเวณนั้นเป็นยิวที่มาจากหลากหลายท้องถิ่น ซึ่งต่างก็มาอยู่ในบริวเณเดียวกัน อันเนื่องจากเทศกาลปัสกา การกินขนมปังไร้เชื้อของพวกยิวที่ผู้ชายยิวต้องเดินทางมากรุงเยรูซาเล็มจากทั่วสารทิศ คนที่อยู่ใกล้ก็อาจเรียกทะเลสาปนี้อีกชื่อ คนที่อยู่ไกลก็อาจเรียกอีกชื่อ แต่ความจริงก็คือทะเลเดียวกัน ยอห์นบันทึกจากประสบการณ์ด้วยตัวเองว่า มีคนตามพระเยซูมากมาย ทำให้เราเห็นภาพสองภาพ ภาพหนึ่ง คือพระเยซูเคลื่อนที่ตลอดเวลา พระองค์ไม่อยู่กับที่ อีกภาพหนึ่งคือ มีคนที่รอคอยการปรากฏตัวของพระเยซูเพื่อขอความช่วยเหลือ สังเกตุจากบันทึกของยอห์นจะเกี่ยวข้องกับการเข้าเยรูซาเล็มของพระเยซูคริสต์ในแต่ละปี ก็จะมีคนมาหาพระองค์ นั่นแสดงว่าคนเริ่มรู้ว่า จะหาพระเยซูได้ที่ไหน เวลาไหน และเมื่อใกล้เทศกาลปัสกาของคนยิว พวกยิวที่ต้องมาเยรูซาเล็มเพราะประเพณี เขาจะฉวยโอกาสนี้ที่จะได้พบกับพระเยซูคริสต์ด้วย พร้อมกับพาคนเจ็บ คนป่วยมาหาพระเยซูเพื่อรับการรักษา บรรดาคนป่วยที่ได้พบกับพระเยซูและได้รับการรักษาให้หายมีจำนวนมากมาย ซึ่งเป็นหมายสำคัญที่คนที่เดินทางเข้ากรุงเยรูซาเล็มได้พบเห็น ดังนั้น คนก็จะพากันมามุงดู จึงเกิดเป็น“ยิวมุง” และคนที่ต้องการเห็นต้องการฟังคำสอนจากพระเยซูก็จะพากันแห่เข้ามา ยิ่งฝูงชนมาก ก็ยิ่งดึงดูผู้คนให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน จากพันเป็นหมื่น เมื่อผู้คนคาดหวังรับการช่วยเหลือมากขนาดนี้ พระเยซูคริสต์กับสาวกของพระองค์จึงต้องมีภารกิจที่หนักหน่วงในการปรนนิบัติคนเหล่านั้นตามความต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความเจ็บป่วย จำนวนความต้องการมากจนพระเยซูคริสต์กับสาวกไม่มีเวลาที่จะรับประทานอาหาร มาระโก 6:30-31
30 ฝ่ายอัครทูต(แปลว่า ผู้ที่ทรงใช้ไป) พากันมาหาพระเยซู และได้ทูลถึงบรรดาการซึ่งเขาได้กระทำ และได้สั่งสอน 31แล้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “ท่านทั้งหลายจงไปหาที่เปลี่ยวหยุดพักหายเหนื่อยสักหน่อยหนึ่ง” เพราะว่ามีคนไปมาเป็นอันมากจนไม่มีเวลาว่างจะรับประทานอาหารได้
หนังสือมาระโกบันทึกว่า พระเยซูคริสต์และสาวกปรนนิบัติผู้อื่นจนไม่มีเวลากินอาหาร แต่พระองค์ก็ไม่ละเลยทีมสาวกของพระองค์ที่ต้องมีวาระการพัก วาระการรับกำลัง พระองค์สังเกตุว่าสาวกไม่ได้รับประทานอาหารเลย และรับใช้โดยไม่หยุด พระองค์จึงแนะให้สาวกต้องพัก และการพักของสาวกคือการหาที่สงบๆ ปราศจากผู้คน ดังนั้นการขึ้นภูเขาน่าจะทำให้ได้พักกับสาวกของพระองค์และได้รับประทานอาหารร่วมกับสาวก แต่...ความจำเป็นและต้องการความช่วยเหลือในคนไม่มีวันหยุด ยอห์นบันทึกว่า พระเยซูคริสต์ทรงเงยพระพักตร์และมองเห็นคนเป็นพันกำลังตามพระองค์มา นี่ไม่ใช่การลองใจพระเยซู แต่เป็นการลองใจสาวกว่า เขาจะรับมือกับฝูงชนนับหมื่นอีกครั้งในวาระการพักผ่อนและวาระที่เริ่มรู้สึกหิวได้อย่างไร ถ้าเป็นเรา เราคงจะแขวนป้ายว่า หมดเวลาทำงานแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ ความจริงสาวกของพระเยซูคริสต์ก็แนะนำพระเยซูคริสต์ให้ทำอย่างนั้น เราจะพบบันทึกในลูกา 9:12
12ครั้นกำลังจะเย็นแล้ว สาวกสิบสองคนมาทูลพระองค์ว่า “ขอให้ประชาชนไปตามบ้านไร่บ้านนาที่อยู่แถบนี้ หาที่พักนอนและหาอาหารรับประทานเพราะที่เราอยู่นี้เป็นที่เปลี่ยว”
มาระโก 6:35-36 35เมื่อเวลาล่วงไปเกือบจะค่ำแล้ว พวกสาวกมาทูลพระองค์ว่า “ที่นี่กันดารอาหารนัก และบัดนี้เวลาก็เย็นลงมากแล้ว 36ขอพระองค์ทรงให้ประชาชนไปเสียเถิด เพื่อเขาจะได้ไปซื้ออาหารรับประทานตามบ้านไร่ บ้านนาที่อยู่แถบนี้”
มัทธิว 14:15 15ครั้นเวลาเย็นแล้วพวกสาวกมาทูลพระองค์ว่า “ที่นี่กันดารอาหารนัก และบัดนี้ก็เย็นลงมากแล้ว ขอพระองค์ทรงให้ประชาชนไปเสียเถิด เพื่อเขาจะได้ไปซื้ออาหารรับประทานตามหมู่บ้าน”
สาวกแนะนำให้พระเยซูคริสต์บอกกับประชาชนว่า หมดเวลาแล้ว จงช่วยตัวเอง ต่างคนต่างไป มีบ้านของตัวเองก็กลับไป ไม่มีก็ไปขออาศัยคนอื่นไป ไปหาซื้ออาหารตามที่จะหาได้ เราคิดว่า คำแนะนำของสาวกนั้นทำได้หรือไม่
เวลาวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ ข้าพเจ้าชอบอยู่บ้าน ไม่ชอบเที่ยว เพราะต้องไปแย่งกันกิน แย่งกันซื้อ และก็หน้าแห้ง เพราะว่า ไม่มีให้กิน ไม่มีให้ซื้อ นี่คือสภาพที่พบเห็นกันทุกปี ขนาดนี่คือยุคที่มีเซเว่นอีเลเว่นทุกตรอกซอกซอย ในสมัยพระเยซูไม่มีร้านอาหารสะดวกซื้อ ไม่มีภัตตาคาร หรือแม็กโครที่จะวิ่งเข้าไปพร้อมกับเงินแล้วได้อาหารสำเร็จรูปจำนวนมากๆ คำแนะนำของสาวกสิบสองคน รวมยอห์นด้วย อาจสื่อความหมายกับพระเยซูเรื่องคำสั่งของพระองค์ว่าให้สาวกพักและรับประทานอาหาร เขาพร้อมทำตามคำแนะนำของพระเยซูแล้ว และพระเยซูก็ควรพร้อมทำตามที่พระองค์เสนอกับเขาด้วย คือ เราทั้งหมดจะกินอาหารและพักกันแล้ว หมดเวลาปรนนิบัติคนอื่น คนที่ไม่เกี่ยวห้ามยุ่ง แต่ยอห์นบันทึกอิริยาบถของพระเยซูว่า 5พระเยซูทรงเงยพระพักตร์ทอดพระเนตรเห็นคนเป็นอันมากพากันมาหาพระองค์ พระองค์จึงตรัสกับฟีลิปว่า “ทำอย่างไรเราจึงจะซื้ออาหารให้คนเหล่านี้กินได้” ยอห์นบันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างคนที่เข้าใจ รู้ใจพระอาจารย์ว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ในสายพระเนตรของพระเยซูคริสต์จะไม่ถูกทอดทิ้งหรือถูกปฏิเสธเลยสักคนเดียว พี่น้องที่รัก ชีวิตของเราที่นั่งอยู่ที่นี่ในวันนี้ ไม่มีสักคนเดียวที่พระเยซูคริสต์จะปฏิเสธ พระองค์ทรงเงยพระพักตร์และมองเห็นเรามาที่นี่ พระองค์ไม่เพิกเฉย เรามีตัวตนสำหรับพระองค์ เราสำคัญสำหรับพระองค์ และพระองค์เอาใจใส่ต่อเราแต่ละคน พระองค์ไม่ไล่เรากลับ และพระองค์จะไม่ยอมให้เรากลับไปมือเปล่า ท้องว่าง หรือแบกความทุกข์ใจกลับไป พระองค์ต้องการให้เราอิ่ม ทั้งอิ่มท้องและอิ่มใจด้วย พระเยซูตรัสกับฟีลิปว่า “ทำอย่างไรเราจึงจะซื้ออาหารให้คนเหล่านี้กินได้” พระเยซูกำลังทบทวนความทรงจำของฟิลิปที่มีประสบการณ์ที่หมู่บ้านคานา เมื่อเหล้าองุ่นหมด ไม่มีที่จะรับแขกในงานแต่งงาน พระองค์ทรงทำให้น้ำธรรมดากลายเป็นน้ำองุ่น และที่นี่ ที่ที่กันดาร ที่เปลี่ยว ไม่มีบ้านคน ไม่มีโรงครัว ไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีส่วนผสมของอาหาร และไม่มีเงินพอ ที่ไหนถึงจะมีอาหารให้คนจำนวนมากเกือบหมื่นคนได้กินพร้อมกัน ฟิลิปถูกลองใจให้ตอบสนองเหตุการณ์นี้อย่างสาวกของใคร แน่นอน มิใช่สาวกของมนุษย์ธรรมดาๆ แต่เป็นสาวกของพระเจ้าผู้เปลี่ยนน้ำเย็นเป็นน้ำองุ่นมาแล้ว วันนี้พระเยซูคริสต์เจ้าต้องการทำให้เราเป็นสาวกของพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้า จงอ่านใจของพระเยซูคริสต์ในสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญ ว่า การทดลองใจนี้เพื่อให้เราเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ใช่ไหม พระองค์กำลังทำกับฟิลิปเพื่อให้ฟิลิปรู้ว่า ฟิลิปกำลังเป็นสาวกของพระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยโลก พระบุตรของพระเจ้าที่ต้องรู้ใจพระอาจารย์ แต่น่าเสียดายที่ฟิลิปลืมเหตุการณ์ในหมู่บ้านคานาจนหมดสิ้น อะไรทำให้ฟิลิปลืม......
2. เงินไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง ยอห์น 6:7
7ฟีลิปทูลตอบพระองค์ว่า “สองร้อยเหรียญเดนาริอัน(หนึ่งเหรียญเดนาริอัน เป็นเงินค่าจ้างคนงานให้ทำงานวันหนึ่ง) ก็ไม่พอซื้ออาหารให้เขากินกันคนละเล็กละน้อย”
พระเยซูทรงลองใจฟิลิปเพื่อให้สาวกคนอื่นๆก็ถูกลองใจด้วย แต่บางคนอาจเงียบ และเป็นเรื่องแปลกที่คนไม่ค่อยเงียบอย่างเปโตรยังเงียบ บางทีเรื่องเงินก็ทำให้คนมากมายเงียบไม่กล้าพูดถึงการแก้ปัญหา ที่ฟิลิปต้องพูดเพราะฟิลิปต้องตอบคำถามของพระเยซู เป็นเรื่องเงินสองร้อยเดนาริอัน (เทียบกับค่าแรงคนทำงานสองร้อยวัน ปัจจุบันค่าแรงงานประมาณ 200 บาท) ฟิลิปกำลังบอกว่า ต่อให้มีเงิน 40,000 บาทก็เลี้ยงคนในเวลานั้นไม่พอ ได้แต่เศษอาหาร หรือสำนวนแบบคนไทยเราก็คือ ไม่พอยาไส้ ไปยั่วพยาธิในกระเพาะเปล่าๆ นี่คือการประมาณจำนวนคนที่มากตามสายตาคู่กับการประมาณค่าใช้จ่ายต่อหัว พระเยซูคริสต์ทรงเริ่มต้นคำถาม ให้สาวกมองปัญหาที่อยู่ตรงหน้า ว่าจะมีทางแก้ที่ปัจจุบันทันด่วนได้อย่างไร แปลตามตัวอักษรก็คือ จะหาแหล่งอาหารสำหรับคนมากกว่าห้าพันคนที่เป็นชายฉกรรต์ทั้งหมดนี้ได้จากที่ไหน คำถามของพระเยซูคริสต์กำลังอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงว่า ต่อให้มีเงิน ก็ไม่มีมนุษย์หน้าไหนสามารถเนรมิตอาหารมาให้คนมากกว่าห้าพันคนในเวลาที่คนกำลังหิวอยู่ ณ เวลานี้ พระเยซูไม่ได้กังวลเรื่องเงิน แต่ฟิลิปเข้าใจผิดคิดว่า ความต้องการของคนเวลานั้นคือ เรื่องเงิน ความจริงความต้องการของคนคือเรื่องปากท้อง และเวลาคือเงื่อนไขว่าจะทันต่อความหิวได้อย่างไร บางครั้งคนเรามักแปลความหิว หรือความต้องการพื้นฐานของ คน หรือความต้องการพื้นฐานทุกอย่างแม้กระทั่งความรัก ไปที่จำนวนเงินอันดับแรก คุยอะไรไป ก็ไปลงเรื่องเงิน ทำให้เราหลงประเด็น และหาทางแก้ไขแบบผิดทิศทาง ไม่ตรงกับความต้องการ ไม่ทันการ และบางทีก็ทำให้เสียเวลากับการทะเลาะกันเรื่องเงิน
ข้าพเจ้าเคยไปรับประทานอาหารริมถนน มีเด็กมาขอเงิน บอกว่า หิวข้าว ข้าพเจ้าบอกเขาว่า นั่งโต๊ะ เดี๋ยวสั่งข้าวให้กินตอนนี้เลย เด็กไม่เอา ร้องแต่จะเอาเงินอย่างเดียว มันแปลว่าอะไร
พ่อแม่บางคนไม่เข้าใจถึงความต้องการของลูก และมักให้เงินกับทุกการเรียกร้อง เจอหน้าลูกก็ควักเงินให้ลูก หรือไม่ก็ให้เงินแทนการใช้เวลากับลูก ให้เงินเพื่อแสดงออกถึงความรัก และนี่คือการสอนของพ่อแม่รุ่นใหม่ ทำให้เด็กรุ่นใหม่ใช้เงินเป็นตัวตัดสินทุกอย่าง ทุกวันนี้ สังคมของเรากำลังแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยเงิน แต่ไม่ตรงกับความต้องการของมนุษย์ที่กำลังหิว กำลังกระหาย กำลังโอดครวญขอการเยียวยา
พระเยซูคริสต์ทรงช่วยตรงตามความต้องการของคน แม้คนๆนั้นจะแปลความต้องการของตัวเองแบบผิดๆ ตามค่านิยม ตามความเคยชิน หรือข้อมูลที่ตัวเองได้รับอย่างผิดเพี้ยน แต่พระเยซูคริสต์ไม่เคยแปลความต้องการของเราผิดเลยสักครั้ง เพราะพระองค์ทรงรู้ว่า อะไรอยู่ในมนุษย์
ยอห์น 2:25 25เพราะพระองค์ทรงรู้จักมวลมนุษย์....ด้วยพระองค์เองทรงทราบว่าอะไรมีอยู่ในมนุษย์
และพระเยซูคริสต์ทรงรู้ว่า พระองค์มีอะไรที่จะมอบให้กับมนุษย์ ทำเพื่อมนุษย์
เยเรมีย์ 29:11 11พระเจ้าตรัสว่า เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่เจ้า มนุษย์ต้องการสวัสดิภาพ ซึ่งเงินซื้อให้ไม่ได้ น้ำพระทัยพระเจ้าต้องการจะให้มนุษย์ทุกคนได้รับการเติมเต็มอิ่ม มิใช่ครึ่งๆกลางๆ นี่คือเหตุผลที่พระเจ้านำอิสราเอลออกจากอียิปต์ และนำเราทั้งหลายออกจากความเป็นทาสของสิ่งที่ผูกมัดและกดดันชีวิตของเราทั้งหลายอยู่
สดุดี 81:10 10เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ผู้ได้พาเจ้าออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ อ้าปากของเจ้าให้กว้างเถิด เราจะป้อนเจ้าให้อิ่ม
ดังนั้น คริสเตียนที่จะชนะการทดลองใจ ต้องไม่หลงไปค่านิยมของโลกนี้ที่ให้เงินเป็นคำตอบสำหรับทุกอย่าง แต่ที่นี่เราได้พบว่า แม้มีเงินก็ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าได้
3. ไม่ถูกจำกัดด้วยสิ่งที่มีอย่างจำกัด ยอห์น6:8-11
8สาวกคนหนึ่งของพระองค์ คืออันดรูว์น้องชายของซีโมนเปโตรทูลพระองค์ว่า 9“ที่นี่มีเด็กคนหนึ่งมีขนมบารลีห้าก้อนกับปลาสองตัว แต่เท่านั้นจะพออะไรกับคนมากอย่างนี้” 10พระเยซูตรัสว่า “ให้คนทั้งปวงนั่งลงเถิด” ที่นั่นมีหญ้ามาก คนเหล่านั้นจึงนั่งลง นับแต่ผู้ชายได้ประมาณห้าพันคน 11แล้วพระเยซูก็ทรงหยิบขนมปังนั้น เมื่อโมทนาพระคุณแล้ว ก็ทรงแจกแก่บรรดาคนที่นั่งอยู่นั้น และให้ปลาด้วยตามที่เขาปรารถนา
แอนดรูว์ผู้ไม่ถูกถาม แต่อยากตอบ แอนดรูว์ตอบว่า มีเด็กคนหนึ่งมีขนมปังห้าก้อน กับปลาสองตัว บันทึกในยอห์นเป็นที่เดียวที่บันทึกว่า ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนี้มาจากเด็ก คำว่า เด็ก น่าจะเป็นเด็กที่มีหน้าที่ถือเสบียงให้กับทีมสาวก แต่ในบันทึกของพระกิตติคุณอีกสามเล่มบันทึกดังนี้ มัทธิว 14:17
พวกสาวกจึงทูลพระองค์ว่า “ที่นี่พวกข้าพระองค์มีแต่ขนมปังเพียงห้าก้อนกับปลาสองตัวเท่านั้น”
มาระโก 6:38 “แต่พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “พวกท่านมีขนมปังอยู่กี่ก้อน ไปดูซิ” เมื่อรู้แล้วเขาจึงทูลว่า “มีขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว”
ลูกา 9:13 “แต่พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “พวกท่านจงเลี้ยงเขาเถิด เขาทูลว่า “เราไม่มีอะไรมาก มีแต่ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว เว้นเสียแต่เราจะไปซื้ออาหารสำหรับคนทั้งปวงนี้”
น่าจะสรุปได้ว่า ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนี้ คือ เสบียงของพระเยซูกับสาวกสิบสองคน ความหมายก็คือ ขนาดพระเยซูคริสต์กับทีมก็ยังมีอาหารไม่พอกิน และ ขนมปังทำจากข้าวบารลี ซึ่งเป็นขนมปังราคาถูกกว่าขนมปังสาลีสามเท่า บ่งบอกถึงความยากจนของพระเยซูกับสาวกขณะทำพันธกิจกับคนนับหมื่น การพูดถึงเงินที่ไปซื้อสองร้อยเดนาริอันของฟิลิป เป็นการพูดประมาณการแบบไม่มีเงิน พระเยซูทรงทดลองใจสาวกทั้งหมดที่อยู่กับพระองค์ ไม่เพียงแต่ลองใจด้วยคำพูด แต่พระองค์ยังสั่งให้สาวกไปทำการจัดให้คนเหล่านั้นนั่งลงเป็นกลุ่มๆ พระองค์เห็นว่าที่นั่นมีหญ้าเพื่อสำหรับนั่งได้ พระองค์จึงสั่งให้นั่ง เราลองจินตนาการว่า คงจะมีคนถามสาวกที่ออกไปทำตามคำสั่งของพระเยซูว่า นั่งลงทำอะไร สาวกจะตอบว่าอย่างไรที่ไม่เข้าตัว เราคิดว่า สาวกจะตอบคนเหล่านั้นอย่างไร คนที่มากันเกือบหมื่น จะทำตามสาวกด้วยแรงจูงใจอะไรก็ตาม แต่สาวกทำให้คนเหล่านั้น นั่งลงด้วยอากัปกิริยาที่บันทึกใน ลูกา 9:14-15
14เพราะว่าคนเหล่านั้นนับแต่ผู้ชายประมาณห้าพันคน พระองค์จึงสั่งเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “จงให้คนทั้งปวงนั่งลงเป็นหมู่ๆ ราวหมู่ละห้าสิบคน” 15เขาจึงกระทำตาม คือให้คนทั้งปวงเอนกายลง
เป็นอากัปกิริยาเดียวกับที่ยอห์นเอนกายที่พระทรวงของพระเยซู ยอห์น 21:20 “...สาวกคนนั้นคือคนที่เอนตัวลงที่พระทรวงของพระองค์ เมื่อรับประทานอาหารอยู่นั้น....”
เป็นคำเดียวกันที่ใช้บรรยายถึงลักษณะของคนที่กำลังนั่งที่โต๊ะอาหารเพื่อรับประทานอาหาร พระเยซูคริสต์และสาวกกำลังทำพันธบริการโดย ทำให้ที่เปลี่ยวที่นั่นกลายเป็นห้องอาหารขนาดใหญ่ และพระองค์ทรงเอาขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวแจกแก่คนที่นั่ง และให้ปลาตามใจปรารถนา เราจะเห็นพระเยซูคริสต์แจกขนมปังและปลาอย่างไม่จำกัด ให้คนกินพอใจกับทั้งขนมปังและปลา พระเยซูไม่ได้ประหยัดสิ่งที่ทำให้คนอร่อย พระองค์ไม่ประหยัดสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย พระองค์ประทานปลาตามใจปรารถนา ปลาทำให้อาหารมีรสชาด ทำให้อิ่มอย่างมีความสุข อร่อย และได้รับความพอใจกันทุกคน พระเยซูคริสต์ให้อาหารแก่คนทุกคนโดยไม่ได้ดูว่า คนนั้นสมควรได้รับหรือไม่ได้รับ เรื่องปากท้อง ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของความดีหรือความชอบธรรมใครมีมากกว่าใครที่จะทำให้บางคนอิ่มมากกว่า ได้รับมากกว่าคนอื่น ชีวิตสาวกที่อยู่กับพระเยซูคริสต์ ทำพันธกิจร่วมกับพระองค์ จะได้เห็นอะไรดีๆ มหัศจรรย์ และได้มีประสบการณ์ร่วมกับพระองค์ โดยไม่ยอมให้สิ่งที่มีจำกัดจำกัดเจตนารมย์ของพระเจ้า
4. ให้คนอื่นได้ก่อนตัวเองได้ทีหลัง ยอห์น 6:12-13
12เมื่อเขาทั้งหลายกินอิ่มแล้วพระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “จงเก็บเศษอาหารที่เหลือไว้ อย่าให้มีสิ่งใดตกหล่น” 13เขาจึงเก็บเศษขนมบารลีห้าก้อนซึ่งเหลือจากที่คนทั้งหลายได้กินแล้วนั้นใส่กระบุงได้สิบสองกระบุงเต็ม
เป็นธรรมเนียมของคนยิวที่จะจะต้องเผื่อสิ่งที่กินสำหรับคนที่กระทำบริการด้วย แต่ในที่นี้ พระเยซูคริสต์ทรงประทานอาหารให้กับคนทั้งหลายจนอิ่ม คือ ให้คนที่กินอยู่นั้น ไม่ต้องรู้สึกว่า จะกินก็ต้องเผื่อคนที่ยังไม่ได้กิน หรือกินทีหลังว่าจะมีพอหรือไม่ นี่คือมารยาทของคนที่รู้ว่า อาหารไม่พอ ต้องไม่กินเต็มที่ เวลาเราไปกินอาหารโต๊ะจีน มารยาทนี้ก็เหมือนกัน ไม่ใช่เราจะตักสำหรับตัวเองอิ่มคนเดียว ปล่อยให้คนที่เหลือไม่ได้กินอาหารในจานนั้นๆ เช่นเดียวกัน ยิวก็มีมารยาทสังคมนี้ด้วย ในกรณีที่อาหารไม่พอ แต่ที่นี่ เราจะเห็นว่า พระเยซูคริสต์ทรงทำให้อาหารมีเพียงพอ ที่คนที่กำลังกินอยู่ไม่ต้องกังวลถึงคนที่จะมากินทีหลัง ความหมายก็คือ พระเยซูคริสต์ทรงใจกว้างอย่างที่สุด การเติมความต้องการแก่มนุษย์ของพระเยซูไม่ใช่ขยักไว้ให้รู้สึกว่า ต้องขอเติมอีก ถ้าเรารับจากพระหัตถ์ของพระองค์จริงๆ เราจะรู้สึกพอใจ และเต็มอิ่ม ไม่รู้สึกขาด ในเวลาเดียวกัน อาหารที่แจกอย่างไม่อั้น ก็ยังเหลือแก่สาวกถึงสิบสองกระบุง เมื่อสาวกทำตามที่พระเยซูคริสต์สั่งคือ อย่าให้ตกหล่นสักชิ้น แล้วสาวกจะเห็นว่า มีเหลือกินเหลือใช้
นี่เป็นประโยคที่สำคัญสำหรับเราทั้งหลายในยุคนี้ โดยปกติ ถ้าเราเก็บไม่ให้ตกหล่นเพื่อตนเอง คนอื่นอด แต่สาวกของพระเยซูคริสต์ คนอื่นไม่อด และยังมีสิ่งที่เก็บโดยไม่ให้ตกหล่นหลังจากนั้น มีเต็มล้นกระบุง วันนี้ ถ้าเราอยากมีเต็มล้นกระบุง จงอย่าตระหนี่ขี้เหนียวเก็บจนไม่มีเล็ดออกมาให้กับคนจนเลย จงเอาที่มีจำกัดออกมาไว้ในมือของพระเยซูคริสต์ แล้วพระองค์จะทำให้สิ่งนั้นผ่านมือเราอีกครั้งจนเราจะแปลกใจว่า มันกลับมาอย่างเหลือล้นจริงๆ การกระทำพันธบริการของพระเยซูคริสต์กับสาวก บันทึกในยอห์นไม่ได้บอกว่า พระเยซูและทีมได้รับประทานอาหารตอนไหน แน่นอน หลังคนอื่นเพื่อน จากขนมปังห้าก้อนปลาสองตัวสำหรับคนสิบสามคน ไม่พออยู่แล้ว แต่การกระทำพันธบริการให้กับคนอื่นก่อนตัวเอง ได้นำผลกลับมาว่าที่ตัวเองก็อิ่มด้วย แม้จะต้องสละปลาไปหมด แต่ก็มีกินมื้อต่อไป กรณีตัวอย่างของหญิงม่ายกับเอลียาห์ 1 พงศ์กษัตริย์ 17:1;7-16 1ฝ่ายเอลียาห์ชาวทิชบีผู้ซึ่งตั้งอาศัยอยู่ในกิเลอาด ได้ทูลอาหับว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ผู้ซึ่งข้าพระบาทปฏิบัติทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด จะไม่มีน้ำค้างหรือฝนในปีเหล่านี้ นอกจากตามคำของข้าพระบาท”.... 7และต่อมาภายหลังลำธารก็แห้ง เพราะไม่มีฝนในแผ่นดิน 8และพระวจนะของพระเจ้ามายังท่านว่า 9“ลุกขึ้นไปยังเมืองศาเรฟัทเถิด ซึ่งขึ้นแก่เมืองไซดอน และอาศัยอยู่ที่นั่น ดูเถิด เราได้บัญชาหญิงม่ายคนหนึ่งที่นั่นให้เลี้ยงเจ้า” 10ท่านจึงลุกขึ้นไปยังเมืองศาเรฟัท และเมื่อมาถึงประตูเมือง ดูเถิด หญิงม่ายคนหนึ่งที่นั่นกำลังเก็บฟืน ท่านจึงเรียกนางว่า “ขอน้ำเล็กน้อยใส่ภาชนะมาให้ฉัน เพื่อฉันจะได้ดื่มน้ำ” 11และขณะเมื่อนางจะไปเอาน้ำมา ท่านก็เรียกนางแล้วบอกว่า “ขอนำอาหารใส่มือมาให้ฉันสักหน่อยหนึ่ง” 12และนางตอบว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด ดิฉันไม่มีอะไรที่ปิ้งเสร็จ มีแต่แป้งสักกำมือหนึ่งในหม้อ และน้ำมันเล็กน้อยที่ในไห บัดนี้ดิฉันกำลังเก็บฟืนเล็กน้อย เพื่อจะเข้าไปทำสำหรับตัวดิฉัน และบุตรชายของดิฉัน เพื่อเราจะได้กินแล้วก็จะตาย” 13และเอลียาห์บอกนางว่า “อย่ากลัวเลย จงไปทำตามที่เจ้าพูด แต่จงทำขนมก้อนเล็กให้ฉันก่อน แล้วเอามาให้ฉัน ภายหลังจึงทำสำหรับตัวเจ้าและบุตรของเจ้า 14เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า 'แป้งในหม้อนั้นจะไม่หมด และน้ำมันในไหนั้นจะไม่ขาด จนกว่าจะถึงวันที่พระเจ้าทรงส่งฝนลงมายังพื้นดิน' ” 15นางก็ไปกระทำตามคำของเอลียาห์ นาง ตัวท่านและครอบครัวของนางก็รับประทานอยู่หลายวัน 16แป้งในหม้อก็ไม่หมด น้ำมันในไหก็ไม่ขาด ตามพระวจนะของพระเจ้าซึ่งตรัสทางเอลียาห์
หญิงม่ายไม่รู้ว่า คำบัญชาของพระเจ้าสำหรับเธอคือการเลี้ยงเอลียาห์ผู้รับใช้ เพียงแต่เธอเชื่อฟัง ก็คือการรับคำบัญชาจากพระเจ้า เราจะเห็นประโยคที่ว่า รับภายหลัง คือบริการคนอื่นก่อน เอลียาห์บอกกับหญิงม่ายให้แบ่งอาหารมื้อสุดท้ายที่ไม่พอประทังชีวิตให้กับคนอื่นก่อน และส่วนที่เหลือจึงทำทีหลังสำหรับตัว แล้วแป้งในหม้อ กับน้ำมันในไหของนางไม่ขาดตลอดที่แผ่นดินแห้งแล้งกันดารอาหาร จนกว่าจะถึงวันที่พระเจ้าจะส่งฝนลงมายังพื้นดิน นั่นหมายความว่า จนกว่าคนทั้งแผ่นดินจะกลับสู่สภาวะปกติ นั่นหมายความว่า ในยามที่ไม่ปกติ ที่คนทั้งแผ่นดินกำลังเดือดร้อน แต่คนของพระเจ้าที่ปฏิบัติตามพระบัญชาของพระเจ้า เหมือนกับสาวกที่ปฏิบัติตามพระเยซูคริสต์เจ้าให้คนอื่นก่อนตัวเองได้ทีหลัง จะมีกินมีใช้ในยามที่คนทั้งแผ่นดินกำลังขาดแคลน อาเมน
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|