Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2552

 

 

หัวข้อ “เมื่อเราพบกับพระเยซูคริสต์"

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

ยอห์น 5:1-18
1หลังจากนั้นก็ถึงเทศกาลของพวกยิว   และพระเยซูก็เสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม  2ในกรุงเยรูซาเล็มที่ริมประตูแกะมีสระอยู่สระหนึ่ง   ภาษาฮีบรูเรียกสระนั้นว่า   เบธซาธา   เป็นที่ซึ่งมีศาลาห้าหลัง 3ในศาลาเหล่านั้นมีคนป่วยเป็นอันมาก  คนตาบอด  คนง่อย   และคนเป็นอัมพาตนอนอยู่(สำเนาโบราณบางฉบับเพิ่มว่า   คอยน้ำกระเพื่อม   )  4ด้วยมีทูตสวรรค์องค์หนึ่งของพระเจ้า   ลงมากวนน้ำในสระเป็นครั้งคราว   และเมื่อน้ำกระเพื่อมนั้น   ผู้ใดก้าวลงไปในน้ำก่อน   ก็จะหายจากโรคที่เขาเป็นอยู่นั้น 5ที่นั่นมีชายคนหนึ่งป่วยมาสามสิบแปดปีแล้ว 6เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรคนนั้น   และทรงทราบว่าเขาป่วยอยู่อย่างนั้นนานแล้ว   พระองค์ตรัสกับเขาว่า   “เจ้าปรารถนาจะหายโรคหรือ” 7คนป่วยนั้นทูลตอบพระองค์ว่า   “ท่านเจ้าข้าเมื่อน้ำกำลังกระเพื่อมนั้น   ไม่มีผู้ใดที่จะเอาตัวข้าพเจ้าลงไปในสระ   และเมื่อข้าพเจ้ากำลังไปคนอื่นก็ลงไปก่อนแล้ว” 8พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “จงลุกขึ้นยกแคร่ของเจ้าเดินไปเถิด” 9ในทันใดนั้นคนนั้นก็หายโรค   และเขาก็ยกแคร่ของเขาเดินไป วันนั้นเป็นวันสะบาโต 10ดังนั้นพวกยิวจึงพูดกับชายที่หายโรคนั้นว่า   “วันนี้เป็นวันสะบาโต   ที่เจ้าแบกแคร่ไปนั้นก็ผิดธรรมบัญญัติ” 11คนนั้นจึงตอบเขาเหล่านั้นว่า   “ท่านที่รักษาข้าพเจ้าให้หายโรค   ได้สั่งข้าพเจ้าว่า   'จงยกแคร่ของเจ้าแบก   เดินไปเถิด' ” 12เขาเหล่านั้นถามคนนั้นว่า   “คนที่สั่งเจ้าว่า   'จงยกแคร่ของเจ้าแบก   เดินไปเถิด'   นั้นเป็นผู้ใด” 13คนที่ได้รับการรักษาให้หายโรคนั้นไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด   เพราะพระเยซูเสด็จหลบไปแล้ว   เนื่องจากขณะนั้นมีคนอยู่ที่นั่นเป็นอันมาก 14ภายหลัง   พระเยซูได้ทรงพบคนนั้นในบริเวณพระวิหารและตรัสกับเขาว่า   “นี่แน่ะ   เจ้าหายโรคแล้ว   อย่าทำบาปอีก   มิฉะนั้นเหตุร้ายกว่านั้นจะเกิดกับเจ้า” 15ชายคนนั้นก็ได้ออกไปบอกพวกยิวว่า   ท่านที่ได้รักษาเขาให้หายโรคนั้น   คือพระเยซู 16เหตุฉะนั้นพวกยิวจึงข่มเหงพระเยซู   เพราะพระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นในวันสะบาโต 17แต่พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “พระบิดาของเรายังทรงทำอยู่เรื่อยๆ   และเราก็ทำด้วย” 18เหตุฉะนั้นพวกยิวยิ่งแสวงโอกาสที่จะฆ่าพระองค์   มิใช่เพราะพระองค์ล่วงกฎวันสะบาโตเท่านั้น   แต่ยังได้เรียกพระเจ้าว่าเป็นบิดาของตนด้วย   ซึ่งเป็นการกระทำตนเสมอกับพระเจ้า
ยอห์นได้บันทึกถึงเทศกาลของคนยิวอีกครั้งที่พระเยซูคริสต์เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นกฏของคนยิวที่เป็นผู้ชายต้องเข้ากรุงเยรูซาเล็มในแต่ละปี เฉลยธรรมบัญญัติ 16:16 16“บรรดาผู้ชายทั้งสิ้นจะต้องเข้า มาเฝ้าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านปีละสามครั้ง   ณ สถานที่ซึ่งพระองค์ทรงเลือกไว้   คือ   ณ เทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ   เทศกาลสัปดาห์  และเทศกาลอยู่เพิง   อย่าให้เขาไปเฝ้าพระเจ้ามือเปล่าๆ
เลวีนิติ 32:1-3 1 พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า 2“จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า   เทศกาลเลี้ยงตามกำหนดแด่พระเจ้า   ซึ่งเจ้าจะต้องประกาศว่าเป็นการประชุมบริสุทธิ์   คือเทศกาลเลี้ยงตามกำหนดของเรานั้นมีดังนี้ 3จงทำการงานในหกวัน   แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตแห่งการหยุดพักสงบ   เป็นวันประชุมบริสุทธิ์   เจ้าอย่าทำการงานใดๆ      เป็นสะบาโตแด่พระเจ้า   ตามที่อยู่ทั่วไปของเจ้า  
จากยอห์น 5:1,9  มีสองกฏข้อห้ามในวันเดียวกัน คือวันสะบาโต และวันเทศกาล  ข้อห้ามในวันสะบาโตคือ
เยเรมีย์ 17:2121พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า   จงระวังเพื่อเห็นแก่ชีวิตของเจ้าทั้งหลาย   อย่าได้หาบหามอะไรในวันสะบาโต   หรือนำของนั้นเข้าทางบรรดาประตู เยรูซาเล็ม
เนหมีย์ 13:15 15ครั้งนั้นในยูดาห์   ข้าพเจ้าเห็นคนย่ำเหล้าองุ่นใน วันสะบาโต   และนำฟ่อนข้าวเข้ามาบรรทุกหลังลา   ทั้งเหล้าองุ่น   ผลองุ่น  มะเดื่อ  และภาระทุกอย่าง   ซึ่งเขานำมายังเยรูซาเล็มในวันสะบาโต   ข้าพเจ้าได้ตักเตือนเขาในวันที่เขาทั้งหลายขายอาหาร
อพยพ 20:8-10 8“จงระลึกถึงวันสะบาโต(คือ   วันหยุดพัก  (งาน))    ถือเป็นวันบริสุทธิ์ 9จงทำการงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน 10แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตของพระเจ้าของเจ้า   ในวันนั้นอย่ากระทำการงาน ใดๆไม่ว่าเจ้าเอง   หรือบุตรชายบุตรหญิงของเจ้า   หรือทาสทาสีของเจ้า   หรือสัตว์ใช้งานของเจ้า   หรือแขกที่อาศัยอยู่ในประตูเมืองของเจ้า
ส่วนข้อบังคับในวันเทศกาลคือ ผู้ชายทุกคนต้องเข้ามาในกรุงเยรูซาเล็ม เราคิดดูว่า จะมีสภาพอะไรเกิดขึ้นในข้อบังคับและข้อห้ามเหล่านี้ที่ไม่ใช่คนยิวทุกคนจะปฏิบัติได้ แต่ก็ต้องปฏิบัติ ซึ่งในหนังสือยอห์นตอนนี้ ในวันเทศกาลที่ผู้ชายยิวทุกคนต้องมารวมตัวกันที่นี่ แต่มีสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นที่รวมตัวกันของผู้ชายที่ป่วยยอห์น 5:2   2ในกรุงเยรูซาเล็มที่ริมประตูแกะมีสระอยู่สระหนึ่ง   ภาษาฮีบรูเรียกสระนั้นว่า   เบธซาธา   เป็นที่ซึ่งมีศาลาห้าหลัง 3ในศาลาเหล่านั้นมีคนป่วยเป็นอันมาก  คนตาบอด  คนง่อย   และคนเป็นอัมพาตนอนอยู่(สำเนาโบราณบางฉบับเพิ่มว่า   คอยน้ำกระเพื่อม   )  
ยอห์นบรรยายว่า ในสถานที่แห่งนั้น มีศาลาอยู่ห้าหลัง (ซึ่งเป็นที่หลบแดดหลบฝน) สภาพของศาลาต้องรองรับคนป่วย ที่นอนบ้าง นั่งบ้าง อยู่เต็ม ศาลานี้ตั้งอยู่ใกล้บ่อน้ำที่ชื่อทางฮีบรู คือ เบธซาดา แปลว่า บ้านแห่งความเมตตา ซึ่งมีความหมายตามที่คนยิวตั้งคือ เป็นที่ที่พระเมตตาของพระเจ้ามาถึงมนุษย์ในด้านของการเยียวยารักษาให้มนุษย์หายโรคภัยไข้เจ็บ เพราะความเจ็บป่วยของมนุษย์นั้นเป็นความทุกข์ทรมาน ทั้งร่างกายและจิตใจ ความเจ็บป่วยของร่างกายทำให้จิตใจป่วยไปด้วย สุภาษิต 17:22 22ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี  แต่จิตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง  
สภาพของคนป่วยที่มีความหวัง ก็จะมีจิตใจที่ชื่นบาน แต่สภาพของคนป่วยที่สิ้นหวัง จะมีอะไรทำให้เขาชื่นบาน แน่นอนไม่มี และซ้ำร้าย ยิ่งเป็นการบั่นทอนจิตใจ เมื่อเห็นการเปรียบเทียบระหว่าตัวเองกับคนอื่น ในบรรยากาศของศาลาห้าหลังที่ริมสระเบธซาดา เป็นบรรยากาศอย่างนี้
ผู้ชายทุกคนต้องมาที่เยรูซาเล็ม เพื่อไปยังวิหาร สระเบธซาดาเป็นสถานที่ที่อยู่ใกล้พระวิหาร เพราะตั้งอยู่ทางด้านประตูที่เรียกว่า ประตูแกะ หรือตลาดซื้อขายแกะ เป็นที่ที่คนจะนำแกะผ่านเข้ามาทางประตูนั้นเพื่อเอาไปถวายในวันเทศกาล แต่สำหรับคนที่ไม่สามารถเข้าพระวิหารได้ เพราะตัวเองป่วย ก็จะอยู่แค่ที่ประตูแกะเท่านั้น และที่นั่นมีที่พักแดดพักร่ม หลบฝนหลบเปียก แถมยังมีบ้านแห่งพระเมตตาของพระเจ้าสำหรับคนที่แข่งความเร็วในการลงสระน้ำได้ ก็จะได้รับพระเมตตา ใครไปก่อนก็ได้รับการเยียวยา ฟังๆดู คล้ายๆกับชีวิตของใครบางคนที่เราคุ้นเคย หรือได้ยิน ได้เห็น หรืออาจจะเป็นตัวเรา ที่ครั้งหนึ่ง เราก็รู้สึก หรืออยู่ในสภาพแบบนั้น สิ่งที่ผู้คนมากมายรอบตัวเราและแม้กระทั่งตัวเราเองต้องทำ ต้องไป ต้องเป็น ตามกฏข้อห้ามต่างๆอ เราต้องปฏิบัติ เราต้องดิ้นรน และมีความหวังอย่างลมๆแล้งๆที่จะรับความเมตตาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เราเห็นคนอื่นขอได้ แต่ทำไมเราไม่ได้ ทำให้คนไทยมากมายรู้สึกกับตัวเองอย่างนี้ คือ บุญมีแต่กรรมบัง หรือบุญมีแต่ยังมีไม่มาก เลยไปไม่ถึง รอไปก่อน รอมานาน เหมือนชายที่ป่วยคนหนึ่งที่ป่วยมานาน 38 ปี นั่นหมายความว่า เขารอมานานถึง 38 ปี ครึ่งค่อนของชีวิตจนแก่ ก็ได้แต่มองคนอื่นวิ่งไปที่สระน้ำก่อนตัวเขา เขาได้แต่มองความสมหวังของคนอื่น มองความดีใจ มองเห็นการพ้นทุกข์ของคนอื่น แต่เขาไม่มีใคร เขารอว่าใครจะมาช่วยหามเขาไปที่สระน้ำ แต่ก็ไม่มี เพราะเขาช่วยตัวเองไม่ได้ ไปเองไม่ได้ วันๆได้แต่นั่งบนแคร่ของตัวเอง ซึ่ง “แคร่” คือสัญญลักษณ์ของความมั่นคง และชายคนนี้ เหลือเพียงแค่ที่ตัวเองนั่งทับเอาไว้
วันนี้ ชีวิตของเราบางคนเหลือแต่แคร่เท่านั้นหรือเปล่า ชีวิตของเราเอาแต่นั่งบนแคร่ที่เราคิดว่า นี่คือสิ่งที่เหลือในชีวิตของเรา เราจะไม่ยอมให้ใครมาเอาแคร่ของเราไป ถ้าคนนั้นจะมาช่วยเรา คนๆนั้นต้องยกแคร่ที่ตัวเรานั่งอยู่ไปด้วย เราถึงจะรู้สึกว่า เราปลอดภัย เรามั่นคง เพราะเราจะไม่ยอมเสียแคร่ของเราไป มีคนอีกมากมายที่รู้สึกไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย อย่างชายที่ป่วยที่ริมสระเบธซาดา วันๆเอาแต่นั่งเฝ้าแคร่ของตัวเอง เพราะเขาไปไหนไม่ได้ ความเจ็บป่วยของเขาทำให้เขาขยับเขยื่อนไม่ได้ เขาน่าจะเป็นอัมพาต ไม่มีเรี่ยวแรงพยุงตัวเอง ความหวังของชายที่ป่วยคนนี้อยู่ที่

  1. ความต้องการของตัวเขาเอง ยอห์น 5:4  

4ด้วยมีทูตสวรรค์องค์หนึ่งของพระเจ้า   ลงมากวนน้ำในสระเป็นครั้งคราว   และเมื่อน้ำกระเพื่อมนั้น   ผู้ใดก้าวลงไปในน้ำก่อน   ก็จะหายจากโรคที่เขาเป็นอยู่นั้น
มีความเป็นไปได้ที่จะมีสระน้ำที่มีความเป็นยารักษาโรคสารพัด หรือที่เรียกว่า ยาครอบจักรวาล มีบันทึกว่า มีบางช่วงเวลาที่น้ำที่ออกมาจากบ่อน้ำพุบางแห่งจะมีตัวยาหรือองค์ประกอบในน้ำ เช่นอ๊อกซิเจนในน้ำหรือความบริสุทธิ์ของน้ำที่สามารถรักษาโรคได้ บ่อน้ำเบธซาดาในเวลานั้น (ซึ่งตอนนี้ แห้งไปแล้ว) ในสมัยนั้น มีน้ำอยู่เต็ม คนยิวคงค้นพบถึงการรักษาที่บ่อน้ำนี้ และรู้ว่า ช่วงเวลาไหนที่น้ำในบ่อนี้จะมีคุณสมบัติรักษาโรค แต่ผู้บันทึกอย่างยอห์น ก็มีความเชื่ออย่างคนยิวทั่วๆไปในเวลานั้นว่า น้ำที่รักษาโรคได้นี้ เกิดจากทูตสวรรค์ของพระเจ้าที่มากวนน้ำให้กระเพื่อม ซึ่งในพระคัมภีร์ของพี่น้องจะพิมพ์ถึงข้อ 3 และต่อไปที่ข้อ 5 โดยไม่มีข้อ 4 เพราะว่า เขาเอาข้อ 4 มาวางไว้ที่ด้านล่างที่เรียกว่าโน๊ต เพราะการบันทึกนี้จะปรากฏในสำเนาโบราณบางฉบับ “คอยน้ำกระเพื่อม” คอยทูตสวรรค์มากวนน้ำ
ถ้าเปรียบกับภาพของคนไทย ก็คือ คอยตัวเลขจะโผล่ขึ้นบนต้นไม้ ทูตสวรรค์จะมาเข้าฝันใบ้หวยให้ เพื่อเราจะรับการเยียวยาความยากจน ด้วยเงินทอง คนมากมายคิดว่าเงินทองคือยาวิเศษ ที่จะเยียวยาอาการทรัพย์จางของตัวเองได้ ความหวังลมๆแล้งของมนุษย์อาจแปลสภาพไปตามกาลสมัย แต่ทั้งหมดนี้เล็งให้เราได้เห็นว่า ในมนุษย์เราไม่มีความมั่นคงเอาเสียเลย เหมือนปัญญาจารย์ได้ใช้สำนวนกินลมกินแล้ง ปัญญาจารย์ 1:2,8-9,14-18
  2ปัญญาจารย์กล่าวว่า  อนิจจัง  อนิจจัง  อนิจจัง  อนิจจัง  สารพัดอนิจจัง   3ที่มนุษย์ทำงานตรากตรำกลางแดด  
 เขาได้ประโยชน์อะไรจากงานที่เขาทำนั้น..... 8สารพัดเหนื่อยกันหมด  คนใดๆก็พูดไม่ออก นัยน์ตาก็ดูไม่อิ่ม หรือหูก็ฟังไม่เต็ม 9สิ่งที่เป็นขึ้นแล้ว   คือสิ่งที่จะเป็นขึ้นอีก สิ่งที่ทำกันแล้ว   คือสิ่งที่จะต้องทำกันอีก และไม่มีสิ่งใดใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์... 14ข้าพเจ้าเคยเห็นการทั้งปวงซึ่งเขากระทำกัน ภายใต้ดวงอาทิตย์   และดูเถิด  สารพัดก็อนิจจัง   คือกินลมกินแล้ง 15อะไรที่คดจะทำให้ตรงไม่ได้ และอะไรที่ขาดอยู่จะนับให้ครบไม่ได้ 16ข้าพเจ้ารำพึงว่า   “ข้าพเจ้ามีสติปัญญามากยิ่ง   มากกว่าใครๆที่ครองอยู่เหนือกรุงเยรูซาเล็มมาก่อนข้าพเจ้า   ใจข้าพเจ้าก็เจนจัดในสติปัญญาและความรู้ อย่างยิ่ง” 17ข้าพเจ้าก็ตั้งใจรู้สติปัญญา  รู้ความบ้าบอ  และความเขลา   ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าเรื่องนี้ก็เป็นแต่กินลมกินแล้งด้วย  18เพราะในสติปัญญามากๆก็มีความทุกข์ระทมมาก  และบุคคลที่เพิ่มความรู้ก็เพิ่มความเศร้าโศก    
ความรู้ของชายที่ป่วยยิ่งทำให้เขาเป็นทุกข์ก็คือ เขามีความหวังแต่ความหวังของเขาต้องพึ่งพาคนมาพาเขาไป ในยามที่เขาถูกทอดทิ้งไว้คนเดียว เขาต้องรอคนที่ผ่านไปมา เขาต้องร้องเรียกหาใครสักคน และเขาได้พบกับพระเยซูคริสต์ที่ผ่านมา ชายคนนี้คิดว่า พระเยซูหยุดสนทนากับเขา ถามเขาว่า  “เจ้าปรารถนาจะหายโรคหรือ” แค่คำถามก็ทำให้มีความหวัง ถามได้ตรงกับความต้องการของเขา ชายคนนี้ รู้สึกมีความหวังว่า พระเยซูคริสต์ถามเพื่อจะช่วยแบกเขาไปที่สระน้ำ เขายอมคุยกับพระเยซูเพราะเขาคาดหวังว่าพระเยซูคริสต์จะมาช่วยเขาด้วยวิธีการของเขา คือ ต้องมีคนแบกตัวเขาไปที่สระน้ำ แต่น้ำยังไม่กระเพื่อม ต้องอยู่กับเขา รอด้วยกันกับเขา นี่คือคำพูดที่ชายผู้ป่วยตอบพระเยซูคริสต์ว่า 7คนป่วยนั้นทูลตอบพระองค์ว่า   “ท่านเจ้าข้าเมื่อน้ำกำลังกระเพื่อมนั้น   ไม่มีผู้ใดที่จะเอาตัวข้าพเจ้าลงไปในสระ   และเมื่อข้าพเจ้ากำลังไปคนอื่นก็ลงไปก่อนแล้ว เขากำลังบอกพระเยซูคริสต์ว่า ถ้าจะช่วยเขา ต้องไวและมีกำลังพอจะแบกเขา วิ่งแข่งกับคนอื่น ด้วยความเร็วของสายตาและกำลังในการวิ่งพร้อมๆกับแบกเขาไปให้ทัน เขาจึงจะรับข้อเสนอการช่วยเหลือของพระเยซูคริสต์ ชายคนนี้ตีความคำถามของพระเยซูคริสต์ว่า พระองค์กำลังเสนอความช่วยเหลืออย่างที่เขาต้องการ แต่....

  1. ความคาดหวังของพระเยซูคริสต์ ยอห์น 5:8-9

8พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “จงลุกขึ้นยกแคร่ของเจ้าเดินไปเถิด” 9ในทันใดนั้นคนนั้นก็หายโรค   และเขาก็ยกแคร่ของเขาเดินไป วันนั้นเป็นวันสะบาโต
พระเยซูคริสต์ทรงออกคำสั่งให้ชายผู้ป่วยคนนี้ “ลุกขึ้นและแบกแคร่เดินไปด้วยกำลังของตัวเอง” คำสั่งของพระเยซูคือความคาดหวังของพระองค์ พระองค์หวังเหมือนกับคนหวังดีมากมายในสังคม แต่ที่แตกต่างคือ คนในสังคมไม่มีอำนาจในความคาดหวังนั้น แต่พระเยซูคริสต์ทรงมี คำสั่งของพระองค์คืออำนาจ และพระองค์มีอำนาจมากกว่านั้นคือ พระองค์ทรงอยู่เหนือกฏของมนุษย์ที่พยายามทำตามกฏของพระเจ้า คำสั่งของพระเยซูทำให้ชายผู้ป่วยหายโรค  9ในทันใดนั้นคนนั้นก็หายโรค ไม่ใช่เพราะชายคนนี้เชื่อฟังแล้วจึงหายโรค พระเยซูคริสต์ทรงสั่งให้ชายคนนี้ลุกขึ้น นั่นคือ การสั่งให้โรคที่ทำให้ชายคนนี้เดินไม่ได้ ไปไหนไม่ได้มา 38 ปี หายโรค
 คำสั่งมาตามพระประสงค์ พระเยซูคริสต์ทรงมีพระประสงค์ให้ชายคนนี้หายโรค ไม่ใช่เพราะความต้องการของชายคนนี้ทำให้เขาหายโรค เพราะพระองค์ต้องการให้มนุษย์รู้ว่า พระเจ้าต้องการให้เราหายดี ต้องการให้เราแข็งแรง ช่วยตัวเราเองได้ พระองค์ไม่ต้องการให้เราเป็นคนง่อย เป็นอัมพาตที่ต้องอาศัยคนอื่นช่วยแบกหามเราไป
ข้าพเจ้าเคยไปดูคอนเสิร์ทของเลียน่า มาเรีย ที่ไม่มีแขน มีขาข้างเดียว ประโยคที่เขาพูดให้ข้าพเจ้าประทับใจ เขาพูดว่า เพื่อนๆรอบตัวเขาพยายามเข้ามาช่วยเขาทำแทนเขา เขาบอกกับคนเหล่านั้นว่า เขาช่วยตัวเองได้ เขาปกติดี เขาขับรถได้ ว่ายน้ำจนเป็นแชมป์ว่ายน้ำคนพิการ เขาร้องเพลงได้ไพเราะจนเป็นทูตสันถวไมตรีเดินทางไปรอบโลก เขาเลี้ยงลูก ป้อนนมลูก อาบน้ำให้ลูกด้วยเท้าข้างเดียว เขาแบ่งปันความหวังขององค์พระเยซูคริสต์ให้กับคนมากมายที่มีครบ 32 ประการที่คิดว่าตัวเองสิ้นหวัง ทำอะไรไม่ได้ ไม่ยอมลุกขึ้นจากแคร่ ไม่ยอมขยับเขยื่อน วันๆเอาแต่พูดว่า ฉันทำอะไรไม่ได้ เพราะฉันไม่มี นั่น ไม่มีโน่น ต้องรอให้มีครบก่อน ถึงจะทำได้ บางคนบอกว่า จะมาหาพระเยซูก็ต่อเมื่อพร้อมก่อน พระเยซูคริสต์ไม่เคยบอกว่า คุณต้องพร้อมก่อนแล้วถึงมาหาพระองค์ได้ พระองค์ตรัสว่า มัทธิว 9:12-13
12.... “คนเจ็บต้องการหมอ   แต่คนสบายไม่ต้องการ 13ท่านทั้งหลายจงไปเรียนคัมภีร์ข้อนี้ให้เข้าใจ   ที่ว่า   เราประสงค์ความเมตตา  ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา   ด้วยว่าเรามิได้มาเพื่อจะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรม   แต่มาเรียกคนที่พวกท่านว่านอกรีต”
พระเจ้าได้ทำพระองค์เองเป็นต้นแบบของความเมตตาที่แท้จริง พระองค์ไม่ได้กำหนดให้เส้นทางชีวิตของมนุษย์ขึ้นอยู่กับความเมตตาของพระเจ้าแบบรอน้ำกระเพื่อน มนุษย์เข้าใจไปเอง และกำหนดพระเมตตาของพระเจ้าเอง แต่พระเจ้าทรงกำหนดพระเมตตาของพระองค์ และทรงเป็นต้นแบบของการสำแดงความเมตตาว่า ความเมตตาของพระเจ้านั้นไม่ขึ้นอยู่กับความดี ความชอบธรรมของมนุษย์
มนุษย์เรามักแสดงความเมตตาด้วยเงื่อนไข ว่าคนนั้นต้องกลับใจ สำนึก จึงจะรับความเมตตา ในบันทึกยอห์นตรงนี้ไม่ได้ระบุว่า ชายคนที่ป่วยนี้สำนึกและกลับใจ แต่เขามีความต้องการและเขารอคอย และเขาได้พบกับพระเยซูคริสต์ เขาได้บอกความต้องการของเขากับพระองค์ เขาได้พบกับความคาดหวังของพระเยซูคริสต์ที่แท้จริง โดยที่เขาเองไม่รู้จักพระองค์ด้วยซ้ำ หลังจากหายโรคเขาก็ไม่รู้จักพระองค์ สิ่งที่ชายคนนี้ทำ คือทำตามที่พระองค์สั่ง คือ ลุกขึ้นและแบกแคร่ การลุกขึ้นของชายคนนี้ เกิดขึ้นจากคำสั่งของพระเยซูคริสต์ได้แปรเปลี่ยนเป็นคำสั่งของตัวเขาเองให้ตัวเขาลุกขึ้น ทำอย่างที่พระเยซูคริสต์สั่ง สั่งตัวเองให้ทำสิ่งที่ไม่เคยทำ ไม่เคยพยายาม เอาความคาดหวังของพระเยซูคริสต์มาเป็นความคาดหวังของตัวเอง นี่คือกุญแจสำคัญ
เราทั้งหลายมักไม่ยอมเอาความคาดหวังของพระเจ้ามาเป็นของตัวเอง แต่เรามักเอาความคาดหวังของเราไปยัดเยียดให้กับพระเจ้า เราออกคำสั่งกับพระเจ้า เหมือนเราเป็นพระเจ้า เวลาคริสเตียนบางคนอธิษฐาน เหมือนออกคำสั่ง พระเจ้า พระเจ้าทำอย่างโน้น พระเจ้าทำอย่างนี้ เหมือนยากอบ 4:3-6
 3ท่านขอและไม่ได้รับ   เพราะท่านขอผิด   หวังได้ไปเพื่อสนองกิเลสตัณหาของท่าน 4คนทุจริตเอ๋ย   ไม่รู้หรือว่า   การเป็นมิตรกับโลกนั้น   คือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า   เหตุฉะนั้น   ผู้ใดใคร่เป็นมิตรกับโลก   ผู้นั้นก็ตั้งตัวเป็นศัตรูกับพระเจ้า 5หรือท่านคิดว่าเป็นสิ่งไร้สาระหรือ   ที่พระคัมภีร์กล่าวว่า   “พระองค์ทรงเป็นห่วงวิญญาณที่ได้ทรงประทานให้อยู่ในเราทั้งหลาย” 6แต่พระองค์ก็ได้ทรงประทานพระคุณเพิ่มขึ้นอีก   เหตุฉะนั้น   พระคัมภีร์จึงกล่าวว่า   พระเจ้าทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง  แต่ทรงประทานพระคุณแก่คนที่ใจถ่อม
การทำตามคำสั่งของพระเยซูคริสต์ต้องถ่อมใจ เพราะพระองค์มักสอนเราให้ทำสิ่งที่สวนกระแสกับความต้องการของเนื้อหนังของตัวเราเอง และสวนกระแสกับความต้องการของสังคมรอบๆเรา ซึ่งทำให้เราแตกต่างจากคนอื่นๆ ชายคนที่ป่วยเวลานี้หายป่วย เขาลุกขึ้นได้ แต่คำสั่งยังไม่หมด เขาจะต้องแบกแคร่ไปตามที่พระเยซูตรัส ทำไมต้องทำอย่างนั้น ทำไมพระเยซูต้องการให้ชายคนนี้หายดีและยังต้องแบกแคร่ ประเด็นสำคัญของการรักษาโรคในวันสะบาโตอยู่ที่นี่ เพราะคำสั่งของพระเยซูคริสต์ขัดกับการใช้วันสะบาโตอย่างผิดๆของพวกยิว 10ดังนั้นพวกยิวจึงพูดกับชายที่หายโรคนั้นว่า   “วันนี้เป็นวันสะบาโต   ที่เจ้าแบกแคร่ไปนั้นก็ผิดธรรมบัญญัติ” 11คนนั้นจึงตอบเขาเหล่านั้นว่า   “ท่านที่รักษาข้าพเจ้าให้หายโรค   ได้สั่งข้าพเจ้าว่า   'จงยกแคร่ของเจ้าแบก   เดินไปเถิด' ” 12เขาเหล่านั้นถามคนนั้นว่า   “คนที่สั่งเจ้าว่า   'จงยกแคร่ของเจ้าแบก   เดินไปเถิด'   นั้นเป็นผู้ใด” 13คนที่ได้รับการรักษาให้หายโรคนั้นไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด   เพราะพระเยซูเสด็จหลบไปแล้ว   เนื่องจากขณะนั้นมีคนอยู่ที่นั่นเป็นอันมาก เหตุการณ์ครั้งนี้แตกต่างจากการรักษาโรคของพระเยซูคริสต์ในวันสะบาโตอื่นๆ เพราะพระเยซูทรงให้เหตุผล มัทธิว 12:10-12
10มีคนหนึ่งมือข้างหนึ่งลีบ   คนทั้งหลายถามพระองค์ว่า   “การรักษาโรคในวันสะบาโตนั้นต้องห้ามหรือไม่”   เพื่อเขาจะหาเหตุฟ้องพระองค์ได้ 11พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า   “ถ้าผู้ใดในพวกท่านมีแกะตัวเดียวและแกะตัวนั้นตกบ่อในวันสะบาโต   ผู้นั้นจะไม่ฉุดลากแกะตัวนั้นขึ้นหรือ 12มนุษย์คนหนึ่งย่อมประเสริฐยิ่งกว่าแกะมากทีเดียว   เหตุฉะนั้นจึงอนุญาตให้ทำการดีได้ในวันสะบาโต”
ลูกา 6:99แล้วพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   “เราจะถามท่านทั้งหลายว่า   ในวันสะบาโตควรจะทำการดีหรือควรจะทำร้าย   จะช่วยชีวิตดีหรือจะผลาญชีวิตเสียดี”
ลูกา 13:1414แต่นายธรรมศาลาก็เคืองใจ   เพราะพระเยซูได้ทรงรักษาโรคในวันสะบาโต   จึงว่าแก่ประชาชนว่า   “มีหกวันที่ควรจะทำงาน   ในหกวันนั้นจงมาให้รักษาโรคเถิด   แต่ในวันสะบาโตนั้นอย่าเลย”
ลูกา14:55พระองค์จึงตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   “คนไหนในพวกท่าน   ถ้าจะมีลาหรือโคตกบ่อ   จะไม่รีบฉุดลากมันออกในวันสะบาโตหรือ”
ลูกา 13:1616ฝ่ายผู้หญิงนี้เป็นเชื้อสายของอับราฮัม   ซึ่งซาตานได้ผูกมัดไว้สิบแปดปีแล้ว   ไม่ควรหรือที่จะให้เขาหลุดพ้นจากเครื่องจำจองอันนี้ในวันสะบาโต”
แต่ครั้งนี้พระองค์ไม่อยู่เพื่ออธิบายหรือตอบคำถาม แต่พระองค์ทรงปล่อยให้ชายป่วยที่หายดีนี้เผชิญกับคนยิวตามลำพัง และที่นี่ เราได้เห็นการเผชิญหน้ากับคนยิวอย่างคนซื่อ ที่เชื่อฟังพระองค์จนถึงที่สุด แม้จะถูกกล่าวโทษว่าได้ทำผิดธรรมบัญญัติเรื่องห้ามแบกหามในวันสะบาโต แต่เขายังคงแบกแคร่แล้วก็พูดว่า ก็ชายคนที่รักษาโรคเขาบอกให้เขาแบก คนยิวพวกนั้นต้องรู้จักและเห็นชายคนป่วยนี้มานานหลายปี ทุกปีเขาก็นั่งอยู่ตรงริมสระ ทุกปีเขาก็มา ปีนี้มาแปลก ไม่นั่งริมสระ แต่กลับแบกแคร่ และทำแปลกคือไม่เหมือนพวกยิว คือทำสิ่งที่ไม่เหมือนกับยิว ทำสิ่งที่ยิวขาดีๆ ไม่ทำกัน ก็เขาหายดี ไม่ใช่แค่หายจากอาการป่วยทางกาย แต่เขาหายดีจากอาการป่วยทางสังคม สังคมยิวเวลานั้นป่วย การใช้ธรรมบัญญัติเรื่องวันสะบาโตแบบผิดๆทำให้สังคมยิวป่วย วันนี้มีคนดีๆที่เดินตามท้องถนนป่วยกันเยอะ เพราะใช้กฏข้อห้ามแบบผิดๆ จากห้ามน้อยๆ เป็นห้ามมากๆ บางคนมีอาการที่เรียกว่าความกลัว ถูกห้ามจนกลายเป็นกลัว ทำอะไรไม่ได้ ผิดไปหมด อย่างนี้เรียกว่าป่วย ห้ามแม้กระทั่งห้ามตัดต้นไม้ เพราะเดี๋ยวต้นไม้โกรธ กลายเป็นต้นไม้ปกครองเรา แทนที่เราจะปกครองต้นไม้ ข้าพเจ้าเคยกล่าวถึงอาณาจักรที่ปกครองมี 4 อาณาจักร ดินถูกปกครองโดยต้นไม้ ต้นไม้ปกครองดิน คนปกครองต้นไม้และสิ่งมีชีวิต  และพระเจ้าปกครองอยู่เหนือสรรพสิ่ง) ทุกวันนี้ มนุษย์หันมากราบไหว้ทุกอย่างแม้กระทั่งดิน มนุษย์ป่วยมาก สัตว์มันอยู่ของมันปกติ แต่มนุษย์กลับเป็นทาสของมันโดยไม่รู้ตัว
ข้าพเจ้าชอบดูสารคดีหนึ่ง ชื่อ Dog Whisperer แปลเป็นไทยว่า ผู้ที่รู้ภาษาสุนัข ผู้ชายคนที่เข้าใจสุนัขจะสอนเสมอ เมื่อเขาถูกขอให้เข้าไปแก้ปัญหาสุนัขของแต่ละบ้านที่มันกัด มันขู่ มันไม่เชื่อฟังคน เขาจะพูดว่า จงทำให้มันรู้ว่าเราปกครองมัน ไม่ใช่มันปกครองเรา พระเจ้าทรงคาดหวังให้มนุษย์ปกครองอยู่เหนือสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง
 ปฐมกาล 1:26-27 26แล้วพระเจ้าตรัสว่า   “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา   ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล  ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์   ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป  และสัตว์ต่างๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน” 27พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์   ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น   พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น   และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง  
จงเป็นอย่างที่พระเยซูคริสต์ทรงคาดหวัง

  1. พบกับพระเยซูคริสต์ครั้งถัดไป ยอห์น 5:14-18

14ภายหลัง   พระเยซูได้ทรงพบคนนั้นในบริเวณพระวิหารและตรัสกับเขาว่า   “นี่แน่ะ   เจ้าหายโรคแล้ว   อย่าทำบาปอีก   มิฉะนั้นเหตุร้ายกว่านั้นจะเกิดกับเจ้า” 15ชายคนนั้นก็ได้ออกไปบอกพวกยิวว่า   ท่านที่ได้รักษาเขาให้หายโรคนั้น   คือพระเยซู 16เหตุฉะนั้นพวกยิวจึงข่มเหงพระเยซู   เพราะพระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นในวันสะบาโต 17แต่พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “พระบิดาของเรายังทรงทำอยู่เรื่อยๆ   และเราก็ทำด้วย” 18เหตุฉะนั้นพวกยิวยิ่งแสวงโอกาสที่จะฆ่าพระองค์   มิใช่เพราะพระองค์ล่วงกฎวันสะบาโตเท่านั้น   แต่ยังได้เรียกพระเจ้าว่าเป็นบิดาของตนด้วย   ซึ่งเป็นการกระทำตนเสมอกับพระเจ้า
การพบกับพระเยซูคริสต์ครั้งถัดมาของชายที่หายป่วยนี้ ทำให้เขารู้ว่าพระองค์เป็นใคร เขาสามารถบอกกับพวกยิวได้ว่า ผู้ที่รักษาเขาให้หายคือพระเยซูคริสต์ แต่สิ่งที่เขาได้รับจากพระเยซูคริสต์เพิ่มขึ้นคือ คำแนะนำ คำสั่งสอนและคำตักเตือน“นี่แน่ะ   เจ้าหายโรคแล้ว   อย่าทำบาปอีก   มิฉะนั้นเหตุร้ายกว่านั้นจะเกิดกับเจ้า” 
คริสเตียนดำเนินชีวิตในโลกนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฏข้อห้าม เพราะกฏข้อห้ามทำให้เราป่วย แต่คริสเตียนดำเนินชีวิตอย่างคนหายป่วย เราไม่ทำ ไม่ใช่เพราะกฏข้อห้าม แต่เราไม่ทำเพราะเราปกติดี เราหายดี เราไม่ต้องให้ใครมาห้ามเรา แต่เพราะเราไม่อยากทำผิด เราไม่ทำบาป ไม่ใช่กลัวการลงโทษ แต่เพราะมันเป็นธรรมชาติใหม่ของการเป็นคนดี ทำดี ไม่ใช่ต้องทำดี เรารู้ว่าอะไรควรทำ และอะไรไม่ควรทำ ไม่ใช่เพราะมันผิดหรือมันถูก อย่างเดียว
บางคนรู้ว่า ผิดก็ยังทำ บางคนรู้ว่าถูกแต่ก็ไม่ทำ มีเยอะแยะ เราไม่ใช่คนที่เติบโตมาเพียงเพื่อรู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก แต่เราเติบโตเพื่อที่จะทำสิ่งที่ควรทำ และไม่ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ และเรามีแรงที่จะทำ และไม่ทำด้วย นี่คือการพบกับพระเยซูคริสต์ในแต่ละครั้งของชีวิตคริสเตียน เราจะพบกับคำสั่งสอน และคำตักเตือน ป้ายชี้ทางที่เราควรเดินและไม่ควรเดิน พระเยซูคริสต์ทรงเป็นทางนั้น เป็นชีวิต และเป็นความจริง ถ้าเราเป็นคนหนึ่งที่กลัวถูกหลอก จงเดินทางตามทางของพระเยซูแล้วเราจะไม่ถูกหลอก ตัวอย่างเรื่องวันสะบาโตที่คนยิวทั้งประเทศถูกหลอกให้ใช้วันสะบาโตแบบผิดๆมานาน ผู้ที่จะเปลี่ยนจากผิดให้ถูกได้ คือพระเยซูคริสต์ มัทธิว 12:8 8เพราะว่าบุตรมนุษย์เป็นเจ้าเป็นใหญ่เหนือวันสะบาโต”
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นใหญ่เหนือวันสะบาโต วันสะบาโตคือวันที่พระเจ้าทรงพักจากการทรงสร้างโลกนี้มา 6 วัน วันที่ 7 พระองค์ทรงพัก แต่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ทำอะไรเลย พระองค์ยังทำภารกิจในการปกครองอยู่เหนือสรรพสิ่ง พระองค์ยังทรงทำราชกิจของพระองค์เพื่อให้ทุกสิ่งดำเนินไปตามที่พระองค์ทรงสร้าง คำว่า Everything in God’s control ไม่ได้หมายความว่า ทุกสิ่งสิ้นอิสรภาพ แต่หมายความว่า ทุกสิ่งอยู่ภายใต้การดูแลของพระเจ้า พระองค์ยังคงดูแลสรรพสิ่งให้ดำเนินไป ยอห์นบันทึกว่า พระเยซูคริสต์ทรงมาเพื่อช่วยกู้มนุษย์ในบทบาทของพระเมสสิยาห์ ที่มาเพื่อเยียวยาอาการป่วยของมนุษย์ทุกคนการพบกับพระเยซูคริสต์ยิ่งทำให้เราได้รับความเข้าใจ และไม่ยึดติดอยู่กับกรอบของมนุษย์แต่ยิ่งทำให้เราเข้าไปในโลกกว้างของพระเจ้า ความรู้ความเข้าใจของพระเจ้านั้นกว้าง ลึก และยิ่งใหญ่เกินจากความจำกัดของมนุษย์ จงแสวงการพบกับพระเยซูคริสต์ในครั้งต่อไป

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org