|
|
|
| |
หัวข้อ “เส้นทางชีวิตที่คริสเตียนจำต้องผ่าน"
โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
|
|
| |
|
|
| |
ยอห์น 4:1-26 พระเยซูคริสต์ทรงออกจากแคว้นยูเดียด้วยสาเหตุว่าพระองค์กำลังเป็นเป้าหมายของการปองร้ายของพวกฟาริสี ด้วยเหตุผลว่า พระองค์กำลังเป็นที่ชื่นชอบของคนในแคว้นนั้นมากขึ้น และมากกว่ายอห์นผู้ให้บัพติศมา เมื่อครั้งที่ยอห์นผู้ให้บัพติศมาเป็นที่นิยม พวกฟาริสีก็เคยส่งคนมาถามยอห์นว่าเป็นพระเมสสิยาห์ หรือพระคริสต์หรือไม่ และยอห์นได้ตอบว่ายอห์นไม่ใช่พระคริสต์ นั่นคือการแสดงความไม่พอใจของพวกฟาริสี ที่อิทธิพลและความนิยมของเขาลดน้อยลง แต่เมื่อมีพระเยซูที่มาทำแบบเดียวกันกับยอห์น แต่เป็นที่นิยมมากกว่า แน่นอน พวกฟาริสียิ่งไม่พอใจ จึงเป็นเหตุให้พระเยซูคริสต์ต้องเลี่ยงจากการปะทะกับพวกฟาริสี เพราะพระองค์ยังต้องมีภารกิจที่จะต้องทำอีกก่อนที่จะเดินเข้าสู่การถูกตรึงที่กางเขน พระเยซูคริสต์จึงออกจากแคว้นยูเดียและมุ่งหน้าไปสู่แคว้นกาลิลี และบนเส้นทางนั้นจำเป็นที่พระองค์จะต้องเสด็จผ่านแคว้นสะมาเรีย ซึ่งโดยปกติคนยิวจะเลี่ยงไม่เดินผ่านเส้นทางของสะมาเรียเพราะอาจพบกับความไม่เป็นมิตรของชาวสะมาเรีย (นี่คือการตอบโต้ของชาวสะมาเรียที่ถูกยิวรังเกียจก่อน) จากบันทึกในหนังสือลูกา 9:51-55
51ครั้นจวนเวลาที่พระองค์จะทรงถูกรับขึ้นไป พระองค์ทรงตั้งพระทัยแน่วไปยังกรุงเยรูซาเล็ม 52และพระองค์ทรงใช้ทูตล่วงหน้าไปก่อน เขาก็เข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของชาวสะมาเรีย เพื่อจะเตรียมไว้ให้พระองค์ 53ชาวบ้านนั้นไม่รับรองพระองค์เพราะพระองค์กำลังเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม 54เมื่อสาวกของพระองค์ คือยากอบและยอห์นได้เห็นดังนั้น เขาทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์พอพระทัยจะให้ข้าพระองค์ขอไฟลงมาจากสวรรค์เผาผลาญเขาเสีย หรือ” 55แต่พระองค์ทรงเหลียวมาห้ามปรามเขา 56แล้วพระองค์กับเหล่าสาวกก็เลยไปที่หมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง
ยอห์นเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกถึงความเป็นศัตรูของชาวสะมาเรียที่ไม่ต้อนรับยิว แต่ในบันทึกนี้ยอห์นได้บันทึกถึงพระเยซูทรงเป็นมิตรกับชาวสะมาเรียที่อยู่ในเมืองสิคาร์ ระยะทางจากจากแคว้นยูเดียมาถึงอาณาเขตพื้นที่สะมาเรียนี้น่าจะใช้เวลาเดินทางหกชั่วโมง เป็นสาเหตุให้พระเยซูคริสต์ทรงอยู่ในสภาพเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ในสภาพอากาศแบบทะเลทราย แน่นอนต้องกระหายน้ำและต้องพักในที่เย็น บ่อน้ำข้างทางในเวลาเที่ยงวันน่าจะเหมาะที่สุด ที่บ่อน้ำเวลาเที่ยงวัน สำหรับคนในพื้นที่จะเขาจะไม่ออกมานอกบ้าน โดยปกติคนในพื้นที่จะออกมาตักน้ำในช่วงที่ไม่มีแดดจัด แต่มีหญิงชาวสะมาเรียออกมาตักน้ำ ผู้ศึกษาพระคัมภีร์หลายท่านต่างตีความว่า เป็นเพราะหญิงสะมาเรียคนนี้ไม่ต้องการพบกับผู้คนในพื้นที่ จึงออกมาตักน้ำในเวลาเที่ยง พระคัมภีร์ยอห์นบทนี้ แสดงภาพให้เราได้เห็นคนหนึ่งเป็นคนพื้นที่ที่ไม่อยากพบหน้าใคร ส่วนอีกคนเป็นคนแปลกหน้าที่กำลังพักอยู่ในพื้นที่ที่ตัวเขาอาจถูกมองว่าเป็นศัตรู บทเรียนวันนี้ได้แก่
1. เป็นมิตรอย่าสร้างศัตรู ยอห์น 4:7-9
7มีหญิงชาวสะมาเรียคนหนึ่งมาตักน้ำ พระเยซูตรัสกับนางว่า “ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง” 8ขณะนั้นสาวกของพระองค์เข้าไปซื้ออาหารในเมือง 9หญิงชาวสะมาเรียทูลพระองค์ว่า “ไฉนท่านผู้เป็นยิวจึงขอน้ำดื่มจากดิฉัน ผู้เป็นหญิงชาวสะมาเรีย” (เพราะพวกยิวไม่คบหาชาวสะมาเรียเลย)
เมื่อหญิงสะมาเรียออกมาตักน้ำและพบกับพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา ในบรรยากาศที่หญิงสะมาเรียรู้สึกอึดอัดที่ออกมาตักน้ำในช่วงเที่ยงที่ไม่อยากเจอผู้คนแล้ว ยังมาเจอคนแปลกหน้า แถมภาษาที่ใช้พูดกับนาง บอกให้รู้ว่า น่าจะเป็นชาวกาลิลีคือคนยิวแท้ ไม่ใช่ชาวสะมาเรีย และประโยคที่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสนั้น คือการขอความช่วยเหลือ คือทำตัวด้อยกว่าหญิงสะมาเรีย ซึ่งผิดวิสัยของคนยิวที่ทำตัวสูงกว่าคนต่างชาติและนับชาวสะมาเรียเป็นคนต่างชาติมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษแล้ว เพราะชาวสะมาเรียมีความเป็นยิวเพียงครึ่งเดียว การถ่อมตัวของพระเยซูคริสต์ดูขัดกับความรู้สึกหรือประสบการณ์ของหญิงสะมาเรียอย่างมาก นางจึงพูดตอบกลับไปอย่างไม่ค่อยอยากคุยด้วย หรือไม่ค่อยอยากจะทำตามคำขอร้องจากพระเยซูคริสต์เท่าไร นี่คือการตอบสนองของคนที่รู้สึกว่า ถูกปฏิเสธมาก่อน และไม่ไว้ใจใคร โดยเฉพาะคนที่มาจากพวกยิว สำนวนที่นางตอบพระเยซูอย่างภาษาในปัจจุบันของเรา แบบเสียดสี ประชดประชัน ทั้งในการเรียกพระเยซูว่า ท่าน(Sir, Lord) แปลว่าเจ้านาย เป็นการให้เกียรติแบบปลอมๆ หญิงสะมาเรียกำลังพูดกับพระเยซูในทำนองว่า “ท่านผู้สูงส่งกว่าดิฉัน จะมาทำตัวด้อยขอร้อง ขอความช่วยเหลือจากคนต่ำต้อยอย่างดิฉันที่เป็นที่รังเกียจของท่านได้อย่างไร”
แต่พระเยซูไม่สนใจการพูดเสียดสีประชดประชันของหญิงสะมาเรีย พระองค์ยังมุ่งสร้างมิตรและสลายความเป็นศัตรูลง นี่แหละคือเส้นทางชีวิตของคริสเตียน พระเยซูคริสต์ทรงตรัสในคำเทศนาบนภูเขาว่า มัทธิว 5:9
9“บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร
คำว่า “สร้างสันติ” Peace maker มีความหมายถึงการสร้างมิตร การลดความขัดแย้งลง การสร้างความสามัคคี การทำให้คนรักคน ลดการเกลียดชังลง ไม่ใช่ยิ่งพูดยิ่งทำให้คนเกลียดชังกัน ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งแตกแยก คริสเตียนต้องเป็นผู้สร้างมิตรมากกว่าสร้างศัตรู ในเวลาเดียวกัน ก็ต้องทำให้ศัตรูกลายเป็นมิตร พระคัมภีร์สุภาษิต 16:7
7เมื่อทางของมนุษย์เป็นที่โปรดปรานแก่พระเจ้า แม้ศัตรูของเขานั้นพระองค์ก็ทรงกระทำให้คืนดีกับเขาได้
นั่นหมายความว่า พระเจ้าทรงต้องการให้มนุษย์ไม่มีศัตรู การไม่มีศัตรูไม่ได้หมายความว่าให้ขจัดศัตรู หรือทำลายศัตรู การไม่มีศัตรูคือการคืนดีกับศัตรู เปลี่ยนการทะเลาะเป็นการคืนดี เปลี่ยนช่องว่างของความสัมพันธ์เป็นความผูกพัน ในปัจจุบันของเรา เวลาได้ยินคำว่า อยากเจอ อยากพบ แล้วคนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่า มีปัญหาอะไร มีเรื่องอีกแล้ว เพราะเราไม่คุ้นกับการแสดงความรู้สึกว่า เราอยากเจอ อยากพบ โดยไม่ต้องมีเรื่องเดือดร้อน ไม่ต้องมีปัญหา แต่เราอยากเจอ อยากพบ เพราะคิดถึง และด้วยความผูกพันต่างหาก
เวลาเจ้านายเรียกลูกน้องพบ ลูกน้องจะรู้สึกกลัว ไม่รู้ว่าจะถูกเรียกคุยเรื่องอะไร มีปัญหาแน่ๆ เป็นเพราะเจ้านายกับลูกน้องไม่ค่อยได้คุยกัน ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กัน ภาษาอังกฤษจะชัดเจนกว่า เขาใช้คำว่า ไม่มี Fellowship แปลว่า ไม่มีความรู้สึกร่วมหัวจมท้าย คือสุขก็ร่วมสุข ทุกข์ก็ร่วมทุกข์ นี่เป็นความผูกพัน แต่ Relationship แปลว่า มีแต่ความเกี่ยวข้องกันด้านหน้าที่การงานที่ต้อง Relate กัน หรือสัมพันธ์ แต่ไม่ผูกพัน สำหรับพระเยซู พระองค์ทรงจำกัดพระองค์เองและร่วมทางกับสาวกเพราะพระองค์ต้องการผูกพันกับสาวก พระเยซูไม่ได้ทำพันธกิจเพื่อมีสาวกเอาไว้ใช้งาน ให้บัพติศมาแทนพระองค์ ความจริงการให้บัพติศมาโดยสาวกเป็นการขจัดการจัดลำดับชั้นระหว่างสาวกกับอาจารย์ ในสังคมของเราเมื่อมีการยกย่องกัน ก็ย่อมมีการเหยียบย่ำกันด้วย ในสภาวะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของพระเยซูคริสต์ที่ต้องเดินผ่านเส้นทางของคนที่ถูกเหยียบย่ำจนเกิดบรรยากาศการเป็นศัตรูกัน ในฐานะที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นยิว พระเยซูคริสต์จำต้องเดินผ่านอาณาเขตของคนที่ไม่ชอบคนยิวอย่างพระองค์ พระเยซูคริสต์ยังหยุดพัก ขอความช่วยเหลือ และถ่อมพระองค์ขอน้ำดื่มจากชาวสะมาเรียที่ตอบสนองความเกลียดชังของคนยิวด้วยความเกลียดชัง ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงรู้ว่า พระองค์จะต้องเผชิญกับความเกลียดชังนั้น แต่พระองค์ก็ยังทรงเริ่มสนทนา และถ่อมตัว ด้วยท่าทีแห่งความเป็นมิตร แม้หญิงสะมาเรียจะให้พระเยซูเป็นตัวแทนของคนยิวทั้งหมดที่สะมาเรียรังเกียจตอบ แต่พระเยซูคริสต์ก็จำต้องเดินผ่านสะมาเรียด้วยความเป็นมิตร มัทธิว 5:44 44ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน
ลูกา 6:27 27 “แต่เราบอกท่านทั้งหลายที่กำลังฟังอยู่ว่า จงรักศัตรูของท่าน จงทำดีแก่ผู้ที่เกลียดชังท่าน 28จงอวยพรแก่คนที่แช่งด่าท่าน จงอธิษฐานเพื่อคนที่เคี่ยวเข็ญท่าน 29ผู้ใดตบแก้มของท่านข้างหนึ่ง จงหันอีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย และผู้ใดริบเอาเสื้อคลุมของท่านไป ถ้าเขาจะเอาเสื้อด้วยก็อย่าหวงห้าม 30จงให้แก่ทุกคนที่ขอจากท่าน และถ้าใครได้ริบของของท่านไป อย่าทวงเอาคืน 31จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน
2. แบ่งปันชีวิตด้านจิตวิญญาณ ยอห์น 4:10-15
10พระเยซูตรัสตอบนางว่า “ถ้าเจ้าได้รู้จักของที่พระเจ้าประทาน และรู้จักผู้ที่พูดกับเจ้าว่า 'ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง' เจ้าก็คงจะได้ขอจากท่านผู้นั้น และท่านผู้นั้นก็คงจะให้น้ำธำรงชีวิตแก่เจ้า”11นางทูลพระองค์ว่า “ท่านเจ้าคะ ท่านไม่มีถังตัก และบ่อนี้ก็ลึก ท่านจะได้น้ำธำรงชีวิตนั้นมาจากไหน 12ท่านเป็นใหญ่กว่ายาโคบบรรพบุรุษของเรา ผู้ได้ให้บ่อน้ำนี้แก่เราหรือ และยาโคบเองก็ได้ดื่มจากบ่อนี้รวมทั้งบุตรและฝูงสัตว์ของท่านด้วย” 13พระเยซูตรัสตอบว่า “ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก 14แต่ผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้น จะไม่กระหายอีกเลย น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้น จะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์” 15นางทูลพระองค์ว่า “ท่านเจ้าคะ ขอน้ำนั้นให้ดิฉันเถิด เพื่อดิฉันจะได้ไม่กระหายอีก และจะได้ไม่ต้องมาตักที่นี่”
พระเยซูคริสต์เจ้าทรงตรัสเกี่ยวกับน้ำธำรงชีวิต ซึ่งหมายถึงชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ มิใช่ชีวิตฝ่ายร่างกาย หญิงสะมาเรียกำลังสนทนากับพระเยซูด้วยสายตาและประสบการณ์ด้านเนื้อหนัง และความจำกัดของร่างกาย นางจึงตอบพระองค์ว่า พระเยซูจำกัด พระองค์ไม่มีภาชนะที่จะตักน้ำ พระองค์ยังต้องพึ่งนางซะด้วยซ้ำ นางรู้สึกว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าพระเยซูคริสต์ในเรื่องของการมี และไม่มี นางมีถังที่จะตัก แต่พระเยซูไม่มี การที่หญิงสะมาเรียกล่าวถึงความลึกของบ่อน้ำ เป็นความเข้าใจว่า น้ำธำรงชีวิต ที่แปลมาจากคำว่า Living Water คือน้ำที่สดใหม่ น้ำที่มีการไหลตลอดเวลา หรือน้ำที่เพิ่งออกมาจากตาน้ำ ไม่ใช่น้ำที่ขังไว้นาน ดังนั้นระดับความลึกของน้ำคือความสดใหม่ของน้ำที่ไหลออกมาจากก้นบ่อ
เวลาข้าพเจ้าอาบน้ำ ชอบอาบฝักบัว เพราะน้ำไหลออกมาจากก๊อกน้ำ นั้นสดและสะอาดกว่าน้ำที่อยู่ในถังน้ำ ซึ่งไม่แน่ใจว่า คนที่ใช้ก่อนเรา จะทำอะไรหล่นในถัง และน้ำในถังยังสะอาดอยู่หรือเปล่า น้ำที่ออกมาจากตาน้ำจะสดกว่าน้ำที่ขังไว้นาน นี่เป็นความหมายของหญิงสะมาเรียที่แปลถ้อยคำของพระเยซูคริสต์เรื่องน้ำธำรงชีวิตว่า พระองค์ต้องการน้ำที่ออกมาจากตาน้ำ แต่พระองค์กำลังหมายถึงน้ำธำรงชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่ให้ชีวิตแก่จิตวิญญาณ
เส้นทางชีวิตคริสเตียนที่จำต้องมีควบคู่ไปกับเส้นทางที่ต้องเดินผ่านนั้น คือ การแบ่งปันชีวิตด้านจิตวิญญาณกับผู้อื่น มีคริสเตียนมากมายทำตัวกลมกลืนกับชีวิตฝ่ายโลกมากกว่าด้านจิตวิญญาณ วันๆมีแต่การบำรุงบำเรอเรื่องเนื้อหนัง เรื่องละคร เรื่องแฟชั่น เรื่องธุรกิจ หาความเป็นจิตวิญญาณแทบไม่มีเลย พระเยซูทรงยกเรื่องน้ำเป็นประเด็นใกล้ตัวเพื่อให้หญิงสะมาเรียเข้าใจเรื่องน้ำธำรงชีวิต ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงใช้คำว่า ไม่กระหายอีกเลย เพราะน้ำธำรงชีวิตที่พระเยซูประทานให้นั้น จะกลายเป็นน้ำพุในตัวของผู้นั้นพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์ เรื่องของชีวิตนิรันดร์ เป็นเรื่องของการไม่ตายครั้งที่สอง ไม่ต้องตกนรก ไม่ต้องพินาศ แต่หญิงสะมาเรียยังเข้าใจว่าเป็นเรื่องของชีวิตฝ่ายร่างกาย เป็นเรื่องของความสบาย ความสะดวก ไม่ต้องมาตักอีกต่อไป 15นางทูลพระองค์ว่า “ท่านเจ้าคะ ขอน้ำนั้นให้ดิฉันเถิด เพื่อดิฉันจะได้ไม่กระหายอีก และจะได้ไม่ต้องมาตักที่นี่” เป็นคำพูดเชิงทำให้ดูเป็นเรื่องตลก พระเยซูคริสต์ทรงทราบว่า หญิงคนนี้กำลังทำเรื่องจริงจังให้เป็นเรื่องเล่นๆ เพราะการพูดถึงชีวิตนิรันดร์ เป็นสิ่งที่หญิงสะมาเรียคนนี้แทบไม่อยากจะคิดว่าเธอจะมีสิทธิ์ได้รับชีวิตแบบนั้น
มีคนมากมายในสังคมของเราที่พยายามทำเรื่องจิตวิญญาณให้เป็นเรื่องเล่นๆ เพราะเขากลัวว่า ถ้ามันเป็นเรื่องจริง เขาคือคนที่ไม่สามารถเข้าไปในมิติฝ่ายจิตวิญญาณได้ เพราะคนประเภทนี้จะรู้ว่าตัวเขาเองไม่เหมาะ ไม่ใช่สำหรับเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ ซึ่ง เรื่องจิตวิญญาณมีไว้สำหรับคนเคร่งศาสนา คนที่ถือศีล เอาพระเอาเจ้า ส่วนตัวเขาเป็นคนเละเทะ หรือใช้ไม่ได้ วัดก็ไม่เข้า ฟังเทศน์ก็ไม่รู้เรื่อง แถมเชี่ยวชาญในการทำบาป มีคนประเภทนี้เยอะที่ไม่สามารถรับการแบ่งปันด้านจิตวิญญาณได้อย่างตรงๆ พระเยซูคริสต์ทรงรู้จักหญิงสะมาเรีย พระองค์ต้องการให้นางได้รับความรอด และรู้จักพระเจ้าในมุมของพระผู้ช่วยของโลกนี้ ดังนั้น ทางที่จะนำหญิงสะมาเรียคนนี้มาถึงความรอดก็คือ พระองค์เป็นของจริง Reality
ในบ้านเราจะมีคำที่คนดูหมอดูจะใช้คือ หมอดู มาพร้อมกับหมอเดา คือเดาเอาจากลักษณะท่าทาง เดาเก่งก็แม่น เดาผิดก็คือมั่ว บางทีก็ใช้หลักของจิตวิทยา ข้าพเจ้าชอบที่พี่น้องท่านหนึ่งชวนคนไม่เชื่อพระเจ้าด้วยการบอกความจริงกับคนนั้นว่า เราไม่ใช่พวกจิตวิทยาหมู่ สร้างบรรยากาศให้คนเคลิ้มและคล้อยตาม แต่เราพบกับของจริง พระเยซูทรงเป็นเรื่องจริง ที่เราสามารถสัมผัส และรับรู้พระองค์ได้ พระองค์ทรงรู้จักเรา ทรงรู้ความคิด รู้การกระทำ รู้ถึงจิตวิญญาณระดับลึกของเรา เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า
3. พูดความจริงอย่าโกหก ยอห์น 4:16-24
16พระเยซูตรัสกับนางว่า “ไปเรียกผัวของเจ้ามานี่เถิด” 17นางทูลพระองค์ว่า “ดิฉันไม่มีผัวค่ะ” พระเยซูตรัสกับนางว่า “เจ้าพูดถูกแล้วว่าผัวไม่มี 18เพราะเจ้าได้มีผัวห้าคนแล้ว และคนที่เจ้ามีอยู่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่ผัวของเจ้า เรื่องนี้เจ้าพูดจริง” 19นางทูลพระองค์ว่า “ท่านเจ้าคะ ดิฉันเห็นจริงแล้วว่าท่านเป็นผู้เผยพระวจนะ20บรรพบุรุษของพวกเรานมัสการที่ภูเขานี้ แต่พวกท่านว่าตำบลที่ควรนมัสการนั้น คือเยรูซาเล็ม” 21พระเยซูตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด คงมีวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการพระบิดา เฉพาะที่ภูเขานี้หรือที่เยรูซาเล็ม 22ซึ่งเจ้านมัสการนั้นเจ้าไม่รู้จัก ซึ่งพวกเรานมัสการเรารู้จัก เพราะความรอดนั้นมาจากพวกยิว 23แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์ 24พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง”
พระคัมภีร์กาลาเทีย 6:7 7อย่าหลงเลย ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น
พระเยซูคริสต์ทรงเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของหญิงสะมาเรีย การพูดความจริงของหญิงสะมาเรียเกิดจากการเปิดเผยของพระเยซูคริสต์ พระองค์รู้ทันคำพูดของนางที่ใช้คำพูดให้คิดเอาเอง มัทธิว 5:37
37จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ พูดแต่เพียงนี้ก็พอ คำพูดเกินนี้ไป มาจากความชั่ว
เส้นทางชีวิตคริสเตียนจำต้องผ่าน ต้องอย่ามีเล่ห์เหลี่ยมในคำพูด อย่าพูดเกินความจริง เส้นทางชีวิตของคริสเตียนที่ต้องผ่าน จะต้องถูกตรวจสอบทั้งชีวิตเหมือนยืนในที่แจ้ง โปร่งใส ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพราะไม่ใครจะปิดบังสิ่งใดไปจากพระเจ้าได้ ตัวอย่างของอานาเนียกับสัปฟีรา กิจการ 5:1-12 เป็นเรื่องของการมุสา โกหกเพื่อได้หน้าอย่างบารนาบัส ที่ได้ขายที่ดินนำมาถวาย มีชื่อเรียกว่าลูกแห่งการหนุนน้ำใจ ในบท 4:32-37
32คนทั้งปวงที่เชื่อนั้นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และไม่มีใครอ้างว่าสิ่งของที่ตนมีอยู่เป็นของตน แต่ทั้งหมดเป็นของกลาง 33อัครทูตจึงประกอบด้วยฤทธิ์เดชใหญ่ยิ่ง เป็นพยานว่าพระเยซูเจ้าได้ทรงคืนพระชนม์แล้ว และพระคุณอันใหญ่ยิ่งได้อยู่กับเขาทุกคน 34เพราะว่าในพวกศิษย์ไม่มีผู้ใดขัดสน ผู้ใดมีไร่นาบ้านเรือนก็ขายเสีย 35และนำเงินค่าของที่ขายได้นั้นมาวางไว้ที่เท้าของอัครทูต อัครทูตจึงแจกจ่ายให้ทุกคนตามที่ต้องการ 36เป็นต้นว่าโยเซฟ ที่อัครทูตเรียกว่า บารนาบัส แปลว่าลูกแห่งการหนุนน้ำใจ เป็นพวกเลวีชาวเกาะไซปรัส 37มีที่ดินก็ขายเสียและนำเงินค่าที่นั้นมาวางไว้ที่เท้าของอัครทูต
ที่นี่ เราจะเห็นพระเยซูคริสต์ไม่ได้ต้องการประจานหรือตำหนิหญิงสะมาเรีย ทั้งในการกระทำและคำพูด แต่พระองค์กำลังเปิดเผยกับนางว่า พระองค์ทรงรู้จักนาง แม้นางจะปิดบังตัวเองจากสังคม ไม่อยากพบผู้คน ออกมาตักน้ำในเวลาที่คนอื่นเขาไม่มาตัก แต่นางจำเป็น ก็ต้องเลือกเวลาที่ไม่เหมือนชาวบ้าน เพื่อออกมาหาน้ำที่จะดื่มดับกระหาย และชีวิตของนางไม่เพียงกระหายน้ำ นางยังกระหายอย่างอื่นด้วย นางไม่รู้จักพอในเรื่องการมีผัว หญิงสะมาเรียเริ่มตระหนักว่า นางกำลังพูดอยู่กับคนของพระเจ้า นางจึงเรียกพระเยซูคริสต์ว่าเป็นผู้เผยพระวจนะ คือผู้ที่พูดถ้อยคำของพระเจ้า นางจึงเปลี่ยนท่าทีในการพูดคุย จากเสียดสี ประชดประชัน จากการทำให้เป็นเรื่องเล่นๆ กลายเป็นเข้าเรื่องที่ดูจริงจังโดยการกล่าวถึงสถานที่นมัสการ 20บรรพบุรุษของพวกเรานมัสการที่ภูเขานี้ แต่พวกท่านว่าตำบลที่ควรนมัสการนั้น คือเยรูซาเล็ม” ซึ่งก็ไม่ต่างกับบางคนที่พอพูดเรื่องจิตวิญญาณ ก็จะพูดเลี่ยงไปเกี่ยวกับเรื่องการไปสถานที่ เช่น การไปวัด ไปโบสถ์ ศาสนาไหนก็เหมือนกัน แต่เรื่องจิตวิญญาณ ไม่ได้หมายถึงสถานที่ แต่เป็นเรื่องภายในตัวของเราต่างหากที่ต้องเปลี่ยนแปลง หญิงสะมาเรียกำลังพูดเหมือนกับ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งในพระคัมภีร์เดิม ที่มาอ้างว่า เขาก็นมัสการพระเจ้าองค์เดียวกันกับอิสราเอล เพื่อจะขอเข้ามีส่วนในการฟื้นฟูพระวิหารอีกครั้ง เอสรา 4:2-3 2เขาทั้งหลายได้เข้ามาหา เศรุบบาเบลและหัวหน้าของตระกูล และพูดกับเขาว่า “ให้เราสร้างด้วยกันกับท่าน เพราะว่าพวกเรานมัสการพระเจ้าของท่านอย่างท่านทั้งหลาย และเราได้ถวายสัตวบูชาแก่พระองค์ ตั้งแต่วันที่เอสารฮัดโดนพระราชา แห่งอัสซีเรียได้นำเรามาที่นี่” 3แต่เศรุบบาเบล เยชูอา และคนอื่นๆ ที่เป็นพวกหัวหน้าของตระกูลที่เหลืออยู่ในอิสราเอล พูดกับเขาทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายไม่มีส่วนกับเราในการสร้างพระนิเวศ ถวายแด่พระเจ้าของเรา แต่พวกเราจะสร้างแต่ลำพังถวายแด่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าแห่งอิสราเอล ตามที่กษัตริย์ไซรัส พระราชาแห่งเปอร์เซียทรงบัญชาไว้แก่เรา”
นี่คือความเป็นอิสราเอลที่รู้จักพระเจ้าที่เขานมัสการ และไม่ยอมให้การอ้างส่วนอ้างสิทธิ์ด้วยคำพูดแต่ขาดความสัมพันธ์มาเกี่ยวข้องกับพระเจ้าที่อิสราเอลนมัสการ อิสราเอลในยุคพระคัมภีร์เดิมเวลานั้นได้กล่าวในสำนวนเดียวกันกับที่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสกับหญิงสะมาเรียเช่นกันว่า ซึ่งเจ้านมัสการนั้นเจ้าไม่รู้จัก ซึ่งพวกเรานมัสการเรารู้จัก เพราะความรอดนั้นมาจากพวกยิว แม้ชาวสะมาเรียจะมีความเป็นยิวครึ่งหนึ่ง แต่สำหรับยิวแท้แล้ว สะมาเรียก็ยังไม่ใช่ การนมัสการที่ภูเขาเกราซิม ที่จำลองการนมัสการเหมือนกับในเยรูซาเล็มก็ยังไม่ใช่ สิ่งที่หญิงสะมาเรียเข้าใจเรื่องการนมัสการเป็นเรื่องของเนื้อหนัง พระเยซูทรงเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับพระประสงค์ของพระเจ้าในเรื่องการนมัสการ ผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการ นั่นหมายความว่า เส้นทางชีวิตคริสเตียน ไม่ใช่เรื่องของเนื้อหนัง การมาหาพระเจ้า ต้องมาหาพระองค์อย่างถูกต้อง ด้วยท่าทีของจิตวิญญาณ มิใช่เรื่องของความต้องการของเนื้อหนัง มีคนมาโบสถ์เพราะต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า ต้องการรวย ต้องการหลุดจากหนี้สิน ต้องการหายโรค ต้องการความสุข นั่นคือการมาหาพระเจ้าที่ปลายเหตุ ความจริงพระเยซูคริสต์ต้องการแก้ปัญหาให้กับมนุษย์ที่ต้นเหตุ มาระโก 2:17 17ครั้นพระเยซูทรงทราบดังนั้น จึงตรัสแก่เขาว่า “คนเจ็บต้องการหมอ แต่คนสบายไม่ต้องการ เรามิได้มาเพื่อจะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรม แต่มาเรียกคนที่พวกท่านว่านอกรีต”
หญิงสะมาเรียมีความต้องการฝ่ายวิญญาณ แต่นางไปแสดงออกในด้านความต้องการฝ่ายเนื้อหนัง นี่ก็เป็นการโกหกทั้งตัวเองและพยายามโกหกพระเจ้า ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงชี้ทางสว่างให้กับนาง เพื่อนางจะหันมาสนใจเรื่องฝ่ายวิญญาณ สำหรับคนบาปมิใช่คนชอบธรรม สำหรับคนที่ต้องการแสวงหาฝ่ายวิญญาณมิใช่ด้านวัตถุ แสดงว่าตนเองชอบธรรมแล้วจึงจะมาแสวงหาพระเจ้า การนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง คือการเข้ามาหาพระเจ้าในสภาพที่เราต้องการพระเจ้า ไม่ใช่มาเพื่ออวดพระเจ้าว่า เราเก่ง เราทำได้ เราดีพร้อม เราคู่ควรที่จะนมัสการพระเจ้า การนมัสการพระเจ้าคือการยอมรับพระองค์ว่าพระองค์คือพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ เป็นพระเจ้าจอมกษัตริย์ ที่เราควรจะยำเกรง ความจริงของพระเจ้า คือเราเป็นคนบาป เราต้องการความช่วยเหลือ ความจริงทำให้เราเป็นไท เรามีอิสระในการนมัสการพระเจ้า เราไม่ถูกครอบงำ เราไม่ถูกบังคับ เป็นตัวจริงกับพระเจ้า สดุดี 15:1-3
ข้าแต่พระเจ้า ผู้ใดจะอาศัยอยู่ในพลับพลาของพระองค์ ผู้ใดจะอยู่บนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ 2คือผู้ที่ดำเนินชีวิตอย่างหาที่ติ มิได้และปฏิบัติให้ถูกต้องตามธรรม และพูดความจริงจากจิตใจของตน 3ผู้ซึ่งไม่ใช้ลิ้นของตนในการนินทาว่าร้าย
ไม่กระทำชั่วต่อเพื่อน และไม่ด่าเพื่อนบ้านของตน
4. พระผู้ช่วยให้รอดของโลก มิใช่แค่ตัวเราเท่านั้น ยอห์น 4:25-26;28-29;41-42
25นางทูลพระองค์ว่า “ดิฉันทราบว่าพระเมสสิยาห์ (ที่เรียกว่าพระคริสต์) จะเสด็จมา เมื่อพระองค์เสด็จมา พระองค์จะทรงชี้แจงทุกสิ่งแก่เรา” 26พระเยซูตรัสกับนางว่า “เราที่พูดกับเจ้าคือท่านผู้นั้น”.... 28หญิงนั้นจึงทิ้งหม้อน้ำไว้และเข้าไปในเมืองบอกคนทั้งปวงว่า 29“มาเถิด มาดูท่านผู้หนึ่งที่เล่าถึงสิ่งสารพัดซึ่งฉันได้กระทำ ท่านผู้นี้จะเป็นพระคริสต์ได้ไหม” 30คนทั้งหลายจึงพากันออกจากเมืองไปหาพระองค์.... 41และคนอื่นเป็นจำนวนมากได้วางใจ เพราะพระดำรัสของพระองค์ 42เขาเหล่านั้นพูดกับหญิงนั้นว่า “ตั้งแต่นี้ไปที่เราเชื่อนั้นมิใช่เพราะคำของเจ้า แต่เพราะเราได้ยินเอง และเรารู้ว่าท่านองค์นี้แหละเป็นพระผู้ช่วยโลกให้รอดที่แท้จริง”
หญิงสะมาเรียได้ทิ้งหม้อน้ำเข้าไปพาผู้คนในเมืองมาหาพระเยซู นางเป็นพยานถึงพระคริสต์ ความเสี่ยงเกิดขึ้นที่ตรงนี้ คนในเมืองเป็นชาวสะมาเรีย และคนที่หญิงสะมาเรียจะพาชาวเมืองไปพบ เป็นคนยิวแท้ๆ ซึ่ง ณ เวลานั้น ไม่มีใครรู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น หากสะมาเรียกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งมาพบคนยิวกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่ง เพราะในเวลานั้น สาวกของพระเยซูได้กลับจากการซื้ออาหารในเมืองแล้ว คำพยานของหญิงสะมาเรียที่เป็นบุคคลที่ดูเหมือนไม่มีตัวตนในสังคม เพราะพฤติกรรมของหญิงนี้กระทำให้เป็นอย่างนั้นก่อนหน้านี้ นางไม่อยากพบหน้าผู้คน จากประวัติชีวิตของนางที่โชกโชนและเสียหายในเรื่องผู้ชาย แต่นางกลับไปหาฝูงชนในเมืองอย่างไม่กลัว ไม่อาย แต่เต็มได้ความตื่นเต้น และเร่งเร้าให้คนออกมาพบพระเยซูเหมือนกับที่นางได้พบ หญิงสะมาเรียทิ้งหม้อน้ำไว้กับพระเยซูคริสต์ นางไม่สนใจเรื่องปากท้องความกระหายของร่างกาย
การพบกับพระคริสต์ในวันนี้ มีความหมายอย่างไรกับเรา พระองค์เป็นลูกแก้ววิเศษที่เราจะขอ ขอ เคาะ เคาะ เพื่อให้พระเยซูคริสต์เป็นเครื่องมือสนับสนุนแผนงานของเรา หรือพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลก มีความสำคัญต่อโลก โลกต้องการพระองค์ ไม่ใช่แค่เราคนเดียวต้องการพระองค์ หากเราต้องการพระเยซูแค่สำหรับตัวเรา เราก็จะหยุดใช้ความเชื่อเพื่อคนอื่น เราจะใช้ความเชื่อเพื่อตัวเราเอง ทำไมหญิงสะมาเรียต้องวิ่งไปหาคนในเมือง เพราะนางเริ่มคิดถึงคนอื่น นางจะเก็บไว้กับตัวคนเดียวต่อไปไม่ได้ ความรอดเป็นเรื่องความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล แต่ความรอดก็มิใช่สำหรับคนๆเดียว แต่สำหรับคนทั้งโลก นี่คือเหตุผลว่า ทำไมคริสเตียนต้องประกาศ ไม่ใช่ต้องการสร้างตัวเลข ไม่ใช่ต้องการแข่งขันกับศาสนาอื่น แต่เป็นเรื่องของพระผู้ช่วยให้รอดของโลกที่แท้จริงมาถึงโลกแล้ว มาถึงมนุษย์ทั้งโลกแล้ว เพราะพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแท้ของโลก พระองค์จึงตรัสั่งสาวกในหนังสือ มัทธิว 28:18-20
18พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว 19เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ 20สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค”
พระเยซูคริสต์ต้องการให้ความรอดไปถึงชนทุกชาติ ทุกเผ่า ทุกภาษา ในปัจจุบันนี้ พระคัมภีร์ถูกแปลไปนับหมื่นภาษา ไปทั่วโลก พระเยซูคริสต์ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้อยู่กับผู้เชื่อเสมือนหนึ่งพระองค์ทรงสถิตอยู่กับเราตลอดเวลา แต่จะมีวันหนึ่งที่พระองค์จะเสด็จมาเหมือนที่พระองค์ถูกรับขึ้นไปเมื่อสองพันปีที่แล้ว และเส้นทางชีวิตของคริสเตียนคือการรอคอยพระองค์ผู้จะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่ง เราจะดำเนินชีวิตเพื่อพบกับพระองค์ในครั้งนี้อย่างไร พระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลก มิใช่แค่ตัวเราเท่านั้น ฮีบรู 13:1717..... เสมือนหนึ่งผู้ที่จะต้องเสนอรายงาน เส้นทางชีวิตคริสเตียนไม่ใช่แค่เอาตัวเองรอด แต่อยู่เพื่อคนอื่นรอดด้วย มีคนน่าสงสารอยู่รอบตัวเรา ความน่าสงสารของคนรอบข้างไม่ได้ตัดสินกันด้วยเงินทองหรือความขาดแคลนในปัจจัยต่างๆ แต่ความน่าสงสารของคนอยู่ที่คนเหล่านั้นไม่มีพระผู้ช่วยให้รอดต่างหาก มัทธิว 9:36 36และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสารเขา ด้วยเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|