Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2551

 

 

หัวข้อ“พ่อกับลูกอยู่ในแผนการของพระเจ้า”มาลาคี 4:6

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

“พ่อ” เป็นเพศชายโดยไม่ต้องสงสัย แต่ “ลูก”ของ “พ่อ” มีทั้งหญิงและชาย รวมทั้งเพศที่สามด้วย ที่กล่าวเช่นนี้ใช่ว่า คริสตจักรจะสนับสนุนเรื่องเพศที่สาม แต่อยากจะย้ำกับเราว่า พ่อมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นใจในความเป็นเพศแท้ๆของตัวเองหรือจะเข้าสู่เพศที่สามได้  แม้ภาพของพ่อในปัจจุบันกำลังถูกบิดเบือนว่าไม่จำเป็นสำหรับการมีลูก
มีข่าวจากประเทศอังกฤษว่า จะมีการบังคับให้ผู้บริจาคสเปิร์มต้องเปิดเผยว่าใครเป็นเจ้าของสเปิร์ม เพื่อลูกจะได้รู้ว่าเขาเกิดมาจาก “พ่อ” คนไหน เพราะว่าก่อนหน้านี้ ห้ามมีการเปิดเผยผู้บริจาคเชื้อเสปิร์ม ด้วยแนวความคิดว่า ลูกที่เกิดมาไม่จำเป็นต้องรู้จักพ่อตัวจริง แนวความคิดนี้ทำให้ภาพของพ่อตัวจริงถูกลิดรอนความสำคัญลงจนหมด หรือสังคมแม่เดี่ยว ทำให้เกิดค่านิยมว่า แม่ยังเป็นที่ต้องการสำหรับการเลี้ยงลูก ไม่ต้องมีพ่อเราก็อยู่ได้ นี่คือกระแสของสังคมที่กำลังพัดพาคนออกจากความจริงของชีวิตเข้าสู่สิ่งที่มนุษย์พยายามเปลี่ยนแปลงทุกอย่างรอบตัวหรือแม้แต่ธรรมชาติของตัวเองให้ตามใจตัวเองที่เรียกว่า กิเลศตัณหา ความอยากที่ไม่รู้จบ สังคมทั่วโลกจึงมีภาพของพ่อที่ไม่ชัดเจน ยิ่งพ่อถูกมองในภาพของผู้ชายที่ใช้กำลัง ความรุนแรง ยิ่งทำให้ภาพของพ่อยิ่งดูน่ากลัวและไม่อยากเข้าใกล้สำหรับลูก พ่อที่ยุ่งวุ่นวายไม่มีเวลาให้กับครอบครัว ไม่ได้รับผิดชอบครอบครัว และทิ้งครอบครัวไปก็ยิ่งทำให้พ่อหายไปจากครอบครัว กลายเป็นคนที่ไม่มีตัวตนอีกต่อไป เด็กๆรุ่นใหม่รู้จักคำว่า “พ่อ” แค่นามธรรมที่จับต้องไม่ได้ สัมผัสไม่ได้
ในความเป็นจริง เรื่องพ่อกับลูกนั้นอยู่ในแผนการสำคัญของพระเจ้า โดยเฉพาะเป็นเหตุผลหนึ่งของการเสด็จมาบังเกิดของพระเยซูคริสต์ในโลกนี้ พระคัมภีร์ได้บันทึกคำพยากรณ์เรื่องพ่อกับลูก และคำพยากรณ์นี้ใกล้ตัวเราทั้งหลายมาก เพราะเป็นคำพยากรณ์ถึงยุคที่เราทั้งหลายอยู่ในปัจจุบันนี้ ที่พระคัมภีร์เรียกว่าสมัยสิ้นยุค พระคัมภีร์ได้ให้เราสังเกตุว่าจะมีสิ่งใดในสมัยสิ้นยุคเกิดขึ้นบ้าง และในปัจจุบันของเรา มีสิ่งที่พระคัมภีร์ทำนายเกี่ยวกับยุคสุดท้ายเกิดขึ้นตามนั้น เช่น
2 ทิโมธี 3:1-5
1แต่จงเข้าใจข้อนี้   คือว่าในสมัยจะสิ้นยุคนั้น   จะเกิดเหตุการณ์กลียุค 2เพราะมนุษย์จะเห็นแก่ตัว   เห็นแก่เงิน   เย่อหยิ่ง   ยโส   ชอบด่าว่า   ไม่เชื่อฟังคำบิดามารดา   อกตัญญู   ไร้ศีลธรรม 3ไร้มนุษยธรรม   ไม่ให้อภัยกัน   ใส่ร้ายกัน   ไม่ยับยั้งชั่งใจ   ดุร้าย   เกลียดชังความดี 4ทรยศ   มุทะลุ   หัวสูง   รักความสนุกยิ่งกว่ารักพระเจ้า 5ถือศาสนาแต่เปลือกนอก   ส่วนแก่นแท้ของศาสนาเขาไม่ยอมรับ 
แต่พระคัมภีร์ได้บอกความจริงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มีการกำหนดหนทางแก้ไข หนทางเปลี่ยนแปลงไว้ด้วย มาลาคี 4:5-6
5“ดูเถิด   เราจะส่งเอลียาห์ผู้เผยพระวจนะมายังเจ้าก่อนวันแห่งพระเจ้า   คือวันที่ใหญ่ยิ่งและน่าสะพรึงกลัวมาถึง 6และท่านผู้นั้นจะกระทำให้จิตใจของพ่อหันไปหาลูก   และจิตใจของลูกหันไปหาพ่อ  หาไม่   เราจะมาโจมตีแผ่นดินนั้นด้วยคำสาปแช่ง”
1. พ่อคือการเยียวยาของลูก มาลาคี4:6ก
จิตใจของพ่อหันไปหาลูก   และจิตใจของลูกหันไปหาพ่อ
ก่ อนที่จิตใจจะหันเข้าหากัน มันเกิดสงครามไปแล้ว มันเกิดบาดแผล มันเสียความรู้สึก มันแตกสลาย บางกรณีพ่อเป็นฝ่ายทำให้ลูกบาดเจ็บ แต่บางกรณี ลูกก็ทำให้หัวใจของพ่อแตกสลาย เจ็บทั้งคู่ ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (ในตำราและประสบการณ์ของข้าพเจ้าเรื่องการบำบัดภายใน ลูกมักฝ่ายที่ให้อภัยพ่อยาก) แต่ประสบการณ์เรื่องของ ทิฐิ (มีในทั้งพ่อและลูก) เหมือนอย่างที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ คือ  ทิฐิของพ่อที่ยากจะหันกลับไปหาลูก หรือทิฐิของลูกที่ยากจะหันกลับไปหาพ่อ  นี่เป็นภาพที่ให้เห็นการหันหลังให้กัน ความสัมพันธ์เช่นนี้ควรรรับการแก้ไข และพระเยซูคริสต์เจ้าเสด็จมาเพื่อเยียวยารักษาความสัมพันธ์ที่แตกหักนี้ บางคนอาจว่า พ่อได้จากโลกนี้ไปนานแล้ว จะเยียวยาได้อย่างไร เรามาดูที่กฏฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าทรงตั้งไว้ให้แก่มนุษย์ทุกคน ในพระคัมภีร์ อพยพ 20:12
12“จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า   เพื่ออายุของเจ้าจะได้ยืนนานบนแผ่นดิน   ซึ่งพระเจ้าของเจ้าประทานให้แก่เจ้า
พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่า การให้เกียรติบิดามารดานั้นสิ้นสุดที่ความตาย หรือสิ้นสุดที่พฤติกรรมของพ่อที่ไม่เอาไหน หรือทิ้งลูกไป แต่เป็นบทบาทของความเป็นลูกตลอดชีวิตที่มีพ่อที่ต้องให้เกียรติ ในเวลาเดียวกัน พระคัมภีร์ได้กล่าวต่อไปว่า ชีวิตจะจบเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับการให้เกียรติพ่อแม่ด้วย (เพื่ออายุของเจ้าจะได้ยืนนานบนแผ่นดิน) เพราะฉะนั้น ความสัมพันธ์พ่อกับลูกหรือลูกกับพ่อ ต้องการการเยียวยารักษาให้เป็นปกติดี เพื่อลูกจะไปดีมาดีบนแผ่นดินโลก เอเฟซัส 6:2-3 2จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า     นี่เป็นพระบัญญัติข้อแรกที่มีพระสัญญาไว้ด้วย 3เพื่อเจ้าจะไปดีมาดีและมีอายุยืนนานที่แผ่นดินโลก โปรดสังเกตุว่า หนังสืออพยพไม่มีท่อนนี้ แต่มามีในหนังสือเอเฟซัส ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ที่เขียนขึ้นหลังจากคำนายเรื่องการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์สำเร็จแล้ว  คือ และท่านผู้นั้นจะกระทำให้จิตใจของพ่อหันไปหาลูก   และจิตใจของลูกหันไปหาพ่อ  (ข้อ 6) ความหมายของคำว่า ไปดีมาดี แปลว่า Well done แปลว่า เก่ง ทำอะไรก็ถูกต้อง ทำอะไรก็สำเร็จ ทำอะไรก็ดูดี  และไปถึงดีเลิศในสายตาของทุกคนและของตัวเอง
Ex. เราจึงเห็นพ่อกับลูกอยากจะคุยดี แต่จบลงที่ทะเลาะกันทุกที นี่เป็นอาการป่วยของพ่อกับลูก ที่ไม่มีใครทำให้ลูกเราป่วยได้เท่ากับพ่อ และพ่อที่ทำให้ลูกป่วยก็เพราะถูกคุณปู่ทำให้พ่อป่วยมาก่อน คำว่า ส่งต่อบาดแผล ส่งต่ออารมณ์ที่บาดเจ็บเกิดขึ้นที่นี่ เราจึงเห็นอารมณ์บางอย่างที่ส่งต่อให้กับคนรุ่นต่อไป อารมณ์ที่บาดเจ็บ อารมณ์ที่โกรธไม่สามารถแสดงออกได้กับคุณปู่ พ่อมาแสดงออกตอนมีลูก เป็นบาปที่ส่งต่อกันไปเป็นทอดได้ พระคัมภีร์ อพยพ 20:5 ให้โทษบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานของผู้ที่ชัง เราจนถึงสามชั่วสี่ชั่วอายุคน นี่เป็นอาการที่ต้องรับการเยียวรักษา พระเยซูคริสต์เจ้าจึงทรงตรัสว่า ลูกา 5:3131 “คนเจ็บต้องการหมอ   แต่คนสบายไม่ต้องการ ความสัมพันธ์ของพ่อกับลูกต้องการรับการเยียวยา และพระเจ้าทรงส่งองค์พระเยซูคริสต์เจ้าเข้ามาเพื่อช่วยคนที่ต้องการการรักษา คำๆหนึ่งที่ว่า เลี้ยงได้แต่ตัว แต่ใจเลี้ยงไม่ได้ ผู้ใหญ่มักเอามาใช้เรื่องเกี่ยวกับความรักของลูกที่คิดว่าลูกไปรักคนอื่น แต่ความจริงคือ ถ้าหันกับมามองความสัมพันธ์พ่อกับลูก เรื่องของใจที่พ่อเองอาจไม่รู้ว่า แม้แต่ตัวลูกเองที่บางครั้งคิดว่า ต้องการพ่อ ในขณะที่ใจของลูกบางคนเลือกที่จะปฏิเสธพ่อโดยไม่รู้ตัว 
พ่อแม่สมัยนี้ อยากให้ลูกเก่ง โดยไม่ได้วางรากฐานที่ดีคือการเยียวยาให้กับลูก แต่กลับไปสนับสนุนให้ลูกเก่งในด้านวิชาการเรียน เก่งดนตรี กีฬา แต่เรื่องการให้เกียรติพ่อแม่กลายเป็นที่ไม่ต้องใส่ใจ เราจึงเห็นลูกไม่เอาไหนเยอะ ความเก่ง well done ไม่ได้อยู่ที่พรสวรรค์ แต่อยู่ที่ความกตัญญูก่อนอันดับแรก ดังนั้นพ่อคือการเยียวของลูก
2. กฏฝ่ายวิญญาณของความเป็นลูก ข้อ 6ข
หาไม่   เราจะมาโจมตีแผ่นดินนั้นด้วยคำสาปแช่ง”
คำแช่งสาปเป็นกฏฝ่ายวิญญาณที่ถูกกำหนดล่วงหน้ามาแล้ว แผ่นดินที่ถูกสาป แปลว่า เป็นแผ่นดินที่ต้องถูกทำลาย เสียหาย เป็นกฏฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับคนทั่วไปทุกคนที่ได้ชื่อว่า เป็นลูกแต่ไม่ได้ทำตามกฏฝ่ายวิญญาณนี้ ก็จะได้รับผลกระทบในเรื่องของแผ่นดินที่รับคำแช่งสาป กฏฝ่ายวิญญาณเกี่ยวพันกับการดำเนินชีวิตในโลกนี้ มิใช่โลกหน้า คือปัจจุบันไม่ใช่อนาคต แต่ปัจจุบันจะชี้ชะตาของอนาคตได้ วันนี้หากความสัมพันธ์พ่อกับลูกถูกต้องตามกฏฝ่ายวิญญาณ เราจะทำอะไรก็ถูกต้อง ทำอะไรก็จะเกิดผล ดังนั้นพ่อกับลูก อยู่เพื่อเกื้อกูลกัน ต่างคนต่างไปไม่ได้ ในเอเฟซัส 6:11ฝ่ายบุตรจงนบนอบเชื่อฟังบิดามารดาของตนในองค์พระผู้เป็นเจ้า   เพราะกระทำอย่างนั้นเป็นการถูก
พระคัมภีร์ย้ำว่า ลูกที่กระทำนบนอบเชื่อฟังต่อพ่อแม่ เป็นสิ่งที่ถูก ซึ่งรากศัพท์ภาษากรีกนี้แปลได้ทั้งคำว่า ไม่ขัดแย้งกับกฏฝ่ายวิญญาณ แปลเพิ่มเติมได้อีกว่า เป็นความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์ ไร้มลทินไร้ความผิด
นี่เป็นส่วนที่คนอื่นหรือแม้แต่พ่อแม่ทำแทนลูกไม่ได้ พ่อแม่บางคน (ขอรวมแม่ไว้ด้วย เพราะพ่อกับแม่คือคนๆเดียวกัน) ไม่อยากให้ลูกต้องมีตำหนิเรื่องนี้ พยายามรับผิดแทนลูก ลูกทำผิดก็ขอโทษลูก เอาความผิดของลูกมาเป็นของตัวเอง อย่างนี้เรากำลังฆ่าลูกทางอ้อม และลูกที่คอยแต่จะโทษว่าเป็นความผิดของพ่อแม่ และไม่ยอมรับส่วนที่ตนเองทำผิดก็เท่ากับตัวเองกำลังเดินไปในทางแห่งคำแช่งสาป เพราะฉะนั้น ลูกต้องการพ่อ เพื่อจะยกโทษให้กับลูก และลูกให้อภัยพ่อเพื่อลูกจะปฏิบัติสิ่งที่ถูกต้องกับพ่อ ไม่ใช่แค่ภายนอกแต่จากภายในจิตใจของลูกด้วย ลูกต้องการพ่อทั้งมีชีวิตอยู่หรือแม้จากไปแล้ว หรือแม้เราไม่เคยพบท่านเลยตลอดชีวิต เพราะความจริงที่ทุกคนปฏิเสธไม่ได้ ก็คือ ลูกทุกคนมีพ่อ กษัตริย์ซาโลมอนได้เขียนหนังสือสุภาษิต 4:3-4
3เมื่อเราเป็นลูกอยู่กับพ่อของเรา  เป็นแก้วตาของแม่เรา  ดูน่ารักอ่อนโยน 4บิดาสอนเรา  และพูดกับเราว่า  “ให้ใจของเจ้ายึดคำสอนของเราไว้ให้มั่น จงรักษาบัญญัติของเรา  และมีชีวิตอยู่  
กษัตริย์ซาโลมอนย้ำกับลูกๆของเขาว่า แม้เขาเป็นกษัตริย์ แม้พ่อจะจากไปแล้ว เขาก็ยังจำไว้เสมอว่าเขามีพ่อ และมีคำสั่งสอนของพ่อ ให้ลูกทั้งหลายของเขาจงตระหนักเสมอว่า จงเป็นลูกที่ไม่ลืมพ่อ และเมื่อมีโอกาสได้รับคำสั่งสอนจากพ่อ จงใส่ใจ จงระวัง รักษาคำสอนของพ่อไว้
3. ลูกทุกคนต้องการพระคุณจากพระบิดา  มาลาคี4:5
5“ดูเถิด   เราจะส่งเอลียาห์ผู้เผยพระวจนะมายังเจ้าก่อนวันแห่งพระเจ้า   คือวันที่ใหญ่ยิ่งและน่าสะพรึงกลัวมาถึง
ในที่นี้เราทุกคนเป็นลูกที่มีพ่อ ดังนั้นเนื้อหาพระคัมภีร์ที่เรียกอนาคตที่กำลังจะมาถึงว่าเป็นวันสำคัญ วันที่จะมาแน่นอน และน่าสะพรึงกลัว มันจะเป็นวันสำหรับลูกทุกคนด้วยเช่นกัน ลูกทุกคนต้องเผชิญกับภาวะความเป็นมนุษย์ที่เสื่อมลงเพราะบาป ดังคำทำนายในหนังสือมัทธิว 24:10,12 10คราวนั้นคนเป็นอันมากจะถดถอยไป   และอายัดกันและกัน   ทั้งจะเกลียดชังซึ่งกันและกันด้วย... 12ความรักของคนส่วนมากจะเยือกเย็นลง   เพราะความอธรรมแผ่กว้างออกไป13แต่ผู้ใดทนได้จนถึงที่สุดผู้นั้นจะรอด
พระคัมภีร์กล่าวถึงยุคสุดท้าย มนุษย์ทุกคนจะต้องเข้าสู่การทดสอบความอดทน ใครทนได้ถึงที่สุดผู้นั้นจะรอด หมายความว่า มนุษย์ทุกคนต้องใช้ความอดทนอย่างยิ่ง แต่ดูเหมือน แนวโน้มของมนุษย์อย่างเราทั้งหลาย กำลังถูกหล่อหลอม ปรับรูปร่างให้มนุษย์ปัจจุบันและอนาคต กลายเป็นคนที่อดทนน้อยลง รอไม่ได้ รีบเร่ง  และที่สำคัญ พระคัมภีร์ตอนนี้กำลังบอกเราว่า จะมีคริสเตียนมากมายจะทนไม่ได้ด้วยเช่นกัน  นี่แหล่ะคือปัญหา ถ้าไม่รีบเตรียมตัวเองที่จะอดทนได้ยาวนาน วันนั้นเราจะไม่สามารถผ่านการทดสอบไปได้  เรื่องพ่อกับลูกในวันนี้ จะเป็นบททดสอบอันหนึ่งว่าเราจะทนได้หรือไม่ ให้เรามาดูที่บทบาทของ “พ่อ” บทบาทของพ่อถูกแต่งตั้งไว้อย่างมีเกียรติ พระเจ้าทรงให้พ่อมีต้นแบบอย่างพระองค์ ในพระคัมภีร์ เอเฟซัส 3:15 15(คำว่า  บิดา  ของทุกตระกูล  ทุกชาติ   ในสวรรค์ก็ดี  ที่แผ่นดินโลกนี้ก็ดีมาจากคำว่า   พระบิดา) ดังนั้น บิดา หรือ “พ่อ” เป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติจากพระเจ้า และพระเจ้าไม่ได้แต่งตั้ง “พ่อ” ไว้โดยไม่มี Job Description ใบพรรณาบทบาทของพ่ออย่างที่พระเจ้าตั้งพระทัยไว้ “พ่อ” คือความคาดหวังของพระเจ้าที่จะทำให้ลูกทุกคนผ่านการทดสอบของชีวิตไปได้ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า พ่อคือผู้ที่จะแนะนำให้ลูกรู้จักโลกนี้ว่าเป็นอย่างไร ผู้ชายจึงเป็นพ่อ ผู้หญิงเป็นพ่อไม่ได้ เพราะผู้ชายจะเก่ง แกร่ง และมีกำลังมากกว่าผู้หญิง พ่อที่ปล่อยให้แม่แนะนำลูกชายให้รู้จักกับโลกนี้ ลูกจะเผชิญโลกนี้อย่างผู้หญิงเผชิญโลก ถ้าแม่แนะนำลูกสาวเผชิญโลกนี้ ลูกสาวก็จะเผชิญโลกนี้แบบชีวิตนี้ไม่ต้องการผู้ชาย โลกจึงมีเพศที่สามเกิดขึ้น คือหญิงไม่เป็นหญิง ชายไม่เป็นชาย บทบาทของพ่อจึงสำคัญมาก แต่เราก็พบว่าปัญหาของลูกที่ไม่มีพ่อ และแม่ต้องรับภาระนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะทำอย่างไรดี พระเยซูคริสต์จึงเป็นคำตอบสำหรับเรื่องนี้ เพื่อให้เราได้พบกับพระบิดาต้นแบบของพ่อได้โดยตรง แต่บางคนเมื่อมาทางพระเยซูคริสต์แล้ว ก็ยังมีปัญหา มองภาพพ่อไม่ออก ไม่รู้ว่า พระเจ้าจะเป็นพระบิดาได้อย่างไร นี่เป็นปัญหาของคริสเตียนมากมายที่เข้าไม่ถึงความรักของพระบิดา เพราะยังบาดเจ็บกับตำแหน่งของพ่อที่พระเจ้าทรงตั้งมนุษย์ไว้ให้แก่เขา บางคนโกรธพระเจ้าที่ตั้งพ่อที่ไม่เอาไหนให้กับเขา วันนี้ ให้เรากลับมาสู่พื้นฐานของความสัมพันธ์เริ่มแรกที่มนุษย์คู่แรกเกิดมาในโลกนี้ โดยมีพระเจ้าเป็นพระบิดาของเขา ปฐมกาล 1:27 27พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์   ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น   พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น   และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง
มนุษย์คู่แรกก็ไม่เคยมีประสบการณ์ของคำว่า “พ่อ” ที่เป็นมนุษย์ แต่เขาเกิดมาโดยพระเจ้าทรงสร้างเขา และแม้เราทั้งหลายจะเกิดมาจากมนุษย์รุ่นต่อรุ่นมา พระคัมภีร์ยังย้ำกับเราว่า เราเกิดมาจากพระเจ้า นั่นคือพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของเรา  กิจการ 17:26-28
26พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ทุกชาติ   สืบสายโลหิตอันเดียวกันให้อยู่ทั่วพิภพโลก   และได้ทรงกำหนดเวลาและเขตแดนให้เขาอยู่ 27เพื่อเขาจะได้แสวงหาพระเจ้าและมุ่งหวังจะคลำหาให้พบพระองค์   ที่จริงพระองค์มิทรงอยู่ห่างไกลจากเราทุกคนเลย 28ด้วยว่า   'เรามีชีวิต   และไหวตัว   และเป็นอยู่ในพระองค์'   ตามที่กวีบางคนในพวกท่านได้กล่าวว่า   'แท้จริงเราทั้งหลายเป็นเชื้อสายของพระองค์'
บางคนอาจแย้งว่า ถ้าเขาเกิดมาจากพระเจ้า พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของเขา ทำไมเขาจึงไม่รู้จักพระองค์ ข้าพเจ้ามีคำถามว่า เราทั้งหลายที่อยู่ที่นี่ มีกี่คนที่รู้จักบรรพบุรุษแบบชื่อเสียงเรียงนามมีตัวมีตนชัดเจน ย้อนขึ้นไปจากพ่อ เป็นปู่ เป็นทวด ไล่ไป จะได้รับชื่อก๋ง ชื่อทวดของทวดได้กี่ชั่วอายุคน เราจำไม่ได้แล้ว ถึงมีการจดบันทึก เราก็แทบไม่รู้จักบรรพบุรุษต้นตระกูลของเราย้อนไปร้อยชั่วอายุคน พระเจ้าทรงสร้างโลกนี้ สร้างมนุษย์คู่แรก กว่าจะมาถึง เรา แน่นอน เราห่างไกลจากพระองค์มากจนเราไม่รู้จักพระองค์ และนี่คือเหตุผลที่พระเจ้าทรงริเริ่มเชิญชวนให้ลูกอย่างเราทั้งหลายกลับมาหาพระองค์อีกครั้ง รับโอกาสที่จะเข้าสู่พระที่นั่งแห่งพระคุณของพระเจ้า ด้วยใจกล้า ไม่ต้องกลัว ดังที่พระคัมภีร์ได้เชิญชวนจากหนังสือฮีบรู 4:16 16ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลาย   จงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ   เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา   และจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ

เพราะว่าเราทุกคนต้องการพระคุณของพ่อคือพระบิดาพระคุณของพ่อที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้ปกป้องลูกและพระเจ้าพระบิดาได้กระทำพระคุณอันยิ่งใหญ่ที่สุดคือการปกป้องมนุษย์ให้พ้นจากวันอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังจะมาถึงโลกนี้

 

 

 

 

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org