|
|
|
| |
หัวข้อ “พระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งท่าน"
โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
|
|
| |
|
|
| |
2พระเจ้ามิได้ทรงทอดทิ้งชนชาตินั้น ที่พระองค์ทรงรับไว้เป็นของพระองค์
Intro: สถิติในบ้านเรา มีเด็กคลอดใหม่ถูกทอดทิ้งให้เป็นเด็กกำพร้าวันละ 3-4 คน และส่วนใหญ่จากพ่อแม่ที่เป็นวัยรุ่น สังคมบ้านเรากำลังสร้างคนรุ่นต่อไปที่มีประสบการณ์การถูกทอดทิ้งมากขึ้น เราคิดว่า อนาคตของชาติเราจะเป็นอย่างไร การถูกทอดทิ้ง คือการถูกปฏิเสธ ชีวิตของคนที่ถูกปฏิเสธจะส่งต่ออะไร ในปัจจุบัน เรารู้ว่า ไม่มีใครชอบที่จะถูกทอดทิ้ง หรือชอบที่จะถูกโดดเดี่ยว เราชอบที่จะเป็นที่ยอมรับ บทเรียนที่เราจะศึกษาด้วยกันจากพระคัมภีร์หนังสือยอห์นซีรี่ส์วันนี้ คือเรื่อง พระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งท่าน ยอห์น 6:14-25 (มัทธิว 14:22-27; มาระโก 6:45-52)
14เมื่อคนทั้งหลายได้เห็นหมายสำคัญซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำ เขาก็พูดกันว่า “แท้จริงท่านผู้นี้เป็นผู้เผยพระวจนะนั้นที่ทรงกำหนดให้มาในโลก” 15เมื่อพระเยซู ทรงทราบว่าเขาทั้งหลายจะมาจับพระองค์ไปตั้งให้เป็นกษัตริย์ พระองค์ก็เสด็จไปที่ภูเขาอีกแต่ลำพัง 16 พอค่ำลงเหล่าสาวกของพระองค์ก็ได้ไปที่ทะเลสาบ 17แล้วลงเรือข้ามฟากไปยังคาเปอรนาอุม มืดแล้ว แต่พระเยซูก็ยังมิได้เสด็จไปถึงเขา 18ทะเลก็กำเริบขึ้นเพราะลมพัดกล้า 19เมื่อเขาทั้งหลายตีกรรเชียงไปได้ประมาณห้าหกกิโลเมตร เขาก็เห็นพระเยซูเสด็จดำเนินมาบนทะเลใกล้เรือ เขาต่างก็ตกใจกลัว 20แต่พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “นี่เราเองแหละ อย่ากลัวเลย” 21ดังนั้นเขาจึงรับพระองค์ขึ้นเรือด้วยความยินดี แล้วทันใดนั้นเรือก็ถึงฝั่งที่เขาจะไปนั้น 22วันรุ่งขึ้นคนที่เหลืออยู่ฝั่งข้างโน้นเห็นว่า ก่อนนั้นมีเรืออยู่ที่นั่นเพียงลำเดียว และเห็นว่าพระเยซูมิได้เสด็จลงเรือลำนั้นไปกับเหล่าสาวก เหล่าสาวกของพระองค์ไปตามลำพังเท่านั้น 23แต่ก็มีเรือลำอื่นมาจากทิเบเรียสผ่านมา ใกล้ตำบลที่เขาได้กินขนมปังหลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงขอบพระคุณแล้ว 24เหตุฉะนั้นเมื่อประชาชนเห็นว่า พระเยซูและเหล่าสาวกไม่ได้อยู่ที่นั่น เขาจึงลงเรือไปตามหาพระเยซูที่เมืองคาเปอรนาอุม 25ครั้นเขาได้พบพระองค์ที่ฝั่งทะเลสาบข้างโน้นแล้ว เขาทั้งหลายทูลพระองค์ว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ท่านมาที่นี่เมื่อไร”
จากเรื่องราวตอนนี้ เราจะเห็นพระเยซูคริสต์ทรงส่งสาวกแยกลงเรือล่วงหน้าไปก่อนโดยพระองค์ไม่ได้ไปด้วย และพระเยซูคริสต์ทรงอยู่กับประชาชนเพื่อส่งประชาชนกลับหมดทุกคน แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นว่า ประชาชนไม่ยอมกลับและพยายามจะมาจับพระเยซูคริสต์เพื่อตั้งพระองค์เป็นกษัตริย์ของพวกยิว ประชาชนในเวลานั้นต่างเห็นเรื่องการเลี้ยงคนห้าพันคนด้วยขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัว เป็นหมายสำคัญว่า พระเยซูคริสต์น่าจะเป็นผู้เผยพระวจนะดังที่โมเสส บรรพบุรุษของเขาได้กล่าวไว้
เฉลยธรรมบัญญัติ 18:15,18 15“พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะโปรด ให้ผู้เผยพระวจนะอย่างข้าพเจ้านี้เกิดขึ้น ในหมู่พวกท่านจากพี่น้องของท่าน ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังเขา.... 18เราจะโปรดให้บังเกิดผู้เผยพระวจนะ อย่างเจ้าในหมู่พวกพี่น้องของเขา และเราจะใส่ถ้อยคำของเราในปากของเขา และเขาจะกล่าวบรรดาสิ่งที่เราบัญชาเขา ไว้นั้นแก่ประชาชนทั้งหลาย
โมเสสผู้พายิวนับล้านคนออกจากความเป็นทาสในดินแดนอียิปต์ พระเจ้าประทานมานาและนกคุ่มเลี้ยงอิสราเอลนับล้านในทะเลทรายเป็นเวลาสี่สิบปี โมเสสได้กล่าวกับพวกอิสราเอลรุ่นทวดของพวกยิวว่า จะมีผู้เผยพระวจนะที่จะทำหน้าที่อย่างโมเสสอีก นั่นหมายความว่า ถ้ายิวเป็นทาส ถ้ายิวอดข้าว ถ้ายิวยากจน ถ้ายิวเดือดร้อน ถ้ายิวถูกข่มเหง พระเจ้าจะส่งผู้เผยพระวจนะมาช่วยอิสราเอล เหมือนกับที่พระองค์เคยส่งโมเสสมาในครั้งนั้น ดังนั้น เมื่อพวกยิวห้าพันคนได้กินขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวอย่างอิ่มแปล้ ในถิ่นทุรกันดารจากมือของพระเยซูคริสต์ ต่างก็คิดว่า ใช่แล้ว พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเหมือนโมเสสที่จะมานำอิสราเอลออกจากความทาสของอาณาจักรโรมด้วยเช่นกัน พวกยิวในวันนั้นจึงตั้งใจจะจับพระเยซูตั้งพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์ ครั้งหนึ่งในอดีต อิสราเอลมีประวัติศาสตร์ขอตั้งกษัตริย์ครั้งแรก ในสมัย 1ซามูเอล 8:1-7 1อยู่มาเมื่อซามูเอลแก่แล้ว ท่านได้ตั้งพวกบุตรชายของท่านให้วินิจฉัยอิสราเอล 2บุตรชายหัวปีของท่านชื่อโยเอล และคนที่สองชื่ออาบียาห์ ทั้งสองเป็นผู้วินิจฉัยในเมืองเบเออร์เชบา 3แต่บุตรชายของท่าน มิได้ดำเนินในทางของท่าน ได้เลี่ยงไปหากำไร เขารับสินบน และบิดเบือนความยุติธรรมเสีย 4และบรรดาพวกผู้ใหญ่ของอิสราเอลก็พากันมาหา ซามูเอลที่เมืองรามาห์ 5และเรียนท่านว่า “ดูเถิด ท่านชราแล้วและบุตรของท่านมิได้ดำเนินในทาง ของท่าน บัดนี้ขอท่านได้กำหนดตั้งพระราชาให้วินิจฉัยพวกเรา อย่างประชาชาติทั้งหลายเถิด” 6แต่เมื่อเขาพูดว่า “ขอตั้งพระราชาให้วินิจฉัยเราทั้งหลาย” ก็กระทำให้ซามูเอลไม่พอใจ และซามูเอลได้ทูลอธิษฐานต่อพระเจ้า 7และพระเจ้าทรงตอบซามูเอลว่า “จงฟังเสียงประชาชนในเรื่องที่เขาทั้งหลายขอต่อเจ้า เพราะว่าเขามิได้ละทิ้งเจ้า แต่เขาทั้งหลายได้ละทิ้งเราไม่ให้เราเป็นกษัตริย์เหนือเขา
การขอตั้งกษัตริย์ครั้งแรกของอิสราเอลเกิดจากแรงจูงใจสองประการๆแรกคือ ผิดหวังในผู้ทำหน้าที่ผู้วินิจฉัยหรือผู้ตัดสินที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวและลำเอียง ปฏิบัติต่อคนไม่เท่าเทียมกัน ซามูเอลได้รับการร้องเรียนจากประชาชนเพื่อขอให้แต่งตั้งกษัตริย์ ด้วยจุดมุ่งหมายแผงก็คือเขาจะขอปลดผู้วินิจฉัยที่ไม่สัตย์ซื่อนั้น พร้อมกับเหตุผลอีกข้อคือซามูเอลก็แก่มากแล้ว ซามูเอลพยายามที่จะให้อิสราเอลเข้าใจถึงเรื่องการคาดหวังในมนุษย์จะทำให้อิสราเอลผิดหวังในคนอีก
1 ซามูเอล 8:19-20
18ในวันนั้นท่านจะร้องทุกข์เพราะพระราชาของท่าน ผู้ซึ่งท่านทั้งหลายเลือกให้ครองท่านทั้งหลาย แต่พระเจ้าจะไม่ทรงตอบท่านในวันนั้น” 19แต่ประชาชนปฏิเสธไม่ฟังเสียงของซามูเอล เขาทั้งหลายกล่าวว่า “เราไม่ยอม แต่เราจะต้องมีพระราชาปกครองเรา 20เพื่อเราจะเป็นเหมือนประชาชาติทั้งหลายด้วย และเพื่อพระราชาของเราจะวินิจฉัยเราและนำหน้า เราไปและรบศึกให้เรา”
“เหมือนประชาชาติทั้งหลาย” คือแรงจูงใจประการที่สอง เป็นแรงจูงใจที่ผิดต่อพระเจ้า เพราะนั่นคือการละทิ้งพระเจ้าของชนชาติอิสราเอล พระเจ้าไม่ต้องการให้อิสราเอลผิดหวังกับคนอีก เพราะพระองค์ทรงรู้ว่า ไม่มีมนุษย์คนไหนจะสามารถเติมความต้องการของมนุษย์ทุกคนได้ หรือกล่าวอีกสำนวนหนึ่งก็คือ มนุษย์ไม่สามารถทำให้คนทุกคนพอใจได้ ภาษาอังกฤษใช้สำนวนว่า Nobody can please everyone
พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งมนุษย์ พระเจ้าไม่ทำเพื่อประโยชน์ของพระองค์ เพราะพระองค์ไม่มีความต้องการสิ่งของใดๆ เช่นเครื่องเซ่นไหว้ หรือสิ่งใดๆที่มนุษย์จัดหาให้ สดุดี 50:7-13
7“ประชากรของเราเอ๋ย จงฟัง และเราจะพูด อิสราเอลเอ๋ย เราจะเป็นพยานปรักปรำเจ้า เราเป็นพระเจ้า พระเจ้าของเจ้า
8เรามิได้ตักเตือนเจ้าเรื่องเครื่องสัตวบูชาของเจ้า เครื่องเผาบูชาของเจ้ามีอยู่ต่อหน้าเราเสมอ 9เราจะไม่รับวัวผู้จากเรือนของเจ้า หรือแพะผู้จากคอกของเจ้า 10เพราะสัตว์ทุกตัวในป่าเป็นของเรา ทั้งสัตว์เลี้ยงบนภูเขาตั้งพันยอด 11เรารู้จักบรรดานกแห่งภูเขาทั้งหลาย และบรรดาสัตว์ในนาเป็นของเรา 12ถ้าเราหิว เราจะไม่บอกเจ้า เพราะพิภพและสารพัดที่อยู่ในนั้นเป็นของเรา 13เรากินเนื้อวัวผู้หรือ หรือ ดื่มเลือดแพะหรือ
อิสราเอลได้ละทิ้ง พระเจ้าผู้ประทานอาหาร ประทานแผ่นดินให้กับเขา พระเจ้าผู้นำอิสราเอลออกจากความเป็นทาสของอียิปต์ พระเจ้าได้ทำบทบาทกษัตริย์ ผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน แต่อิสราเอลได้ละทิ้งพระองค์และหันไปพึ่งพามนุษย์เมื่อเขาผิดหวังใจมนุษย์ พระเจ้าจึงตรัสผ่านผู้รับใช้ซามูเอลว่า 18ในวันนั้นท่านจะร้องทุกข์เพราะพระราชาของท่าน ผู้ซึ่งท่านทั้งหลายเลือกให้ครองท่านทั้งหลาย ความหมายก็คือ เขากำลังแก้ปัญหาผิดวิธี ผิดทิศทาง การแก้ปัญหาของคนบางคนวนอยู่แต่เรื่องเดิม เปลี่ยนคนก็แล้ว เปลี่ยนสถานที่ก็แล้ว เปลี่ยนบ้าน เปลี่ยนรถ เปลี่ยนบรรยากาศ แต่นิสัยคน(ตัวเราเอง)ไม่เปลี่ยน ก็เจอปัญหาทุกข์ใจเหมือนเดิม นี่เป็นการแก้ปัญหาอย่างมนุษย์ แต่พระเจ้าทรงมีวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้แบบพระเจ้า พระเยซูคริสต์จึงเสด็จเข้ามาในโลกนี้ในบทบาทกษัตริย์ที่แตกต่างไปจากกษัตริย์ใดๆในโลกนี้ เริ่มต้นอาณาจักรของพระเจ้า โดยพระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวก มัทธิว 6:9-15
9“ท่านทั้งหลาย จงอธิษฐานตามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ 10ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก11ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวัน แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้12และขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น 13และขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง แต่ขอให้พ้นจากซึ่งชั่วร้าย(หรือ มารร้าย) [เหตุว่าราชอำนาจ และฤทธิ์เดช และพระสิริเป็นของพระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์ อาเมน](สำเนาต้นฉบับเก่าแก่หลายฉบับ ไม่มีข้อความนี้) 14เพราะว่าถ้าท่านยกความผิดของเพื่อนมนุษย์ พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะทรงโปรดยกความผิดของท่านด้วย 15แต่ถ้าท่านไม่ยกความผิดของเพื่อนมนุษย์ พระบิดาของท่านจะไม่ทรงโปรดยกความผิดของท่านเหมือนกัน
นี่คือภาพแผ่นดินสวรรค์ที่พระเจ้าต้องการให้มาตั้งในแผ่นดินโลกนี้ และบทบาทกษัตริย์ของพระเยซูคริสต์ คือการจัดการให้มีอาณาจักรที่ดี อาณาจักรที่มีเสรีภาพ อาณาจักรที่มีความสุข และเป็นอาณาจักรที่พระเยซูคริสต์ทำบทบาทกษัตริย์โดยการปรนนิบัติประชากรของพระองค์
ลูกา 4:18-20 8พระวิญญาณแห่งพระเป็นเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ได้ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้ เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน พระองค์ได้ทรงใช้ข้าพเจ้าให้ร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย ให้ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก ให้ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับเป็นอิสระ 19และให้ประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเป็นเจ้า ....“คัมภีร์ตอนนี้ที่ท่านได้ยินกับหูของท่านก็สำเร็จในวันนี้แล้ว”
มาระโก 10:42-45 42พระเยซูจึงทรงเรียกเขาทั้งหลายมาตรัสว่า “ท่านทั้งหลายรู้อยู่ว่า ผู้ที่นับว่าเป็นผู้ครองของคนต่างชาติ ย่อมเป็นเจ้าเหนือเขา และผู้ใหญ่ทั้งหลายก็ใช้อำนาจบังคับ 43แต่ในพวกท่านหาเป็นอย่างนั้นไม่ ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย 44และถ้าผู้ใดใคร่จะเป็นเอกเป็นต้น ผู้นั้นจะต้องเป็นทาสสมัครของคนทั้งปวง 45เพราะว่าบุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก”
นี่คือเหตุผลว่า ทำไมพระเยซูคริสต์จึงแยกตัวลำพังออกจากประชาชนที่จะมาจับพระองค์ตั้งเป็นกษัตริย์ เพราะพระองค์ทรงทรงมองเห็นแรงจูงใจของประชาชน เป็นความพยายามเพื่อทำให้พระองค์ผิดแปลกไปจากบทบาทกษัตริย์ที่พระองค์เป็น การแยกตัวของพระเยซูคริสต์ไม่ใช่การทอดทิ้งประชาชน แต่พระองค์แยกตัวเพราะประชาชนกำลังจะทอดทิ้งพระเจ้าและหันไปคาดหวังวิธีการอย่างมนุษย์ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นต้นแบบเรื่อง พระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งท่าน ดังนี้
1. เมื่ออยู่ในที่เขตพระเจ้ากำหนด ยอห์น 6:14-15
14เมื่อคนทั้งหลายได้เห็นหมายสำคัญซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำ เขาก็พูดกันว่า “แท้จริงท่านผู้นี้เป็นผู้เผยพระวจนะนั้นที่ทรงกำหนดให้มาในโลก” 15เมื่อพระเยซู ทรงทราบว่าเขาทั้งหลายจะมาจับพระองค์ไปตั้งให้เป็นกษัตริย์ พระองค์ก็เสด็จไปที่ภูเขาอีกแต่ลำพัง
หนังสือ God @ work ได้ให้นิยามของคำว่า “กษัตริย์” คือ ได้รับการเจิมเพื่อมีอิทธิพลในขอบเขตฝ่ายโลก
เปาโลกล่าวในหนังสือ 2 โครินธ์ 10:13 “ฝ่ายเราจะไม่โอ้อวดในสิ่งใดเกินขอบเขต แต่ว่าจะอวดในขอบเขตที่พระเจ้าทรงจัดไว้ให้เรา” คำในภาษากรีก เมตรอน (metron) ซึ่งแปลว่า “ส่วนที่จำกัดหรือขอบเขตแห่งอิทธิพล” คนส่วนใหญ่ไม่แน่ใจว่า เมตรอน ขอบเขตแห่งอิทธิพลที่พระเจ้าประทานให้เขาอยู่ตรงไหน ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามทำการนอกเหนือขอบเขตของตน คริสตจักรเต็มไปด้วยคนที่กำลังต่อสู้อยู่ภายนอกขอบเขตของตนเอง ที่จริงแล้วเขากำลังอยู่ผิดที่ ความจริง หากมนุษย์อยู่ถูกที่ มนุษย์คนนั้นจะอยู่ในฐานะกษัตริย์ที่มีสิทธิอำนาจในการทำบทบาทของตนเองอย่างเต็มศักยภาพ ทำอะไรก็จะทำได้ดี ได้ครอบครองสิ่งที่ตนเองควรได้ครอบครอง ได้ปกป้องสิ่งที่เป็นของตัวเอง และเป็นที่ยอมรับในท่ามกลางคนรอบข้าง เพราะเขาอยู่ในที่ที่ใช่ตัวเขา มีคนไม่น้อยที่อยู่ผิดที่ผิดทางอันเนื่องมาจากถูกบังคับให้อยู่ในที่ที่ไม่ใช่ ในพระคัมภีร์เดิมมีราชินีของกษัตริย์อาหับ ชื่อเยเซเบล มีพฤติกรรมบังคับพระราชา เปลี่ยนบทบาทพระราชา บังคับปุโรหิต เปลี่ยนบทบาทปุโรหิต บังคับประชาชน และต้องการบังคับผู้รับใช้พระเจ้าอย่างเอลียาห์ (แต่บังคับไม่ได้) เอลียาห์ต้องหนีจากการควบคุมของเยเซเบล เพราะเอลียาห์รู้จักขอบเขตที่พระเจ้าทรงตั้งเขาไว้
วิญญาณแบบเยเซเบลคือ วิญญาณแห่งการควบคุมเดียวกันที่ต้องการบังคับพระเยซูให้อยู่ในที่ที่เขาต้องการ พระเยซูคริสต์จะไม่อยู่กับแรงจูงใจที่ผิดจากน้ำพระทัยของพระเจ้า ที่จริง พระเยซูคริสต์ชอบอยู่กับคน แต่พระองค์จะไม่อยู่กับคนที่ต้องการควบคุมให้พระองค์อยู่นอกขอบเขตที่พระบิดาทรงกำหนดพระองค์ให้อยู่ ในพระคัมภีร์บันทึกเหตุการณ์เดียวที่พระเยซูคริสต์จำต้องอยู่นอกเขตที่ทำให้พระเจ้าพระบิดาทอดทิ้งพระองค์ แต่นั่นคือกำหนดการของพระเจ้าเพื่อพระเยซูคริสต์จะเป็นค่าไถ่บาปคนทั้งโลก ที่นั่น คือบนกางเขน ขณะพระองค์ทรงรับแบกบาปของคนทั้งโลก
มัทธิว 27:47 พระเยซูทรงร้องเสียงดังว่า “เอลี เอลี ลามาสะบักธานี” แปลว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย”
คริสเตียนเป็นผู้ที่มีชีวิตเลียนแบบพระเยซูคริสต์ คริสเตียนต้องใส่ใจว่า ชีวิตของตนเองนั้นอยู่ในขอบเขตที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้แก่เราหรือไม่ หนังสือ God @ work ได้ให้นิยามคำว่า “ปุโรหิต” แปลว่า ได้รับการเจิมเพื่อมีอิทธิพลในขอบเขตฝ่ายสวรรค์
1เปโตร 2:9
9แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์
ถ้ายังงั้น คริสเตียนก็คือคนที่มีขอบเขตการดำเนินชีวิตเพื่อมีอิทธิพลในขอบเขตฝ่ายสวรรค์ ภายใต้การนำของพระเยซูคริสต์ในบทบาทกษัตริย์ที่นำแผ่นดินสวรรค์มาตั้งอยู่บนแผ่นดินโลก นี่คือสงครามการแย่งชิงพื้นที่ว่า สวรรค์หรือค่านิยมอย่างโลกจะเข้าไปมีอิทธิพลต่อชีวิตของคนอย่างไร เด็กๆวัยรุ่นในยุคของเรา กำลังเจอกระแสการเข้าแก๊งชักชวนให้ทำเหมือนๆกันตามอย่างค่านิยมของโลกนี้ เช่น ไม่อยากเรียนหนังสือ อยากมีเมียเร็ว อยากสนุก และเพิกเฉยต่อคำตักเตือนสั่งสอน ศีลธรรมของเด็กวัยรุ่นกำลังตกต่ำมากๆ นี่เป็นวิญญาณแห่งการควบคุมพยายามจะดึงให้คนออกนอกเขตฝ่ายสวรรค์ และเข้าสู่อาณาเขตแผ่นดินโลกที่เต็มไปด้วยค่านิยมของโลกที่ชักจูงให้เสียคน สังคมคริสเตียนไม่ใช่สังคมที่ปิด นั่นหมายความว่า เราเปิดรับที่จะสร้างสัมพันธ์กับคนทุกประเภท แต่ในเวลาเดียวกัน เราต้องรักษาตัวให้อยู่ในขอบเขตฝ่ายสวรรค์ ต้องใช้วิจารณญาณ ต้องใช้ไหวพริบ ไม่ใช่ปล่อยให้คนอื่นควบคุมเราให้มีพฤติกรรมตามเขา
สุภาษิต 1:10,11,14,15 “...ถ้าคนบาปล่อชวนเจ้า อย่าได้ยอมตาม ถ้าเขาว่า “มากับพวกเราเถิด” ...จงเข้าส่วนกับพวกเรา ...อย่าเดินในทางนั้นกับเขา จงยับยั้งเท้าของเจ้าจากวิถีของเขา” การแยกตัวตามลำพังของพระเยซูคริสต์ ขึ้นภูเขา เป็นสำนวนของการอธิษฐานกับพระเจ้า เฝ้าเดี่ยว คือการเข้าสู่ขอบเขตของพระเจ้า เราจะพบพระคัมภีร์บันทึกการใช้เวลาส่วนตัวของพระเยซู ส่วนใหญ่พระองค์จะแยกตัวลำพังจากสาวกเพื่ออธิษฐานในที่เปลี่ยวเสมอ ดังนั้น ชีวิตปกติ หรือนิสัยปกติของพระเยซูในการแยกตัวเพื่ออธิษฐาน เป็นสิ่งที่ป้องกันพระองค์ในทางอ้อมจากการถูกฝูงชน หรือคนที่จะมาทำให้พระองค์เฉไฉออกจากน้ำพระทัยพระเจ้าได้
2. ความสัมพันธ์กับพระเจ้าเป็นเขตพิเศษ ยอห์น 6:16-21
16 พอค่ำลงเหล่าสาวกของพระองค์ก็ได้ไปที่ทะเลสาบ 17แล้วลงเรือข้ามฟากไปยังคาเปอรนาอุม มืดแล้ว แต่พระเยซูก็ยังมิได้เสด็จไปถึงเขา 18ทะเลก็กำเริบขึ้นเพราะลมพัดกล้า 19เมื่อเขาทั้งหลายตีกรรเชียงไปได้ประมาณห้าหกกิโลเมตร เขาก็เห็นพระเยซูเสด็จดำเนินมาบนทะเลใกล้เรือ เขาต่างก็ตกใจกลัว 20แต่พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “นี่เราเองแหละ อย่ากลัวเลย” 21ดังนั้นเขาจึงรับพระองค์ขึ้นเรือด้วยความยินดี แล้วทันใดนั้นเรือก็ถึงฝั่งที่เขาจะไปนั้น
เมื่อสาวกออกเดินทางล่วงหน้าพระเยซูคริสต์ไปก่อน โดยพระเยซูคริสต์ยังทรงอยู่กับประชาชน เพื่อส่งคนเหล่านั้นจนคนสุดท้าย สาวกเดินทางโดยไม่มีพระเยซูไปด้วย สาวกต้องปล้ำสู้กับแรงลมที่พัดให้เรือของเขาถอยกลับ ตั้งแต่หัวค่ำจนถึงตีสามครึ่ง เรือของสาวกก็ไปได้แค่ห้าหกกิโลเมตรเท่านั้น (มาระโก 6:45-52) สาวกของพระเยซูคริสต์ เป็นชาวประมง การเดินเรือเป็นสิ่งที่เขาช่ำชองเชี่ยวชาญ เราได้เห็นสาวกของพระเยซูเวลานี้ ต้องพ่ายแพ้ต่อแรงลม สาวกมีแรงกายที่จะกรรเชียงเรือไป คาเปอรนาอุมเป็นทิศทางที่บอกให้รู้ว่า สาวกตั้งใจพายเรือเลียบชายฝั่ง เพื่อจะไปได้เร็วกว่าปกติ และหนีแรงลมที่อาจเกิดขึ้นได้ แม้จะชำนาญและรู้วิธีการเดินเรือ สาวกก็ยังทำอะไรไม่ได้ การกรรเชียงเรือไปได้ห้าหกกิโลเมตรนับว่าเก่ง แต่ก็เรียกได้ว่า หืดขึ้นคอ มีใครบ้างที่เคยตกอยู่ในสภาพนี้ ยิ่งทำมากยิ่งเหนื่อยและได้ผลลัพธ์กลับมานิดเดียว หรือลงทุนไปมากแต่ขาดทุน ยิ่งพายก็ยิ่งถอยหลัง หรือกล่าวอีกสำนวนก็เหมือนกับทำอะไรไปกลับสูญเปล่า ไม่มีอะไรดีขึ้น ยิ่งรู้มากแต่ชีวิตยิ่งแย่ลง ยิ่งเรียนมากแต่ชีวิตขาดความเข้าใจ ยิ่งกอบโกยมากแต่ชีวิตดูเหมือนว่างเปล่า ภาพเหมือนกับสาวกที่กำลังกระเชียงเรือโต้กับลมแรง กำลังต่อสู้กับแรงต้านที่เกินกำลัง ความจริง ในชีวิตของคนเราก็มีแรงต้านจริงๆ บ้างก็เป็นแรงต้านที่มองเห็น บ้างก็มองไม่เห็น เหมือนกับลมที่พัดต้านเรือของสาวกของพระเยซู เหตุการณ์การเดินทางของสาวกไม่ได้จบที่การพายเรือไม่ถึงฝั่ง แต่เพราะเหตุการณ์เหนือธรรมชาติแทรกแซงเข้ามา นั่นคือ พระเยซูคริสต์ทรงเดินไปบนน้ำเพื่อไปหาสาวกของพระองค์ แต่สาวกกลับมีความกลัวเสียยิ่งกว่าการกลัวเรือจม เพราะสาวกไม่คิดว่า จะเป็นพระเยซูคริสต์เดินมาหา มัทธิว14:26
26เมื่อเหล่าสาวกเห็นพระองค์ทรงดำเนินมาบนทะเลเขาก็ตกใจนัก ร้องอึงไปเพราะกลัว คิดว่าเป็นผี27ในทันใดนั้นพระเยซูตรัสกับเขาว่า “ทำใจให้ดีไว้เถิด เราเอง อย่ากลัวเลย”
ความคิดของมนุษย์ทั่วไป คือ ไม่คิดว่า มนุษย์จะเดินบนน้ำได้ ยกเว้น ไม่ใช่มนุษย์ คนเรามักคิดว่า นอกเหนือจากมนุษย์ก็มีแต่ผีเท่านั้น ไม่ค่อยจะคิดว่า เป็นพระเจ้า ทำไมคนมักคิดว่าเป็นผี แทนที่จะคิดว่าเป็นพระเจ้า ก็เพราะคนกลัวอะไรก็มักจะเจออย่างนั้นมั้ง ใช่หรือเปล่า ยิ่งคนกลัวผี ก็ชอบดูหนังผี แต่ไม่ค่อยกลัวพระเจ้า ก็เลยไม่ค่อยได้เจอพระเจ้ามั้ง ความจริงสาวกหลายคนในเรือรวมทั้งยอห์น ต่างก็ยอมรับพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ผู้ที่มาจากพระเจ้า แต่สาวกคิดว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นแค่มนุษย์เท่านั้น เขาจึงไม่คาดคิดว่า จะได้เจอพระเยซูคริสต์เดินมาบนน้ำ จนพระเยซูคริสต์ต้องแนะนำพระองค์เอง และบอกให้สาวกอย่ากลัว“ทำใจให้ดีไว้เถิด เราเอง อย่ากลัวเลย” การมาของพระเยซูเพื่อมาช่วยสาวกให้สยบความกลัว มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า การมีความกล้าหาญ ไม่ได้หมายความว่าความกลัวหายไป ความจริงความกลัวยังอยู่ แต่ความกลัวได้ถูกควบคุมไว้ได้ และไม่สามารถมีอิทธิพลต่อชีวิตเรา
อิทธิพลของความกลัวมีมากขนาดไหน มันสามารถทำให้คนมากมายเป็นอัมพาตได้ อัมพาตทั้งทางกาย ความคิดและจิตใจ ความกลัวควบคุมชีวิตของคนบางคนให้หยุดก้าวหน้า ยอมที่จะมีชีวิตเหมือนหยุดนิ่ง ไม่กล้าตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ไม่กล้าก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ แต่ พระเยซูคริสต์มาเพื่อให้สาวกสามารถมีความกล้าที่จะเผชิญกับแรงลมที่พัดกระหน่ำร่วมกับพระองค์ แม้ลมยังไม่สงบ แต่พระเยซูคริสต์อยู่ในเรือ ความรู้สึกของสาวกเปลี่ยนจากกลัวเป็นยินดี เราคงจำคำศัพท์ของ การลงเรือลำเดียวกัน ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Fellowship ซึ่งแปลว่า สัมพันธภาพ มิตรภาพ นี่คือเขตพิเศษที่สาวกได้อยู่ร่วมกับพระเยซูคริสต์ในเรือลำเดียวกัน เมื่อสาวกมีสัมพันธภาพกับพระเยซู ความรู้สึกเปลี่ยน จากกลัวเป็นยินดี มั่นใจในความปลอดภัยของตนเอง ยอห์นบันทึกช่วงเวลานี้ไว้ในลักษณะที่เน้นย้ำว่า แล้วทันใดนั้นเรือก็ถึงฝั่งที่เขาจะไปนั้น ทันใดนั้น แปลว่า ในเวลาเดียวกันนั้น เรือก็ถึงฝั่งตามจุดหมายที่ตั้งใจเอาไว้ นั่นหมายความว่า นี่คือการอัศจรรย์อีกอย่างที่น่าประหลาดใจ การมีสัมพันธภาพกับพระเยซูนำการอัศจรรย์เข้ามาในเรือที่สาวกนั่ง ระยะทางของสาวกที่ตอนแรกไปไม่ได้ไกลเปลี่ยนไปเป็นใช้เวลาไม่นาน ระยะทางที่ไกลกลายเป็นใกล้ ที่ยากกลายเป็นง่าย และที่เป็นไปไม่ได้กลายเป็นไปได้ยังไง อย่าลืมว่า พระเยซูคริสต์ทรงเคลื่อนที่ตลอดเวลา และเคลื่อนไปข้างหน้า หากเราสัมพันธ์กับพระองค์ ชีวิตของเราจะไม่ใช่แค่เคลื่อนไหวอยู่กับที่ แต่จะเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ดังนั้น คริสเตียนควรสำรวจว่า ชีวิตของเรายังติดสนิทกับพระเยซูคริสต์อยู่หรือไม่ ยอห์น 15:5 5เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย
3. เราอยู่ที่ไหน พระเยซูอยู่ที่นั่น ยอห์น 6:22-25
22วันรุ่งขึ้นคนที่เหลืออยู่ฝั่งข้างโน้นเห็นว่า ก่อนนั้นมีเรืออยู่ที่นั่นเพียงลำเดียว และเห็นว่าพระเยซูมิได้เสด็จลงเรือลำนั้นไปกับเหล่าสาวก เหล่าสาวกของพระองค์ไปตามลำพังเท่านั้น 23แต่ก็มีเรือลำอื่นมาจากทิเบเรียสผ่านมา ใกล้ตำบลที่เขาได้กินขนมปังหลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงขอบพระคุณแล้ว 24เหตุฉะนั้นเมื่อประชาชนเห็นว่า พระเยซูและเหล่าสาวกไม่ได้อยู่ที่นั่น เขาจึงลงเรือไปตามหาพระเยซูที่เมืองคาเปอรนาอุม 25ครั้นเขาได้พบพระองค์ที่ฝั่งทะเลสาบข้างโน้นแล้ว เขาทั้งหลายทูลพระองค์ว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ท่านมาที่นี่เมื่อไร”
พระคัมภีร์ตอนนี้ให้บทเรียนกับเราว่า มีคนที่พยายามตามหาพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์อยู่ที่ไหน พยายามจับตามองว่าสาวกเดินทางไปลำพังโดยไม่มีพระเยซูคริสต์นั่งเรือไปด้วย เขาไม่ตามสาวก แต่เขาจะหาพระเยซู แม้สาวกของพระเยซูคริสต์จะเดินทางไปลำพังโดยคนรอบข้างจะมองไม่เห็นพระเยซูคริสต์นั่งเรือไปกับพวกเขาด้วย แต่ความสัมพันธ์ของสาวกกับพระเยซูคริสต์ทำให้สาวกลงเรือลำเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ในภายหลัง แต่สำหรับคนที่ตามหาพระเยซูคริสต์ไปโดยไม่สัมพันธ์กับพระองค์ ก็เป็นแค่เพียงการตามหาที่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ภายหลังเขาคิดได้ว่า ถ้าตามสาวกไปอาจจะได้เจอกับพระเยซูคริสต์ และเขาก็ได้พบกับพระองค์จริงๆ ด้วยความประหลาดใจว่า พระเยซูไปถึงที่นั่นเมื่อไหร่
มัทธิว 18:20 20ด้วยว่ามีสองสามคนประชุมกันที่ไหนๆในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางเขาที่นั่น”
มัทธิว 28:19-20 19เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ 20สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค”
นี่คำสัญญาของพระเยซูคริสต์กับผู้ที่เป็นสาวกของพระองค์ ความเป็นสาวกอยู่ที่ไหน พระเยซูคริสต์ทรงอยู่ที่นั่น ไม่ต้องพยายามคิดวิธีตามหาพระเยซูคริสต์ให้ยากเย็นหรือด้วยวิธีทรมานกายใดๆ เพียงแต่เราดำเนินชีวิตที่สัมพันธ์กับพระองค์ อยู่รวมกันกับผู้เชื่อคนอื่น เราจะพบพระองค์ และคนรอบข้างก็จะพบพระเยซูคริสต์ในท่ามกลางเราด้วย พระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งท่าน เมื่อเราอยู่ในขอบเขตสวรรค์ และสวรรค์ได้มาตั้งอยู่บนแผ่นดินโลกโดยผ่านเราทั้งหลาย ขอให้เราทั้งหลายจงเป็นคนที่จะสร้างบรรยากาศสวรรค์บนแผ่นดินโลก จงอย่าทำตัวที่อุปสรรคการสร้างบรรยากาศสวรรค์ ซึ่งนอกจากจะเป็นอุปสรรคแล้ว บางครั้งก็เปลี่ยนแผ่นดินโลกให้กลายเป็นนรกไปก็มี ขอพระเจ้าอวยพระพรทุกท่านที่จะมีประสบการณ์กับพระเจ้าผู้ไม่ทอดทิ้งท่าน อาเมน |
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|