|
|
|
| |
หัวข้อ“เรารู้ว่าเราเป็นใครในพระคริสต์์”
โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
|
|
| |
|
|
| |
“เรารู้ว่าเราเป็นใครในพระคริสต์” ไม่ใช่การอวดเบ่งว่า เรามีอะไรที่เหนือคนอื่น แต่ในความเป็นจริงก็มีคนบางคนพยายามสื่อสารให้คนอื่นรู้ว่า เขาไม่ด้อย เขาเหนือกว่าใครๆ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า การที่คนเรามองตัวเองว่าเหนือกว่าคนอื่น นั่นหมายความว่า เขากำลังมองคนอื่นด้อยกว่าเขา นี่คือท่าทีของคนที่มีความเย่อหยิ่ง ซึ่งไม่ใช่คำถามสำหรับหัวข้อคำเทศนาในวันนี้ที่มีไว้เพื่อถามตัวเราเอง “เรารู้หรือไม่ว่าเราเป็นใคร” ถ้าเรารู้ว่าเราเป็นใครในพระคริสต์ เราจะไม่เป็นเหยื่อของอะไรอีกมากมายในสังคมปัจจุบัน ซึ่งมีคนคาดหวังให้เราเป็นอย่างที่เขาอยากจะให้เราเป็น หนังสือยอห์นวันนี้จะให้บทเรียนของการรู้ตัวเองว่าเป็นใครในพระคริสต์ของยอห์นผู้ให้บัพติสมา ยอห์น 1:19-37
19 นี่เป็นคำพยานของยอห์น คือเมื่อพวกยิวส่งพวกปุโรหิตและพวกเลวีจากกรุงเยรูซาเล็มไปถามท่านว่า “ท่านคือผู้ใด” 20ท่านได้ยอมรับ ท่านมิได้ปฏิเสธ คือได้ยอมรับว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่พระคริสต์” 21เขาทั้งหลายจึงถามว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นใครเล่า ท่านเป็นเอลียาห์หรือ” ท่านตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่เอลียาห์” “ท่านเป็นผู้เผยพระวจนะนั้นหรือ” และท่านตอบว่า “มิได้” 22คนเหล่านั้นจึงถามว่า “ท่านเป็นใคร ขอให้เราได้รับคำตอบเพื่อจะได้ไปบอกผู้ที่ใช้เรามา ท่านกล่าวว่าท่านเป็นใคร” 23ท่านตอบว่า “เราเป็นเสียงของผู้ที่ร้องประกาศในถิ่นทุรกันดารว่า 'จงกระทำมรรคาขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ตรงไป' ตามที่อิสยาห์ผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้” 24ฝ่ายผู้ที่พวกฟาริสีส่งไปนั้น 25เขาเหล่านั้นก็ได้ถามท่านว่า “ถ้าท่านไม่ใช่พระคริสต์ หรือเอลียาห์ หรือผู้เผยพระวจนะนั้นแล้ว ทำไมท่านจึงทำพิธีบัพติศมา” 26ยอห์นได้ตอบเขาเหล่านั้นว่า “ข้าพเจ้าให้บัพติศมาด้วยน้ำ แต่มีพระองค์หนึ่งซึ่งประทับอยู่ในหมู่พวกท่านนั้น ท่านไม่รู้จัก 27พระองค์นั้นแหละมาภายหลังข้าพเจ้า แม้สายรัดฉลองพระบาทของพระองค์ ข้าพเจ้าก็ไม่บังควรที่จะแก้” 28เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านเบธานีฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างตะวันออก อันเป็นที่ซึ่งยอห์นกำลังให้บัพติศมาอยู่ 29วันรุ่งขึ้นยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาทางท่าน ท่านจึงกล่าวว่า “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย 30พระองค์นี้แหละที่ข้าพเจ้าได้กล่าวว่า 'ภายหลังข้าพเจ้า จะมีผู้หนึ่งเสด็จมาเป็นใหญ่กว่าข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนข้าพเจ้า' 31ข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้รู้จักพระองค์ แต่เพื่อให้พระองค์ทรงเป็นที่ประจักษ์แก่พวกอิสราเอล ข้าพเจ้าจึงได้มาให้บัพติศมาด้วยน้ำ” 32และยอห์นกล่าวเป็นพยานว่า “ข้าพเจ้าเห็นพระวิญญาณเหมือนดังนกพิราบ เสด็จลงมาจากสวรรค์และทรงสถิตบนพระองค์ 33ข้าพเจ้าเองไม่รู้จักพระองค์ แต่พระองค์ทรงใช้ให้ข้าพเจ้าให้บัพติศมาด้วยน้ำ ได้ตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'เมื่อเจ้าเห็นพระวิญญาณเสด็จลงมาสถิตอยู่บนผู้ใด ผู้นั้นแหละเป็นผู้ให้บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์' 34และข้าพเจ้าก็ได้เห็นแล้วและได้เป็นพยานว่า พระองค์นี้แหละเป็นพระบุตรของพระเจ้า” 35รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งยอห์นกำลังยืนอยู่กับสาวกของท่านสองคน 36และท่านมองดูพระเยซูขณะที่พระองค์ทรงดำเนินและกล่าวว่า “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า” 37สาวกสองคนนั้นได้ยินท่านพูดเช่นนี้ เขาจึงติดตามพระเยซูไป
บันทึกในหนังสือยอห์นนี้ ได้กล่าวถึงยอห์นผู้ให้บัพติสมาได้ทำหน้าที่เป็นพยานถึงพระเยซูคริสต์เจ้า แก่คนที่ถูกส่งมาจากกรุงเยรูซาเล็มเพื่อทำหน้าที่ผู้สื่อสาร เพื่อมาตรวจสอบยอห์นผู้ให้บัพติสมา คนเหล่านี้เป็นผู้นำชาวยิว เป็นฟาริสี (ข้อ 24) พวกเขาเป็นสมาชิกสภาแซนเฮดริน สภาผู้นำทางศาสนาซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบสวัสดิภาพฝ่ายวิญญาณของประชาชน ยอห์นผู้ให้บัพติสมาและพระเยซูคริสต์มักจะประณามพวกนี้บ่อยๆ เพราะหลายคนแสร้งทำเหมือนว่า ตนเองเชื่อฟังกฏบัญญัติของพระเจ้า แต่จิตใจมากด้วยความหยิ่งยโสและความละโมบ ฟาริสีเป็นบุคคลที่มาตรวจสอบยอห์นว่าเป็นใคร ทำไมจึงเป็นที่นิยมของคนมากมาย และเป็นโอกาสที่ยอห์นได้แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาว่า ยอห์นรู้หรือไม่ว่าเขาเป็นใคร
1. รู้จักบทบาทของตัวเอง ยอห์น 1:19-23
19 นี่เป็นคำพยานของยอห์น คือเมื่อพวกยิวส่งพวกปุโรหิตและพวกเลวีจากกรุงเยรูซาเล็มไปถามท่านว่า “ท่านคือผู้ใด” 20ท่านได้ยอมรับ ท่านมิได้ปฏิเสธ คือได้ยอมรับว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่พระคริสต์” 21เขาทั้งหลายจึงถามว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นใครเล่า ท่านเป็นเอลียาห์หรือ” ท่านตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่เอลียาห์” “ท่านเป็นผู้เผยพระวจนะนั้นหรือ” และท่านตอบว่า “มิได้” 22คนเหล่านั้นจึงถามว่า “ท่านเป็นใคร ขอให้เราได้รับคำตอบเพื่อจะได้ไปบอกผู้ที่ใช้เรามา ท่านกล่าวว่าท่านเป็นใคร” 23ท่านตอบว่า “เราเป็นเสียงของผู้ที่ร้องประกาศในถิ่นทุรกันดารว่า 'จงกระทำมรรคาขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ตรงไป' ตามที่อิสยาห์ผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้”
ฟาริสีเหล่านี้มาหายอห์นผู้ให้บัพติสมาด้วยเหตุผลหลายอย่าง
A. หน้าที่ของพวกเขา คือปกป้องความเชื่อของยิว พวกเขาจึงต้องมาตรวจดูคำสอนใหม่ๆว่าถูกต้องหรือไม่
เฉลยธรรมบัญญัติ 13:1-2,5 1“ถ้าในหมู่พวกท่านเกิดมีผู้เผยพระวจนะหรือ ผู้ฝันเห็นเหตุการณ์ขึ้น และสำแดงหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์แก่ท่าน 2และหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์ซึ่งเขาบอก ท่านนั้นสำเร็จจริง ถ้าเขากล่าวว่า 'ให้เราติดตามพระอื่นกันเถิด (ซึ่งเป็นพระที่ท่านไม่รู้จัก) และให้เรามาปรนนิบัติพระนั้น' 3ท่านอย่าเชื่อฟังคำของผู้เผยพระวจนะหรือผู้ฝัน เห็นเหตุการณ์คนนั้น... 5แต่ผู้เผยพระวจนะหรือผู้ฝันเห็นเหตุการณ์คนนั้น ต้องมีโทษถึงตาย เพราะว่าเขาได้สั่งสอนให้กบฏต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่าน
เฉลยธรรมบัญญัติ 18:20-22
20แต่ผู้เผยพระวจนะคนใดบังอาจ กล่าวคำในนามของเราซึ่งเรามิได้บัญชาให้กล่าว หรือผู้นั้นกล่าวในนามของพระอื่น ผู้เผยพระวจนะนั้นต้องมีโทษถึงตาย' 21และถ้าท่านนึกในใจว่า 'ทำอย่างไรเราจึงจะรู้พระวจนะที่พระเจ้ายังมิได้ ตรัสนั้นได้' 22เมื่อผู้เผยพระวจนะกล่าวคำในพระนามของพระเจ้า ถ้ามิได้เป็นไปจริงตามถ้อยคำของผู้กล่าว ถ้อยคำนั้นมิได้เป็นพระวจนะที่พระเจ้าตรัส ผู้เผยพระวจนะนั้นบังอาจกล่าวเอง ท่านทั้งหลายอย่าเกรงกลัวเขาเลย
B. พวกเขาอยากจะทดสอบว่ายอห์นเป็นผู้เผยพระวจนะหรือไม่
C. พวกเขาอาจจะรู้สึกอิจฉาและอยากรู้ว่า ทำไมผู้คนจึงนิยมชมชอบชายคนนี้ เพราะยอห์นมีผู้ติดตามมากพอสมควร และจำนวนผู้ติดตามก็มากขึ้นเรื่อยๆ พวกฟาริสีคิดว่ายอห์นอาจจะเป็นใครคนใดคนหนึ่งใน 4 คนนี้ อันได้แก่
1.1. ผู้เผยพระวจนะที่กล่าวพระวจนะของพระเจ้า (ฉลบ. 18:15) 15“พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะโปรด ให้ผู้เผยพระวจนะอย่างข้าพเจ้านี้เกิดขึ้น ในหมู่พวกท่านจากพี่น้องของท่าน ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังเขา
1.2. เอลียาห์ (มาลาคี 4:5) 5“ดูเถิด เราจะส่งเอลียาห์ผู้เผยพระวจนะมายังเจ้าก่อนวันแห่งพระเจ้า คือวันที่ใหญ่ยิ่งและน่าสะพรึงกลัวมาถึง
1.3. พระเมสสิยาห์ หรือพระคริสต์ แปลว่า ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ เพื่อมาช่วยอิสราเอล และ
1.4. ผู้เผยพระวจนะเท็จ
ยอห์นปฏิเสธว่าไม่ได้เป็น 3 คนแรก แต่พูดถึงตัวเองโดยใช้ข้อความจากพระคัมภีร์ในอิสยาห์ คือบอกว่าตนเป็นเสียงร้องในถิ่นทุรกันดาร ผู้นำทางศาสนาคาดคั้นจะเอาคำตอบจากยอห์นว่าเขาเป็นใคร เพราะผู้คนก็กำลังตั้งตาคอยพระเมสสิยาห์ที่จะเสด็จมา ลูกา 3:15 15เมื่อคนทั้งหลายกำลังคอยพระคริสต์อยู่ และได้ใคร่ครวญถึงยอห์นว่า ตัวท่านเป็นพระคริสต์หรือมิใช่
คนที่ไม่รู้จักบทบาทของตัวเอง จะง่ายต่อการถูกคนรอบข้างกำหนดให้เขาทำบทบาทอื่น เหมือนอย่างตัวอย่างของเปาโลและบารนาบัสในหนังสือกิจการ 14:8-15
ที่เมืองลิสตรามีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ใช้เท้าไม่ได้ เขาเป็นง่อยตั้งแต่กำเนิด ยังไม่เคยเดินเลย 9คนนั้นได้นั่งฟังเปาโลพูดอยู่ เปาโลจึงเขม้นดูเขา เห็นว่ามีความเชื่อพอจะหายโรคได้ 10จึงร้องสั่งด้วยเสียงอันดังว่า “จงลุกขึ้นยืนตรง” คนง่อยนั้นก็กระโดดขึ้นเดินไป 11เมื่อหมู่ชนเห็นการซึ่งเปาโลได้กระทำนั้น จึงพากันร้องเป็นภาษาลิคาโอเนียว่า “พวกพระแปลงเป็นมนุษย์ลงมาหาเราแล้ว” 12เขาจึงเรียกบารนาบัสว่า พระซุส และเรียกเปาโลว่า พระเฮอร์เมส เพราะเปาโลเป็นคนพูด 13ปุโรหิตประจำรูปพระซุสซึ่งตั้งอยู่หน้าเมืองได้จูงโค และถือพวงมาลัยมายังประตูเมือง หมายจะถวายเครื่องบูชาด้วยกันกับประชาชน 14แต่เมื่ออัครทูตบารนาบัสกับเปาโลได้ยินดังนั้น จึงฉีกเสื้อผ้าของตนเสียวิ่งเข้าไปท่ามกลางคนทั้งหลายร้องว่า 15“ดูก่อนท่านทั้งหลาย เหตุไฉนจึงทำการอย่างนี้ เราเป็นคนธรรมดาเช่นเดียวกันกับท่านทั้งหลาย และมากล่าวข่าวประเสริฐให้ท่านกลับจากสิ่งไร้ประโยชน์เหล่านี้ ให้ท่านมาหาพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ผู้ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก และทะเลและสิ่งสารพัด ซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น
เราได้เห็นตัวอย่างของทั้งบารนาบัส เปาโล และยอห์นผู้ให้บัพติสมา ที่รู้บทบาทของตัวเขาเอง เมื่อมีคนรอบข้างจำนวนมากกำลังต้อนเขาให้เข้ามุมอย่างที่ประชาชนต้องการ เขาตอบสนองอย่างชัดเจนว่าเขาคือคนธรรมดาคนหนึ่ง เขาไม่ได้ดูตัวเองดีไปกว่าคนอื่น เขาไม่หลงตัวเอง เขาทำภารกิจอย่างที่เขาเป็น คือการเป็นคริสเตียนที่นำข่าวสารให้คนได้รู้จักพระเยซูคริสต์ คนเรามีแนวโน้มที่จะเข้าใจผิดมากกว่าเข้าใจถูก และการเข้าใจผิดมักเป็นการคิดเข้าข้างตนเอง จากข้อมูลที่เขาไม่รู้ หรือไม่รู้จัก และคนประเภทอย่างนี้มีอยู่รอบข้างตัวเราเป็นได้ทั้งคนที่เราจะทำบทบาทได้ดี และเป็นได้ทั้งจะทำให้เราหลุดไปจากบทบาทที่แท้จริงที่เราจะต้องทำ เรียกว่า ลืมบทบาทตัวเราเอง บทบาทของยอห์นคือการแนะนำให้คนรู้จักพระเยซูคริสต์เจ้า ผ่านวิธีการเทศนาให้คนกลับใจ และให้คนมารับบัพติสมาในน้ำ แต่ผลลัพธ์ออกมาดีเกินคาด คือคนต้องการมาฟังคำเทศนามากขึ้น คนอยากให้ยอห์นเป็นความหวังของเขา เพราะเวลานั้น ยิวเป็นทาสโรมัน ยิวอยากเป็นไท ยิวกำลังต้องการผู้ปลดปล่อยเขาจากการเป็นเมืองขึ้น ถ้ายอห์นเป็นพระคริสต์ ถ้ายอห์นเป็นเอลียาห์ ถ้ายอห์นเป็นผู้เผยพระวจนะ ตามที่เขากำลังคาดหวังทั้งสามคน ยอห์นจะกลายเป็นผู้นำมวลชนให้ต่อสู้กับโรมัน ยิวพร้อมจะลุกขึ้นต่อสู้เมื่อเขาได้ผู้นำตามที่เขาคาดหวัง ทุกวันนี้ คนมากมายกำลังรอคอยฮีโร่ในชีวิตของเขา ทุกคนต่างมีภาพฮีโร่ในใจตัวเอง เพราะเขามองเห็นบทบาทของตัวเองเป็นแค่ผู้รอคอยความหวัง เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นผู้นำความหวังไปสู่ผู้อื่น ไม่รู้จะแนะนำตัวเองว่าเป็นใคร และไม่รู้ว่าจะแนะนำใครให้ช่วย คริสเตียนคือผู้ที่รู้ว่า เราเป็นใครในพระคริสต์ และทำหน้าที่เหมือนยอห์นให้คนรู้จักบทบาทของตัวเรา
2. เพราะเรารู้จักพระคริสต์ ยอห์น 1:24-28
24ฝ่ายผู้ที่พวกฟาริสีส่งไปนั้น 25เขาเหล่านั้นก็ได้ถามท่านว่า “ถ้าท่านไม่ใช่พระคริสต์ หรือเอลียาห์ หรือผู้เผยพระวจนะนั้นแล้ว ทำไมท่านจึงทำพิธีบัพติศมา” 26ยอห์นได้ตอบเขาเหล่านั้นว่า “ข้าพเจ้าให้บัพติศมาด้วยน้ำ แต่มีพระองค์หนึ่งซึ่งประทับอยู่ในหมู่พวกท่านนั้น ท่านไม่รู้จัก 27พระองค์นั้นแหละมาภายหลังข้าพเจ้า แม้สายรัดฉลองพระบาทของพระองค์ ข้าพเจ้าก็ไม่บังควรที่จะแก้” 28เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านเบธานีฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างตะวันออก อันเป็นที่ซึ่งยอห์นกำลังให้บัพติศมาอยู่
คำถามที่พวกฟาริสีถามยอห์นว่าทำไมยอห์นจึงให้บัพติสมาในน้ำ แก่พวกยิว เพราะในยุคนั้น พิธีบัพติสมาในน้ำกระทำสำหรับคนต่างชาติที่ต้องการมาเข้าศาสนายิว คำถามนี้บ่งบอกให้เรารู้ว่า ฟาริสีไม่ได้รอคอยพระเมสสิยาห์ที่แท้จริง เขาเพียงมาหาข้อมูลจากยอห์นและเมื่อยอห์นปฏิเสธ ฟาริสีก็ถามคำถามใหม่ที่เขาสนใจ คำถามชี้ให้เห็นว่า ยังมีประเด็นที่จะตรวจสอบว่า ยอห์นกำลังตั้งศาสนาใหม่หรือไม่ ฟาริสีกำลังนำยอห์นเข้าสู่ประเด็นใหม่ ความสนใจใหม่ เพราะยอห์นได้ปฏิเสธว่าเขาไม่ได้เป็นอย่างที่คนยิวคาดหวัง เป็นอันหมดภารกิจหน้าที่อันแรกของฟาริสีที่ถูกส่งมาตามคำสั่งของคนในเยรูซาเล็ม ซึ่งก็คล้ายกับ ค่านิยมของชาวกรีกที่ชอบอะไรใหม่อย่างในยุคของเปาโล กิจการ 17:20-23
20เพราะว่าท่านนำเรื่องแปลกประหลาดมาถึงหูของเรา เหตุฉะนั้นเราอยากทราบว่า เรื่องราวเหล่านี้มีความหมายว่าอย่างไร” 21เพราะชาวเอเธนส์กับชาวต่างประเทศซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่น ไม่สนใจในอะไรอื่น นอกจากจะกล่าวหรือฟังสิ่งใหม่ๆ 22ฝ่ายเปาโลจึงยืนขึ้นกลางสภาอาเรโอปากัสแล้วกล่าวว่า “ดูก่อนท่านชาวกรุงเอเธนส์ โดยประการต่างๆข้าพเจ้าเห็นได้ว่า ท่านทั้งหลายเป็นนักศาสนา 23เพราะว่าเมื่อข้าพเจ้าเดินทางมาสังเกตดูสิ่งที่ท่านนมัสการนั้น ข้าพเจ้าได้พบแท่นแท่นหนึ่ง มีคำจารึกไว้ว่า 'แด่พระเจ้าที่ไม่รู้จัก' เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมาประกาศ และแสดงให้ท่านทั้งหลายทราบ ถึงพระเจ้าที่ท่านไม่รู้จักแต่ยังนมัสการอยู่ และก็เหมือนกับคนในยุคของเราที่นิยมอะไรใหม่ๆ อยากฟังเรื่องใหม่ๆ อย่างพวกกรีกในสมัยเปาโล แม้กระทั่งเรื่องของพระเจ้าที่เขาฟัง เขานมัสการ แต่เขาไม่รู้จักพระเจ้า ยอห์นผู้ให้บัพติสมาก็กล่าวแก่พวกฟาริสีในทำนองเดียวกันว่า แต่มีพระองค์หนึ่งซึ่งประทับอยู่ในหมู่พวกท่านนั้น ท่านไม่รู้จัก พระคริสต์ที่พวกฟาริสีถามหา อยู่ใกล้แล้ว อยู่ในท่ามกลางเขาแล้ว แต่เขาไม่รู้จักพระองค์ ฟาริสีคิดว่าจบแล้วในการหาพระคริสต์แบบตั้งคำถาม “ท่านเป็นพระคริสต์หรือไม่” นั่นคือวิธีหาพระคริสต์อย่างฟาริสี ด้วยท่าทีแห่งการตรวจสอบ เขาคาดหวังพระคริสต์มาเพื่อปลดปล่อยอิสราเอลจากการเป็นทาสของอาณาจักรโรม แต่เขาก็ไม่รู้จักว่าพระคริสต์เป็นใคร ฟาริสีคิดว่าตัวเองรู้จัก เขาคิดเขา เป็นผู้รอคอยพระมาซีฮาห์ เขาสนใจพระคริสต์โดยไม่สนใจความสัมพันธ์ของผู้รอคอยพระคริสต์กับพระคริสต์นั้นเป็นอย่างไร ฟาริสีตั้งธงไว้แล้วว่า คำตอบของเขาคืออะไร ฟาริสีคิดว่า เขาจะพบพระคริสต์จากปากของยอห์น 22คนเหล่านั้นจึงถามว่า “ท่านเป็นใคร ขอให้เราได้รับคำตอบเพื่อจะได้ไปบอกผู้ที่ใช้เรามา ท่านกล่าวว่าท่านเป็นใคร” ยอห์นตอบว่า ยอห์นรู้ว่ายอห์นเป็นใคร และยอห์นรู้จักพระคริสต์ที่ฟาริสีแสวงหา แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นคนไหน แม้พระองค์จะอยู่ใกล้เขามากขนาดอยู่ท่ามกลางเขา ประโยคที่ยอห์นกล่าวว่า 27พระองค์นั้นแหละมาภายหลังข้าพเจ้า แม้สายรัดฉลองพระบาทของพระองค์ ข้าพเจ้าก็ไม่บังควรที่จะแก้” ยอห์นกำลังบอกว่า พวกคุณกำลังมีท่าทีในการแสวงหาพระคริสต์แบบที่ไม่มีวันพบกับพระองค์ เพราะขนาดตัวยอห์นเอง ยอห์นยังรู้สึกว่า เขาผู้ถูกกำหนดให้เป็นคนชี้ตัวพระคริสต์ว่าเป็นพระมาซีฮาห์ เขายังรู้สึกว่า ไม่คู่ควรที่จะได้เข้าใกล้พระเยซูคริสต์แม้กระทั่งเข้าใกล้ที่แทบเท้า แก้เชือกรองเท้า ยอห์นเองยังรู้สึกว่า พระคริสต์ที่เขาแสวงหานั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ตัวเขาจะได้เข้าใกล้ แต่เพราะยอห์นรู้ว่า เขาเป็นใครในพระคริสต์ เขาจึงรู้ว่า เขาจะได้เข้าใกล้พระองค์ และได้รู้จักพระองค์ แม้เวลานั้น เขายังไม่รู้ว่าคือใคร ความจริงยอห์นเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระเยซูถ้าเราอ่านในหนังสือพระกิตติคุณเล่มอื่นที่กล่าวถึงกำเนิดของยอห์นกับพระเยซูคริสต์ จากนางอลิซาเบ็ธแม่ยอห์นที่นางมารีย์ไปอยู่กับเธอจนยอห์นคลอดออกมา และนางมารีย์ก็ตั้งครรภ์พระเยซูได้ 6 เดือน ยอห์นรู้จักพระคริสต์โดยพระวิญญาณบริสุทธ์ ยอห์นไม่ได้ใช้ตาเนื้อหนังมอง ยอห์นรู้จักพระคริสต์ในฝ่ายวิญญาณ และเมื่อพระเยซูคริสต์ปรากฏ ยอห์นยอมรับพระเยซูคริสต์ตามที่พระวิญญาณสำแดง ซึ่งถ้าใช้ตาเนื้อหนังตัดสิน ยอห์นจะไม่ยอมรับพระเยซูว่าเป็นพระคริสต์ เหมือนกับคนในเมืองนาซาเร็ธมไม่ยอมรับพระเยซูคริสต์ เพราะเขาคิดว่า เขารู้จักพระองค์มาตั้งแต่เด็ก เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงแสดงธรรมเทศนา คนเหล่านั้นต่างพูดว่า ลูกา 4:24-32
24พระองค์ตรัสอีกว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ไม่มีผู้เผยพระวจนะคนใดได้รับการต้อนรับในเมืองของตน 25แต่เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า มีหญิงม่ายหลายคนในพวกอิสราเอล ในคราวเอลียาห์เมื่อท้องฟ้าปิดเสียถึงสามปีกับหกเดือน จึงเกิดกันดารอาหารมากทั่วแผ่นดิน 26และเอลียาห์มิได้รับใช้ให้ไปหาหญิงม่ายคนใด เว้นแต่หญิงม่ายคนหนึ่งในบ้านศาเรฟัทแขวงเมืองไซดอน 27และมีคนโรคเรื้อนหลายคนในพวกอิสราเอลในคราวเอลีชาผู้เผยพระวจนะ แต่ไม่มีผู้ใดได้รับการรักษาให้หายโรคนั้นเลย เว้นแต่นาอามานชาวซีเรีย” 28เมื่อคนทั้งปวงในธรรมศาลาได้ยินดังนั้นก็โกรธยิ่งนัก 29จึงลุกขึ้นผลักพระองค์ออกจากเมือง พาไปยังแง่ของเงื้อมเขาที่เมืองของเขาซึ่งตั้งอยู่บนเนินนั้น หมายจะผลักพระองค์ลงไป 30แต่พระองค์ทรงดำเนินผ่านท่ามกลางเขาพ้นไป 31 พระองค์เสด็จลงไปถึงเมืองคาเปอรนาอุมแคว้นกาลิลี และได้ทรงสั่งสอนเขาทั้งหลายในวันสะบาโต 32คนทั้งปวงก็อัศจรรย์ใจด้วยการสอนของพระองค์ เพราะคำของพระองค์ประกอบด้วยสิทธิอำนาจ
การรู้จักพระคริสต์ของคนยิวในเวลานั้น แตกต่างจากไปจากที่พระเจ้าต้องการให้เขารู้จัก ประชาชนจึงตอบสนองด้วยความโกรธเมื่อพระเยซูคริสต์ทรงเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับความไม่พร้อมของประชาชนที่นั่งอยู่ในธรรมศาลาทำทีว่ารอคอยพระเมสสิยาห์ แต่ด้วยจิตใจที่ไม่รู้จักพระคริสต์ ทำให้เขาไม่ใช่ผู้รอคอยพระเมสสิยาห์ ไม่ใช่คนที่จะพบและได้รับการช่วยเหลือจากพระเมสสิยาห์ แต่คนที่ต่างชาติ เช่นหญิงม่าย นาอามาน กลับได้รับพบความช่วยเหลือ คนยิวถึงโกรธพระเยซูคริสต์เพราะพูดแทงใจดำของเขา เพราะเขาไม่รู้จักพระคริสต์ และมีจิตใจที่ไม่ได้ต้องการพระคริสต์จริงๆ คนที่ต้องการพระคริสต์ต้องรู้จักพระองค์ก่อน เขาจะรู้ว่าเขาคือคนที่รอคอยพระคริสต์ที่แท้จริง เรารู้ว่าเราคือผู้รอคอยพระคริสต์ เพราะเรารู้จักพระคริสต์
3. ชีวิตที่ไม่สับสน ยอห์น 1:29-34
29วันรุ่งขึ้นยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาทางท่าน ท่านจึงกล่าวว่า “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย 30พระองค์นี้แหละที่ข้าพเจ้าได้กล่าวว่า 'ภายหลังข้าพเจ้า จะมีผู้หนึ่งเสด็จมาเป็นใหญ่กว่าข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนข้าพเจ้า' 31ข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้รู้จักพระองค์ แต่เพื่อให้พระองค์ทรงเป็นที่ประจักษ์แก่พวกอิสราเอล ข้าพเจ้าจึงได้มาให้บัพติศมาด้วยน้ำ” 32และยอห์นกล่าวเป็นพยานว่า “ข้าพเจ้าเห็นพระวิญญาณเหมือนดังนกพิราบ เสด็จลงมาจากสวรรค์และทรงสถิตบนพระองค์ 33ข้าพเจ้าเองไม่รู้จักพระองค์ แต่พระองค์ทรงใช้ให้ข้าพเจ้าให้บัพติศมาด้วยน้ำ ได้ตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'เมื่อเจ้าเห็นพระวิญญาณเสด็จลงมาสถิตอยู่บนผู้ใด ผู้นั้นแหละเป็นผู้ให้บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์' 34และข้าพเจ้าก็ได้เห็นแล้วและได้เป็นพยานว่า พระองค์นี้แหละเป็นพระบุตรของพระเจ้า”
ยอห์นผู้ให้บัพติสมาได้กล่าวถึงการให้บัพติสมาในน้ำเป็นวิธีการรอคอยพระเยซูคริสต์ เพื่อที่จะประกาศพระเยซูคริสต์ให้คนรู้จัก ยอห์นรู้จักพระเยซู แต่ยอห์นไม่รู้จักพระคริสต์ เขาทำบทบาทในการนำคนให้กลับใจใหม่ นำคนให้ตอบสนองการกลับใจด้วยการรับบัพติสมาในน้ำ และประกาศให้คนรู้จักคริสต์ เพราะยอห์นได้รับการยืนยันจากสิ่งที่ตนเองเห็นการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่เหนือพระเยซูคริสต์ขณะพระองค์กำลังรับบัพติสมาในน้ำโดยยอห์น คริสเตียนได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ภายในเรา พระวิญญาณองค์เดียวกันนี้ที่ทำหน้าที่ในวันนั้นเพื่อยืนยันถึงความเป็นพระมาซีฮาห์ พระวิญญาณนี้ได้อยู่ภายในเราแล้ว เพื่อยืนยันว่า พระเยซูคริสต์ในชีวิตของเรา โรม 8:1414เพราะว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำผู้ใด ผู้นั้นก็เป็นบุตรของพระเจ้า
พระคัมภีร์มาระโก 1:9-11 9 ต่อมาพระเยซูเสด็จมาจากเมืองนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี และได้ทรงรับบัพติศมาจากยอห์นในแม่น้ำจอร์แดน 10พอพระองค์เสด็จขึ้นมาจากน้ำ ในทันใดนั้นก็ทรงเห็นท้องฟ้าแหวกออก และพระวิญญาณดุจนกพิราบลงมาสู่พระองค์ 11แล้วมีพระสุรเสียงมาจากฟ้าสวรรค์ว่า “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก”
ชีวิตที่เชื่อฟังของพระเยซูคริสต์ที่ได้รับการยืนยันจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ชีวิตที่เชื่อฟังของคริสเตียนก็จะได้รับการยืนยันจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วยเช่นกัน มัทธิว 3:13-17
13 แล้วพระเยซูเสด็จจากแคว้นกาลิลี มาหายอห์นที่แม่น้ำจอร์แดนเพื่อจะรับบัพติศมาจากท่าน 14แต่ยอห์นทูลห้ามพระองค์ว่า “ข้าพระองค์ต้องการจะรับบัพติศมาจากพระองค์ ควรหรือที่พระองค์จะเสด็จมาหาข้าพระองค์” 15แต่พระเยซูตรัสตอบยอห์นว่า “บัดนี้จงยอมเถิด เพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ” แล้วยอห์นก็ยอม 16ครั้นพระองค์ทรงรับบัพติศมาแล้ว ในทันใดนั้นก็เสด็จขึ้นจากน้ำ และท้องฟ้าก็แหวกออก และพระองค์ได้ทรงเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าดุจนกพิราบ ลงมาสถิตอยู่บนพระองค์ 17และนี่แน่ะมีพระสุรเสียงตรัสจากฟ้าสวรรค์ว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก”
ยอห์นเกิดอาการสับสนกับบทบาทของตัวเอง เมื่อยอห์นเผลอคิดถึงตัวเอง ทั้งๆที่ในตอนแรกยอห์นมั่นคงแน่วแน่ว่าเขาจะพบพระคริสต์ แต่พอถึงเวลาจริงๆ ยอห์นสับสนบทบาทของตนเองที่ถูกกำหนดให้ไม่เพียงชี้ตัวพระคริสต์ แต่ต้องประกอบพิธีบัพติสมาในน้ำให้ด้วย จนยอห์นสับสนว่า เขาต้องรับการประกอบพิธีจากพระเยซูคริสต์ต่างหาก แต่พระเยซูคริสต์ทรงนำให้ยอห์นกลับมาสู่บทบาทของตนเองอีกครั้ง ทำสิ่งที่ได้รับบัญชา อย่าทำตามค่านิยมของโลกนี้
ขอให้เราระวังว่า ค่านิยมของโลกนี้มักทำให้เราเขว้ได้ ค่านิยมของโลกอาจบดบังชีวิตที่สำแดงพระเยซูคริสต์ได้ เพราะค่านิยมของโลกนี้คือการให้เราทิ้งบทบาท ความเป็นตัวตนของเราและหลงไปกับแสงสีเสียงมายาที่พยายามอุปโลกให้เราอยากเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเรา จนคนมากมายสูญเสียความเป็นตัวตนของตัวเองไป คริสเตียนควรต้องระวัง เพราะชีวิตของเรารู้จักพระคริสต์เท่านั้นที่จะทำให้เรามีวิถีชีวิตที่มั่นคงไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
4. พระคริสต์คือผู้นำที่แท้จริง ยอห์น 1:35-37
35รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งยอห์นกำลังยืนอยู่กับสาวกของท่านสองคน 36และท่านมองดูพระเยซูขณะที่พระองค์ทรงดำเนินและกล่าวว่า “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า” 37สาวกสองคนนั้นได้ยินท่านพูดเช่นนี้ เขาจึงติดตามพระเยซูไป
นี่คือจิตวิญญาณของยอห์นที่รู้ว่า เขาเป็นใคร และเมื่อเขารู้จักพระเยซูคริสต์ เขาชี้ให้ผู้ที่ติดตามเขา หันไปติดตามพระเยซูคริสต์เจ้า มิใช่ตามเขาตลอดไป งานของยอห์นสำเร็จคือทำให้คนรู้จักพระเยซูคริสต์ และให้คนเหล่านั้นติดตาพระองค์ไป คาดว่า ผู้เขียนหนังสือยอห์นเคยเป็นสาวกของยอห์นผู้ให้บัพติสมา และเป็นผู้ที่ยอห์นผู้ให้บัพติสมาแนะนำให้รู้จักพระเมษโปดกของพระเจ้า ซึ่งการกล่าวถึงพระเมษโปดกของพระเจ้า มีความหมายถึง พระเมสสิยาห์ ซึ่งมาจากการพยากรณ์ในหนังสืออิสยาห์ 53 ได้ทำนายว่า พระผู้ช่วยให้รอดของอิสราเอลจะต้องเป็นเหมือนแกะที่จะต้องถูกนำมาฆ่าเพื่อเป็นเครื่องบูชา ดังนั้น สำนวนที่เรียกพระเมสสิยาห์ว่า แกะของพระเจ้า หรือ พระเมษโปดกของพระเจ้า คนยิวจะรู้จัก และยอห์นได้เรียกพระเยซูคริสต์หลังจากยอห์นได้รับการยืนยันจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ว่ายอห์นได้พบแล้ว ได้กระทำภาระกิจแล้ว ยอห์นเป็นผู้กรุยทางสำหรับให้คนเดินติดตามพระเยซูคริสต์
App. คริสเตียนคือผู้ที่ทำหน้าที่อย่างยอห์น คือรู้จักบทบาทของตัวเอง คือ รู้ว่าเราเป็นใครในพระคริสต์ รู้จักพระคริสต์และมีวิถีชีวิตที่ไม่สับสน แน่นอนเราจะยอมปล่อยให้คนเหล่านั้นติดตามพระเยซูคริสต์เจ้า มิใช่ติดตามเรา แต่ให้พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้นำที่แท้จริงแต่เพียงผู้เดียว
้
ี้
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|