|
|
|
| |
หัวข้อ “เราเป็นวิหารของพระเจ้า”
โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
|
|
| |
|
|
| |
1 โครินธ์ 3:16 16ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่าท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน
เอเฟซัส 2:21-22 21ในพระองค์นั้นทุกส่วนของโครงร่างต่อกันสนิท และเจริญขึ้นเป็นวิหารอันบริสุทธิ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้า 22และในพระองค์นั้น ท่านก็กำลังจะถูกก่อขึ้นให้เป็นที่สถิตของพระเจ้าในฝ่ายพระวิญญาณด้วย
มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า คนเราจะไม่รู้สึกว่าตัวเองสกปรกจนกว่าจะเจอความสะอาด เวลาเราเข้าไปในที่รักษาความสะอาดมากๆ เราจะรู้สึกว่าเรากลายเป็นคนต้องไปทำความสะอาดมากกว่านี้ ในพระคัมภีร์เดิมกล่าวถึงประสบการณ์ของอิสยาห์ผู้ได้เห็นพระเจ้าในพระวิหารของพระเจ้า อิสยาห์ 6:5
5และข้าพเจ้าว่า “วิบัติแก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าพินาศแล้ว เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด และข้าพเจ้าอยู่ในหมู่ชนชาติที่ริมฝีปากไม่สะอาด เพราะนัยน์ตาของข้าพเจ้าได้เห็นกษัตริย์ คือพระเจ้าจอมโยธา”
อิสยาห์รู้ว่า พระเจ้าทรงบริสุทธิ์ และความบริสุทธิ์ของพระเจ้าทำให้อิสยาห์มองเห็นความจริงเกี่ยวกับตัวเองว่า ตัวเขาไม่สะอาด พระเจ้าจึงส่งเสราฟิมคีบถ่านเพลิงบินมาชำระริมฝีปากให้อิสยาห์ เพื่ออิสยาห์จะเป็นคนที่พระเจ้าใช้การได้
อิสยาห์ 6:8 8และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “เราจะใช้ผู้ใดไป และผู้ใดจะไปแทนเรา” แล้วข้าพเจ้าทูลว่า “ข้าพระองค์อยู่นี่ พระเจ้าข้า ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด”
อิสยาห์สามารถพูดตอบรับการทรงเรียกของพระเจ้าได้ ในพระคัมภีร์ใหม่มีการพูดถึงเรื่องความสะอาดเช่นกัน ตอนพระเยซูทรงล้างเท้าสาวก สาวกคิดถึงความสะอาดว่าล้างแต่เท้าไม่พอ ขอให้ล้างทั้งตัว ยอห์น 13:1-10 พระเยซูทรงตรัสกับสาวกว่า 10.... “ผู้ที่อาบน้ำแล้วไม่จำเป็นต้องชำระกายอีก ล้างแต่เท้าเท่านั้น เพราะสะอาดหมดทั้งตัวแล้ว สาวกของพระเยซูเข้าใจว่าพระองค์กำลังต้องการความสะอาด ซึ่งการล้างเท้าเป็นสัญญลักษณ์ของการปรนนิบัติซึ่งกันและกันมิใช่การทำความสะอาด แท้ที่จริง พระเยซูคริสต์ทรงมีมาตรฐานเป้าหมายของความสะอาดบริสุทธิ์ในชีวิตมนุษย์ที่สมบูรณ์ยั่งยืนในแบบแผนของพระเจ้าฮีบรู 10: 11-12,14
11ฝ่ายปุโรหิตทุกคนก็ยืนปฏิบัติกิจอยู่ทุกวัน โดยการนำเครื่องบูชาอย่างเดียวกันมาถวายเนืองๆ เครื่องบูชานั้นจะลบล้างบาปไม่ได้เลย 12แต่เมื่อพระคริสต์ทรงถวายพระองค์เองเป็นเครื่องสัตวบูชาเพราะบาปเพียงครั้งเดียว.... 14โดยการถวายบูชาเพียงครั้งเดียว พระองค์ก็ได้ทรงกระทำให้คนทั้งหลายที่ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์แล้วนั้นถึงความสมบูรณ์เป็นนิตย์
ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังสือยอห์นต่อไปนี้ จึงเป็นไปตามกำหนดการของพระเจ้าที่เฝ้ามองดูความเลอะเทอะของผู้มีความรับผิดชอบต่อพระวิหารอย่างอดกลั้นพระทัยไว้นาน ยอห์น 2:12-24
12ภายหลังเหตุการณ์นี้ พระองค์ก็เสด็จต่อไปยังเมืองคาเปอรนาอุม พร้อมกับมารดาและน้องชายและสาวกของพระองค์ และอยู่ที่นั่นเพียงไม่กี่วัน 13 เทศกาลปัสกา ของพวกยิวใกล้เข้ามาแล้ว พระเยซูเสด็จขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม 14ในบริเวณพระวิหารพระองค์ทรงเห็นคนขายวัว ขายแกะ ขายนกพิราบ และคนรับแลกเงินที่กำลังแลกเงินอยู่ 15พระองค์ทรงเอาเชือกทำเป็นแส้ไล่คนเหล่านั้น พร้อมกับแกะและวัวออกไปจากบริเวณพระวิหาร และพระองค์ทรงเทเงินและคว่ำโต๊ะของคนรับแลกเงิน 16และพระองค์ตรัสแก่บรรดาคนขายนกพิราบว่า “จงเอาของเหล่านี้ไปเสีย อย่าทำพระนิเวศของพระบิดาเราให้เป็นแหล่งค้าขาย” 17พวกสาวกของพระองค์ก็ระลึกขึ้นได้ถึงคำที่เขียนไว้ว่า “ความร้อนใจในเรื่องพระนิเวศของพระองค์จะท่วมท้นข้าพระองค์” 18พวกยิวจึงทูลพระองค์ว่า “ท่านจะแสดงหมายสำคัญอะไรให้เราเห็นว่า ท่านมีอำนาจกระทำการเช่นนี้ได้” 19พระเยซูจึงตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า “ถ้าทำลายวิหารนี้เสีย เราจะยกขึ้นในสามวัน” 20พวกยิวจึงทูลว่า “พระวิหารนี้เขาสร้างถึงสี่สิบหกปีจึงสำเร็จ และท่านจะยกขึ้นใหม่ในสามวันหรือ” 21แต่พระวิหารที่พระองค์ตรัสถึงนั้นคือพระกายของพระองค์ 22เหตุฉะนั้นเมื่อพระองค์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาแล้ว พวกสาวกของพระองค์ก็ระลึกได้ว่าพระองค์ตรัสดังนี้ และเขาก็เชื่อพระคัมภีร์และพระดำรัสที่พระเยซูได้ตรัสแล้วนั้น 23เมื่อพระองค์ประทับ ณ กรุงเยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกา มีคนเป็นอันมากได้วางใจในพระนามของพระองค์ เมื่อเขาได้เห็นหมายสำคัญที่พระองค์ได้ทรงกระทำ 24แต่พระเยซูมิได้ทรงวางพระทัยในคนเหล่านั้น 25เพราะพระองค์ทรงรู้จักมวลมนุษย์ และสำหรับพระองค์ไม่มีความจำเป็นที่จะมีพยานในเรื่องมนุษย์ ด้วยพระองค์เองทรงทราบว่าอะไรมีอยู่ในมนุษย์
ยอห์นบันทึกการติดตามพระเยซูว่า ภายหลังเหตุการณ์นี้ คือเหตุการณ์น้ำเปลี่ยนเป็นเหล้าองุ่นในงานแต่งงานที่หมู่บ้านคานา ซึ่งเป็นหมายสำคัญอันแรกที่ยอห์นมีประสบการณ์กับพระเยซู และยอห์นก็ติดตาม พระเยซูคริสต์พร้อมกับมารดาและน้องชายและสาวกคนอื่นๆของพระองค์ ได้เดินทางต่อไปยังเมืองคาเปอรนาอุม และอยู่ที่นั่นเพียงไม่กี่วัน เพราะเป้าหมายของพระเยซูกับแม่น้องและสาวกคือไปร่วมเทศกาลปัสกาในเยรูซาเล็ม ตามบันทึกในพระคัมภีร์ลูกาได้กล่าวถึงพระเยซูเสด็จไปเยรูซาเล็มตั้งแต่พระองค์เป็นทารกตามธรรมบัญญัติ เพื่อถูกนำถวายแด่พระเจ้า ลูกา 2:21-2321ครั้นครบแปดวัน เป็นวันให้พระกุมารนั้นเข้าสุหนัต เขาจึงให้นามว่าเยซู ตามซึ่งทูตสวรรค์ได้กล่าวไว้ก่อน เมื่อยังมิได้ปฏิสนธิ์ในครรภ์ 22เมื่อถึงเวลาทำพิธีชำระตัวตามธรรมบัญญัติของโมเสส เขาจึงนำพระกุมารไปยังกรุงเยรูซาเล็มจะถวายแด่พระเป็นเจ้า 23ตามที่เขียนไว้แล้วในธรรมบัญญัติของพระเป็นเจ้าว่า “บุตรชายทุกคนที่เบิกครรภ์ครั้งแรก จะได้เรียกว่าเป็นบุตรที่ถวายแด่พระเจ้า”และเมื่อพระเยซูอายุสิบสอง พระองค์เสด็จไปตามธรรมเนียมอีก ลูกา 2:40-42 40พระกุมารนั้นก็เจริญวัยแข็งแรงขึ้น ประกอบด้วยสติปัญญาและพระคุณของพระเจ้าอยู่กับท่าน 41ฝ่ายบิดามารดาเคยขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ในเทศกาลปัสกาทุกปีๆ 42เมื่อพระกุมารมีพระชนม์สิบสองพรรษา เขาทั้งหลายก็ขึ้นไปตามธรรมเนียมในเทศกาลนั้น
ตามธรรมเนียมของคนยิวนี้เกิดจากหลักการแพทย์ของคนยิวว่าด้วยการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในวัยนี้ ทุกอย่างจะเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งสรีระร่างกาย และอาจเจริญขึ้นด้านจิตวิญญาณ และเพื่อเตรียมย่างเข้าสู่อายุสิบสามปี ปีแห่งการเป็นบุตรแห่งพระบัญญัติของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ได้เห็นพระวิหารในเยรูซาเล็มตั้งแตเด็กจนโต ดังนั้น การเข้าเยรูซาเล็มของพระเยซูครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งสำคัญที่พระองค์มาในบทบาทที่แตกต่างจากที่ผ่านมา เพราะพระเยซูคริสต์เข้าเยรูซาเล็มในบทบาทของพระเมสสิยาห์ ด้วยกำลังฝ่ายวิญญาณ มิใช่ด้วยกำลังสติปัญญาอย่างมนุษย์ และนี่คือเวลาของพระเจ้า ซึ่งจะเป็นบทเรียนสำหรับเราในวันนี้ เรื่อง เราเป็นวิหารของพระเจ้า
1. จงเป็นวิหารอย่างที่พระเยซูคริสต์ต้องการ ยอห์น 2:15-16
15พระองค์ทรงเอาเชือกทำเป็นแส้ไล่คนเหล่านั้น พร้อมกับแกะและวัวออกไปจากบริเวณพระวิหาร และพระองค์ทรงเทเงินและคว่ำโต๊ะของคนรับแลกเงิน16และพระองค์ตรัสแก่บรรดาคนขายนกพิราบว่า “จงเอาของเหล่านี้ไปเสีย อย่าทำพระนิเวศของพระบิดาเราให้เป็นแหล่งค้าขาย”
สำนวนที่ว่า“เข้าเมืองตาหลิ่วให้หลิ่วตาตาม” ภาษาอังกฤษมีสำนวนเดียวกัน คือ when you are in Rome, do what Romans do แปลเป็นไทยคือ เมื่อคุณอยู่ในกรุงโรม จงทำอย่างที่คนในโรมทำ เช่นเดียวกัน คนที่มาในเยรูซาเล็มยุคพระเยซูกำลังพบกับวัฒนธรรมของคนในเยรูซาเล็มเรื่องการค้าขายในวิหารกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนยอมรับได้ ใครมาก็ทำการค้าขายในวิหารเป็นเรื่องปกติ การขายสัตว์แลกเงินใกล้พระวิหารในอดีตอาจเกิดจากความจำกัดของคนบางคน จนกลายเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ทุกคนที่มีเงินมา ความสะดวกทำให้การมาวิหารกลายเป็นจุดทำธุรกิจของพวกพ่อค้า มีจุดขายสัตว์ โต๊ะแลกเงินสกุลต่างๆ เข้าใจว่า คนยิวจากหลายประเทศเดินทางมาด้วยสกุลเงินประเทศนั้นๆ ต้องมาแลกเป็นเงินท้องถิ่นของเยรูซาเล็ม กิจการ 2:5 5มีพวกยิวจากทุกประเทศทั่วใต้ฟ้าซึ่งเป็นผู้เกรงกลัวพระเจ้า มาอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม เพราะยิวไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็จะยึดหลักการของหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 16:5-6 5ท่านทั้งหลายอย่าถวายปัสกาภายในหัวเมือง ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน 6แต่ท่านจงถวายปัสกา ณ สถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทรงเลือกไว้ให้พระนามของพระองค์ประทับที่นั่น สำหรับชาวยิว หมายถึงวันแห่งเสรีภาพของชนชาติอิสราเอลในยุคที่อิสราเอลตกเป็นเชลยของอียิปต์มานานหลายร้อยปี เป็นวัน Independence day แต่ที่น่าสังเกตุคือ ประชาชนเดินทางมาฉลองวันแห่งอิสระเสรีภาพในขณะที่อิสราเอลไม่มีเสรีภาพ อิสราเอลตกเป็นเชลยของอาณาจักรโรม เมื่ออิสราเอลในอียิปต์ไม่รู้จะพบพระเจ้าที่ไหน แต่หลังจากการปลดปล่อยอิสราเอลให้มีเสรีภาพจากอียิปต์ พระวิหารเป็นที่นัดพบของอิสราเอลกับพระเจ้า แต่อิสราเอลในยุคที่เป็นทาสของอาณาจักรกลับทำให้พระวิหารกลายเป็นจุดนัดพบของผลประโยชน์ไป พระเยซูคริสต์ทรงมองอย่างพระเมสสิยาห์มอง และพระองค์ทรงเห็นประชาชนตาดำๆที่กำลังมาแสวงหาพระเจ้าด้วยความจริงใจ กำลังมาด้วยความทุกข์ ด้วยความหวังที่จะให้พระเจ้าฟังความปรารถนาของเขา และประทานความช่วยเหลือแก่เขา แต่ความเป็นวิหารที่จะใช้อธิษฐานถูกแปลสภาพกลายเป็นอย่างอื่น ซึ่งพระเยซูคริสต์เจ้าทรงเรียกวิหารในหนังสือลูกาลูกา 19:46 46..... นิเวศของเราควรจะเป็นนิเวศอธิษฐาน แต่เจ้าทั้งหลายมากระทำให้เป็น ถ้ำของพวกโจร”
เช่นเดียวกันคริสตจักรไม่ใช่จุดนัดพบของผลประโยชน์ แต่เป็นที่เราจะพบพระเจ้าและเป็นที่อธิษฐาน คริสตจักรไม่ใช่ที่ สร้างความสุขจากการได้ทำงานทางศาสนา ประโยคที่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า “จงเอาของเหล่านี้ไปเสีย อย่าทำพระนิเวศของพระบิดาเราให้เป็นแหล่งค้าขาย” คำว่า “แหล่งค้าขาย” แปลว่า “ตลาด” ในสมัยโบราณ ตลาดคือที่แลกเปลี่ยนสินค้า สมมติว่า มีพืช อยากได้เนื้อสัตว์ ก็เอาพืชไปแลกเนื้อสัตว์ มีไข่ อยากได้เนื้อ ก็เอาไข่ไปแลกมา จนต่อมามีการสร้างเงินขึ้นมาเพื่อใช้แทนมูลค่าของสินค้า จึงเกิดเป็นการซื้อขายเกิดขึ้น ทั้งหมดนี้สรุปได้ที่คำว่า ผลประโยชน์ การมาวิหารของคนในยุคนั้น คือเรื่องของผลประโยชน์ในการซื้อขายแลกเปลี่ยน แม้กระทั่งการมานมัสการพระเจ้าก็กลายเป็นผลประโยชน์ของมนุษย์ผู้นั้นไป โดยไม่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพระเจ้า ที่พระเยซูคริสต์ทรงกล่าวถึงการอธิษฐาน ไม่ใช่การสวดมนต์ภาวนา แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์กับพระเจ้าที่เราอธิษฐานถึง เป็นที่เราจะพบกับพระเจ้าได้ทุกเวลา เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องรู้ว่า พระเยซูต้องการให้เราเป็นวิหารของพระเจ้าแบบไหน
อย่าดำเนินชีวิตอย่างคนที่ไม่รับรู้ว่า เราเป็นวิหารของพระเจ้า ไม่ใส่ใจ ไม่ทำความสะอาด ไม่สนใจเรื่องความบริสุทธิ์ มีคำหนึ่งที่ใช้สำหรับคนที่ไม่ใส่ใจ คือ คำว่า Careless คนที่ไม่ใส่ใจว่าตัวเองเป็นวิหารของพระเจ้า เขาจะไม่ระมัดระวังตัว ว่าสถานที่แบบไหนที่เขาไม่ควรไป อาหารเครื่องดื่มแบบไหนที่เขาไม่ควรกินและดื่ม กิจกรรมแบบไหนที่เขาไม่ควรทำหรือร่วม
2. ระวังเรื่องของผลประโยชน์ ยอห์น 2:18-22
18พวกยิวจึงทูลพระองค์ว่า “ท่านจะแสดงหมายสำคัญอะไรให้เราเห็นว่า ท่านมีอำนาจกระทำการเช่นนี้ได้” 19พระเยซูจึงตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า “ถ้าทำลายวิหารนี้เสีย เราจะยกขึ้นในสามวัน” 20พวกยิวจึงทูลว่า “พระวิหารนี้เขาสร้างถึงสี่สิบหกปีจึงสำเร็จ และท่านจะยกขึ้นใหม่ในสามวันหรือ” 21แต่พระวิหารที่พระองค์ตรัสถึงนั้นคือพระกายของพระองค์ 22เหตุฉะนั้นเมื่อพระองค์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาแล้ว พวกสาวกของพระองค์ก็ระลึกได้ว่าพระองค์ตรัสดังนี้ และเขาก็เชื่อพระคัมภีร์และพระดำรัสที่พระเยซูได้ตรัสแล้วนั้น
พวกยิวแสดงการต่อต้านการชำระพระวิหารของพระเยซูด้วยคำถามที่พยายามทำให้ดูดีว่ามีพื้นฐานมาจากหลักการของพระเจ้า เพื่อจะสามารถจัดการกับพระเยซูที่มาขัดผลประโยชน์ของเขา เฉลยธรรมบัญญัติ 18:22 22เมื่อผู้เผยพระวจนะกล่าวคำในพระนามของพระเจ้า ถ้ามิได้เป็นไปจริงตามถ้อยคำของผู้กล่าว ถ้อยคำนั้นมิได้เป็นพระวจนะที่พระเจ้าตรัส ผู้เผยพระวจนะนั้นบังอาจกล่าวเอง ท่านทั้งหลายอย่าเกรงกลัวเขาเลย
พวกยิวยกประเด็นสิทธิอำนาจของผู้เผยพระวจนะที่ต้องมีหมายสำคัญพิสูจน์ แต่การชำระพระวิหารครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับหมายสำคัญ เพราะไม่ว่าจะเป็นยิวคนไหนต่างรู้อยู่แก่ใจว่า วิหารกลายเป็นตลาด และวิหารที่เป็นตลาดก็ได้สูญเสียสิทธิอำนาจไปแล้ว คนเฝ้าตลาดไม่มีสิทธิอำนาจในการตัดสินพระเยซูคริสต์เรื่องนี้ คนเฝ้าตลาดคิดไม่ได้แม้กระทั่ง เรื่องง่ายๆ แต่สาวกของพระเยซูคริสต์เองที่เป็นระดับชาวประมงยังคิดได้ 17พวกสาวกของพระองค์ก็ระลึกขึ้นได้ถึงคำที่เขียนไว้ว่า “ความร้อนใจในเรื่องพระนิเวศของพระองค์จะท่วมท้นข้าพระองค์” ยิวในวิหาร เป็นพวกมีความรู้พระคัมภีร์ดีกว่าชาวประมงที่ไร้การศึกษา แต่กลับเหมือนคนมืดบอดทางด้านจริยธรรม
มีตัวอย่างของคนคนเกาหลีที่พูดถึงวัยรุ่นในปัจจุบันว่า เด็กสมัยก่อนมองเห็นพ่อแม่ แต่เด็กสมัยนี้ มองไม่เห็นพ่อแม่ตัวเอง เพราะเงินสมัยก่อนมันมีรู แต่เงินสมัยนี้ไม่มีรู เหรียญที่ทำเป็นเงินสมัยก่อนเขาเจาะรูไว้ตรงกลาง เป็นคำพูดเปรียบเปรยว่า เงินหรือผลประโยชน์สำหรับคนในปัจจุบันได้บังตาบังใจคนให้ไม่เพียงมองไม่เห็นพ่อแม่ แต่ไม่มองหาพระเจ้าซะด้วยซ้ำ เหมือนกับพวกยิวที่ทำเป็นผู้อยากจะเห็นหมายสำคัญของพระเยซูคริสต์เพื่อจะยอมรับสิทธิอำนาจในการชำระพระวิหารของพระองค์ แต่การมีท่าทีเช่นนี้ ทำให้พวกยิวกลายเป็นผู้แสวงหาหมายสำคัญของผู้เผยพระวจนะ และมองไม่เห็นการมาถึงของพระเมสสิยาห์ ในคำตรัสของพระเยซูคริสต์ “ถ้าทำลายวิหารนี้เสีย เราจะยกขึ้นในสามวัน” นี่คือหมายสำคัญสุดท้ายที่พระเยซูคริสต์จะทรงประกอบกิจก่อนเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ คือการตายบนไม้กางเขน ถูกฝังสามวัน วันที่สามฟื้นขึ้นมาจากความตาย ยอห์นค่อนข้างจะตั้งใจบันทึกเรื่องหมายสำคัญตั้งแต่อันแรกคือที่หมู่บ้านคานา และเมื่อมาถึงเยรูซาเล็มที่มีการเรียกร้องให้พระเยซูกระทำหมายสำคัญ แต่พระเยซูกลับพยากรณ์ถึงหมายสำคัญสุดท้ายอย่างจงใจ เป็นคำพูดที่พระเยซูคริสต์จงใจให้สาวกที่ติดตามพระองค์ได้ยิน ซึ่งในเวลานั้นไม่มีใครเข้าใจเลยสักคน แม้แต่สาวกก็ไม่เข้าใจ ยอห์นมาเข้าใจก็ต่อเมื่อเขาได้มีประสบการณ์การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ในภายหลัง 21แต่พระวิหารที่พระองค์ตรัสถึงนั้นคือพระกายของพระองค์ 22เหตุฉะนั้นเมื่อพระองค์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาแล้ว พวกสาวกของพระองค์ก็ระลึกได้ว่าพระองค์ตรัสดังนี้ และเขาก็เชื่อพระคัมภีร์และพระดำรัสที่พระเยซูได้ตรัสแล้วนั้น
ความมืดบอดทางใจของพวกยิวยิ่งมีมากขึ้น เมื่อเขาคิดถึงการสูญเสียพระวิหาร คือการสูญเสียผลประโยชน์ สูญเสียอำนาจในการจัดการ การตีความคำพยากรณ์ของพระเยซูคริสต์ของพวกยิวจึงออกมาในเชิงวัตถุนิยม โดยใช้ความรู้เรื่องการสร้างพระวิหารด้วยมือของมนุษย์ในสมัยเศรุบาเบลเพื่อหักล้างคำพูดของพระเยซู ว่า วิหารที่เห็นนี้ใช้มนุษย์สร้างเป็นเวลา 46 ปี พระเยซูจะทำลายและสร้างขึ้นใหม่ในสามวันได้ยังไง แต่พระเยซูคริสต์กำลังพูดกับพวกยิวด้วยมิติฝ่ายวิญญาณว่า วิหารที่สร้างด้วยมือมนุษย์ก็ถูกทำลายด้วยมือมนุษย์ในวันนี้ ด้วยพฤติกรรมของคนที่เข้ามาในวิหารอย่างคนที่ไม่เห็นแก่พระเจ้า แต่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว แม้พระเยซูจะล้มโต๊ะและไล่พวกค้าขายออกไป แต่ไม่นานพวกนี้ก็จะกลับมาอีก และพระเยซูไม่ได้ไปเฝ้าหรือขัดขวางพวกยิวพวกนี้อีก พวกยิวก็ยังกลับไปทำให้พระวิหารที่สร้างด้วยมือของมนุษย์ให้กลายเป็นตลาดอีกครั้ง แต่การกระทำของพระเยซูคริสต์ครั้งนี้เพื่อบอกให้รู้ว่า พระเจ้าได้กำหนดวิหารใหม่ไว้แล้ว วิหารที่สร้างมา 46 ปีจะถูกทำลายไปพร้อมกับเยรูซาเล็ม ซึ่งเราจะเห็นว่าในปัจจุบันที่ตั้งวิหารได้กลายเป็นที่ตั้งของ Dome of the Rock ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาของมุสลิมไป มีกำแพงร้องไห้อยู่ข้างๆไว้ให้พวกยิวร้องไห้ถึงวิหาร แม้แต่จะเข้าไปในอาณาเขตก็เข้าไม่ได้ เพราะวิหารที่ทำด้วยมือมนุษย์ พระเจ้าไม่รับรองแล้ว
3. วิหารที่รับรองโดยพระเจ้า ยอห์น 2:23-24
23เมื่อพระองค์ประทับ ณ กรุงเยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกา มีคนเป็นอันมากได้วางใจในพระนามของพระองค์ เมื่อเขาได้เห็นหมายสำคัญที่พระองค์ได้ทรงกระทำ 24แต่พระเยซูมิได้ทรงวางพระทัยในคนเหล่านั้น 25เพราะพระองค์ทรงรู้จักมวลมนุษย์ และสำหรับพระองค์ไม่มีความจำเป็นที่จะมีพยานในเรื่องมนุษย์ ด้วยพระองค์เองทรงทราบว่าอะไรมีอยู่ในมนุษย์
พระคัมภีร์บันทึกว่า มีคนเป็นอันมากวางใจในพระนามของพระเยซูคริสต์ เพราะได้เห็นหมายสำคัญ ซึ่งพวกยิวที่อยู่ในพระวิหารไม่เห็นเพราะเขามาหาพระเยซูเพื่อต่อต้าน แต่คนนอกพระวิหารไม่ได้ต่อต้าน คนเป็นอันมากได้เห็น และวางใจในพระนามของพระเยซูคริสต์ สำนวนนี้อาจหมายความว่า พระเยซูเป็นที่ยอมรับ และคนมากมายรับรองพระเยซูคริสต์ด้วยประสบการณ์ของเขาเอง ว่าเขาได้เห็นพระเยซูกระทำหมายสำคัญ คนอาจกล่าวถึงพระนามของพระองค์ในทางบวก และให้เครดิต ความน่าเชื่อถือ จากคำพูดของคนปากต่อปาก แต่พระเยซูคริสต์ไม่ได้ดำรงอยู่ด้วยการรับรองของผู้คนที่ชื่นชมพระองค์ สำหรับพระองค์ไม่มีความจำเป็นที่จะมีพยานในเรื่องมนุษย์ จากการบันทึกในแนวนี้ ทำให้สันนิษฐานว่า ผู้บันทึกพระคัมภีร์ตอนนี้ได้เห็นพระเยซูคริสต์ไม่ได้ใช้การไว้วางใจประชาชนในการสร้างเครดิตให้กับพระองค์เอง พระองค์ได้ทำบทบาทของพระองค์ด้วยความเป็นพระองค์เอง เป็นพระเมสสิยาห์ที่รู้ว่า อะไรมีอยู่ในมนุษย์ นี่คือ คุณสมบัติของพระเมสสิยาห์ ที่ยอห์นได้รู้จัก ขณะที่ได้ใช้เวลากับพระเยซูคริสต์ในเยรูซาเล็ม พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างแก่สาวกของพระองค์ที่ในเวลาต่อมา สาวกสามารถใช้ชีวิตการเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์โดยการวางใจในพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวในท่ามกลางการต่อต้าน การไม่ยอมรับของคนที่ปฏิเสธข่าวประเสริฐ คำพยานเรื่องพระเยซูคริสต์ได้
เพราะพระเยซูคริสต์ทรงรู้ว่าอะไรอยู่ในมนุษย์ พระองค์จึงทรงเป็นแบบอย่างแก่สาวกของพระองค์ ให้เลียนแบบพระองค์ ให้ดำเนินชีวิต อย่าคาดหวังการยอมรับจากมนุษย์ เพื่อวันหนึ่งเมื่อสาวกถูกการปฏิเสธที่รุนแรงมากที่สุด เท่าที่มนุษย์เคยมี สาวกจะยังคงเป็นพยานของพระองค์อย่างสัตย์ซื่อได้ เหมือนเปโตรที่ได้กล่าวต่อหน้ามหาปุโรหิตในสภาซานเฮดรินว่า กิจการ 5:29 29ฝ่ายเปโตรกับอัครทูตอื่นๆตอบว่า “ข้าพเจ้าจำต้องเชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่าเชื่อฟังมนุษย์ สาวกของพระเยซูคริสต์ได้ทำหน้าที่ต่อหน้าคนที่ทำหน้าที่ในพระวิหารระดับมหาปุโรหิตที่พยายามทำลายความน่าเชื่อถือของเขา แต่สาวกทำหน้าที่เป็นวิหารที่พระเจ้ารับรอง พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย แม้มหาปุโรหิตจะสั่งห้ามไม่ให้เปโตรพูดเรื่องพระเยซู แต่เปโตรก็ยังจะพูดต่อไป เพราะเปโตรเป็นวิหารที่อยู่ภายใต้อำนาจของพระเจ้า มิใช่ใต้อำนาจของมหาปุโรหิตที่ดูแลพระวิหารในเยรูซาเล็ม ที่ใช้อำนาจในการสั่งฆ่าพระเมสสิยาห์ กิจการ 5: 30-32
30พระเยซูซึ่งท่านทั้งหลายได้ฆ่าเสียโดยแขวนไว้ที่ต้นไม้นั้น พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเราได้ทรงบันดาลให้เป็นขึ้นมาใหม่ 31พระเจ้าได้ทรงตั้งพระองค์ไว้ที่พระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ ให้เป็นองค์พระผู้นำและองค์พระผู้ช่วยให้รอด เพื่อจะให้ชนอิสราเอลกลับใจใหม่ แล้วจะทรงโปรดยกความบาปผิดของเขา 32เราทั้งหลายจึงเป็นพยานถึงเรื่องเหล่านี้ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงประทานให้ทุกคนที่เชื่อฟังพระองค์นั้น ก็เป็นพยานด้วย”
นี่เป็นมาจากพระวิญญาณทรงสถิตในเปโตรและอัครทูตอื่นๆที่ทำให้สาวกการเป็นวิหารของพระเจ้าที่ไม่อยู่ภายใต้อำนาจ การข่มขู่ของมนุษย์ผู้มีอำนาจ 1 ยอห์น 4:4 4ลูกทั้งหลายเอ๋ย ท่านเป็นฝ่ายพระเจ้า และได้ชนะเขาเหล่านั้น เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงอยู่ในท่านทั้งหลายเป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก
คริสเตียนเป็นสาวกของพระเยซูที่ไม่กลัวผู้มีอำนาจ แต่เราให้เกียติและเคารพผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่สูงในบ้านเมือง การไม่กลัวของเรา ไม่ได้หมายความว่า ให้เราแสดงความแข็งกร้าว มีคำพูดหนึ่งที่กล่าวว่า ให้เราเข้มแข็ง แต่ไม่ก้าวร้าว อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ นี่คือสโลแกนของการเป็นคริสเตียนที่เป็นวิหารที่รับรองโดยพระเจ้า
้
ี้
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|