|
|
|
| |
หัวข้อ“จงดำเนินชีวิตให้เป็นคนที่ใช้การได้” โยชูวาบทที่ 15
โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
|
|
| |
|
|
| |
1 โครินธ์ 9:27
27แต่ข้าพเจ้าก็ทุบตีร่างกายให้มันแข็งจนอยู่มือ เพราะเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐแก่คนอื่นแล้ว ตัวข้าพเจ้าเองจะเป็นคนที่ใช้การไม่ได้
เปาโลกล่าวว่า ตัวเขาเองกลัวว่า ตัวเขาเองจะเป็นคนที่ใช้การไม่ได้ ดังนั้นเปาโลจึงต้องฝึกการควบคุมตัวเองด้วยสำนวนที่ว่า ทุบตีร่างกายให้มันแข็งอยู่มือ เพื่อย้ำว่า ตราบใดที่เรายังเป็นมนุษย์มีเนื้อหนังมังสานี้ จำเป็นที่เราจะต้องฝึกมิให้ร่างกายทำงานเกินการควบคุม นี่คือเหตุผลที่เปาโลต้องระมัดระวังตัวเอง นอกจากนี้ เปาโลยังได้เตือนคริสเตียนที่เมืองกาลาเทียอีกว่า กาลาเทีย 3:1,3
1โอ ชาวกาลาเทียคนเขลา ใครสะกดดวงจิตของท่านให้เห็นผิดไปได้....
3ท่านเขลาถึงเพียงนั้นทีเดียวหรือ เมื่อท่านเริ่มต้นมาด้วยพระวิญญาณแล้ว บัดนี้ท่านจะจบลงด้วยเนื้อหนังหรือ....
นั่นหมายความว่า จากคนที่ใช้การได้ อาจจะกลายเป็นคนที่ใช้การไม่ได้ไป หากไม่ระมัดระวังชีวิตในเรื่องการควบคุมความต้องการของเนื้อหนัง หนังสือโยชูวาบทที่ 15 ต่อไปนี้ มีตัวอย่างของคนที่ใช้การได้ที่น่าจะเป็นแบบอย่างแก่เราทั้งหลาย
โยชูวา 15:13-19
13 ตามพระดำรัสของพระเจ้าที่ตรัสแก่โยชูวา ท่านยกที่ดินส่วนหนึ่งในเขตของคนยูดาห์ให้ แก่คาเลบบุตรเยฟุนเนห์ คือคีริยาทอารบาที่เรียกเมืองเฮโบรน (อารบาเป็นบิดาของอานาค) 14และคาเลบได้ขับไล่บุตรทั้งสามของอานาคออกจากที่นั่น คือเชชัย อาหิมานและทัลมัย ผู้เป็นพงศ์พันธุ์ของอานาค 15และท่านขึ้นไปจากที่นั่นจะต่อสู้กับชาวเมืองเดบีร์ เมืองเดบีร์เดิมมีชื่อว่า คีริยาท เสเฟอร์ 16และคาเลบกล่าวว่า “ผู้ใดโจมตีเมืองคีริยาท เสเฟอร์ และยึดได้ เราจะยกอัคสาห์บุตรสาวของเราให้เป็นภรรยา” 17และโอทนีเอลบุตรเคนัส น้องคาเลบตีเมืองนั้นได้ ท่านจึงยกอัคสาห์บุตรสาวของท่านให้เป็นภรรยา 18อยู่มาเมื่อแต่งงานกันแล้ว นางจึงชวนสามีให้ขอที่นาต่อบิดา นางก็ลงจากหลังลา และคาเลบถามนางว่า “เจ้าต้องการอะไร” 19นางตอบท่านว่า “ขอของขวัญให้ลูกสักอย่างหนึ่งเถิด เมื่อพ่อให้ฉันมาอยู่ในแผ่นดินเนเกบลูกขอน้ำพุด้วย” คาเลบก็ยกน้ำพุบนและน้ำพุล่างให้แก่นาง
พระคัมภีร์ตอนนี้ได้บันทึกถึงอาณาเขตมรดกที่เผ่ายูดาห์ได้รับส่วนแบ่งเป็นที่ดินตามตระกูล และในตระกูลยังมีการจัดสรรกันเองอีก(โยชูวา 15:1-12; 20-63) นับหัวเมืองที่แบ่งกันเฉพาะเผ่ายูดาห์ได้ถึง 112 หัวเมือง พระคัมภีร์บันทึกถึงส่วนที่โยชูวายกให้กับคาเลบซึ่งเป็นคนหนึ่งในตระกูลเผ่ายูดาห์ มีการบันทึกว่า พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับคาเลบอย่างไร และคาเลบได้รบชนะคนอานาค ลูกของอารบาสามคนที่คาเลบได้ขับไล่ออกไปจากแผ่นดินเฮโบรน ต่อจากนั้น คาเลบได้เดินทางต่อไปยังเมืองถัดไปเพื่อที่จะรบต่อ แต่คราวนี้ คาเลบได้เปิดทางให้ลูกหลานอิสราเอลในตระกูลของเขาได้มีส่วนในการยึดครองบ้าง โดยมีเงื่อนไขว่า ใครตีเมืองได้ จะยกลูกสาวให้ เมืองเดบีร์ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ เมือง คีรียาท เสเฟอร ซึ่งมีความหมายว่า เป็นเมืองศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ ถ้าเปรียบเทียบกับยุคกรีกก็เหมือนกับเมืองเอเธนส์ที่ใครๆก็จะเดินไปเพื่อพบกับนักปรัชญา พระคัมภีร์บันทึกว่า โอทนีเอล ตีและยึดเมืองได้ และได้รับนางสาวอัคสาร์ลูกสาวคาเลบมาเป็นภรรยาตามคำของคาเลบ มีคำถามว่า โอทนีเอล อยากแต่งงานกับนางสาวอัคสาร์หรืออยากตีเมือง ส่วนนางสาวอัคสาร์อยากแต่งงานกับคนที่ตนเองไม่เคยรักหรือไม่ ถ้าเราดูตัวอย่างของดาวิดเมื่อครั้งจะออกไปสู้กับทหารร่างยักษ์อย่างโกไลอัท ดาวิด 1ซามูเอล 17:25-30
25คนอิสราเอลพูดว่า “เจ้าเคยเห็นคนที่ออกมานั้นหรือ เขาออกมาท้าทายอิสราเอลแท้ๆ ถ้าใครฆ่าเขาได้ พระราชาจะพระราชทานทรัพย์ให้เขามากมาย และจะมอบราชธิดาให้ด้วยและกระทำให้ครอบครัว ของบิดาของเขาเป็นคนยกเว้นการเกณฑ์ในอิสราเอล” 26และดาวิดกล่าวแก่ชายคนที่ยืนอยู่ข้างเขาว่า “เขาจะทำอย่างไรแก่คนที่ฆ่าคนฟีลิสเตียคนนี้ได้ และนำเอาความเหยียดหยามอิสราเอลไปเสีย คนฟีลิสเตียผู้มิได้เข้าสุหนัตคนนี้คือใครเล่า เขาจึงมาท้าทายกองทัพของพระเจ้าอยู่” 27ประชาชนก็ตอบเขาอย่างเดียวกันว่า “ผู้ที่ฆ่าเขาได้ก็จะได้รับดังที่กล่าวมาแล้วนั้น”
28ฝ่ายเอลีอับพี่ชายหัวปี ได้ยินคำที่ดาวิดพูดกับชายคนนั้น เอลีอับก็โกรธดาวิดกล่าวว่า “เจ้าลงมาทำไมเจ้าทิ้งแกะไม่ กี่ตัวที่ถิ่นทุรกันดารไว้กับใคร ข้ารู้ถึงความทะเยอทะยานของเจ้า และความคิดชั่วของเจ้า เพราะเจ้าลงมาเพื่อจะมาดูเขารบกัน” 29ดาวิดจึงตอบว่า “ผมได้ทำอะไรไปแล้วเล่า พูดแต่คำเดียวเท่านั้นไม่ใช่หรือ” 30เขาจึงหันไปหาคนอื่นเสีย และพูดอย่างเดียวกัน และประชาชนก็ตอบแก่เขาอย่างคราวก่อน
การมองของดาวิดผู้ที่พระเจ้าใช้การได้แตกต่างจากประชาชนทั่วไป ดาวิดต้องการฆ่ายักษ์เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า แต่คนทั่วไปมองที่ของแลกเปลี่ยน รางวัลที่จะได้รับ โดยเฉพาะลูกสาวของพระราชา แม้แต่พี่ชายคนใกล้ชิดของดาวิดก็เข้าใจดาวิดผิด แต่ดาวิดมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องนี้ เขาจึงทำสำเร็จอย่างที่พูด และได้รับรางวัลเป็นผลพลอยได้ที่เขาควรได้รับ เรื่องราวในโยชูวาบทที่ 15 นี้ก็มีการให้รางวัลเป็นแรงจูงใจในการสู้รบคล้ายกับของดาวิด แต่ความแตกต่างอยู่ที่ท่าทีของลูกสาวซาอูลกับลูกสาวคาเลบนั้นเป็นคนละมุมมองอย่างสิ้นเชิง ลูกสาวของซาอูลไม่ได้ให้เกียรติดาวิดในฐานะสามี
2 ซามูเอล 6:16,20-22
16และขณะเมื่อหีบของพระเจ้าเข้ามาถึงเมืองดาวิด มีคาลราชธิดาของซาอูลก็มองออกที่ช่องหน้าต่าง เห็นพระราชาดาวิดกระโดดโลดเต้นรำถวายแด่พระเจ้า และนางก็มีใจหมิ่นประมาท 20และดาวิดก็ทรงกลับไปอวยพรแก่ราชวงศ์ของ พระองค์ แต่มีคาลราชธิดาของซาอูลได้ออกมาพบดาวิดและทูลว่า “วันนี้พระราชาแห่งอิสราเอลได้เกียรติยศนักหนาทีเดียวนะเพคะ ทรงถอดฉลองพระองค์วันนี้ต่อหน้าสาวใช้ของข้าราชการ อย่างกับคนถ่อยแก้ผ้าด้วยไม่มีความอาย” 21และดาวิดตรัสตอบมีคาลว่า “เป็นงานที่ถวายแด่พระเจ้าผู้ทรงเลือกเราไว้แทนเสด็จพ่อของเจ้า และแทนราชวงศ์ทั้งสิ้นของพระองค์ท่าน ทรงแต่งตั้งให้เราเป็นเจ้าเหนืออิสราเอลประชากรของพระเจ้า และเราจึงจะร่าเริงต่อพระพักตร์พระเจ้า 22เราจะถ่อมตัวของเราลงยิ่งกว่านี้อีกให้ปรากฏแก่ตาของเราเองว่าเป็นคนต่ำ แต่โดยพวกสาวใช้ที่เจ้าพูดถึงนั้น เราจะเป็นผู้ที่เขาถือว่ามีเกียรติ” 23และมีคาลราชธิดาของซาอูลก็ไม่มีบุตรจนถึงวันสิ้นชีพ
สำหรับผู้หญิงในสมัยโบราณ ถ้าไม่มีลูกก็ถือว่า เป็นเรื่องน่าอับอายที่สุดในชีวิต เหมือนกับพระเจ้าทรงถอดเธอออกจากตำแหน่งของภรรยา เป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น เหมือนกษัตริย์ซาอูลที่พระเจ้าทรงถอดออกเพราะการไม่เชื่อฟังเช่นกัน แต่เรื่องราวของคาเลบกับลูกสาวของเขาเป็นเป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นในทางที่ตรงกันข้ามกับมีคาลลูกสาวซาอูล ด้วยลักษณะที่เป็นคนที่ใช้การได้ในสายพระเนตรของพระเจ้า ดังนี้
1. คนที่ใช้การได้ไว้วางใจได้ด้วย โยชูวา 15:16
16และคาเลบกล่าวว่า “ผู้ใดโจมตีเมืองคีริยาท เสเฟอร์ และยึดได้ เราจะยกอัคสาห์บุตรสาวของเราให้เป็นภรรยา”
ความไว้วางใจได้ ไม่ใช่แค่เรื่องความสัตย์ซื่อภายนอกแต่ต้องสัตย์ซื่อภายในจิตใจด้วย ทำไมคาเลบจึงเรียกชื่อเมืองว่า คีรียาท เสเฟอร์ แทนที่จะเรียกชื่อเมืองเดบีร์ ซึ่งการเรียกชื่อเมืองคีรียาท เสเฟอร์ ก็เหมือนกับการเรียกในสำนวนว่า “ใครตีเมืองแห่งการเรียนรู้ได้ จะยกลูกสาวให้” คาเลบกำลังพูดกับผู้ชายนักรบทั้งหลายว่า การยึดเมืองแห่งการเรียนรู้ ต้องมาอันดับแรกก่อนการอยากมีภรรยา คาเลบเป็นผู้ที่ติดตามพระเจ้าอย่างสุดใจ มีความเชื่อไม่เปลี่ยนแปลงจุดยืนของตัวเอง คาเลบมีสติปัญญาในเรื่องการจัดการกับครอบครัวของตัวเอง การจัดการยึดเมืองดำเนินไปพร้อมๆกับการจัดการเรื่องครอบครัว คาเลบมีลูกสาว และแน่นอน ในฐานะของพ่อก็ต้องการให้ลูกสาวได้คนที่ดี มุ่งแสวงหาการเรียนรู้ ภาระกิจของส่วนรวมมาก่อนส่วนตัว และนี่คือลักษณะของคนที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ฝากผีฝากไข้ได้ คือ จะฝากอะไรก็น่าไว้วางใจ โดยเฉพาะจะฝากลูกสาวไว้ให้ดูแลในความรู้สึกของคาเลบ ต้องฝากไว้กับคนที่ใช้การได้ที่น่าไว้วางใจ
2. คนที่ใช้การได้สำหรับพระเจ้า โยชูวา 15:17
17และโอทนีเอลบุตรเคนัส น้องคาเลบตีเมืองนั้นได้ ท่านจึงยกอัคสาห์บุตรสาวของท่านให้เป็นภรรยา
โอทนีเอลบุตรเคนัส (ชื่อตระกูล) ซึ่งบันทึกต่างจากคาเลบบุตรเยฟุนเนห์ คนในตระกูลเคนัส การบันทึกลำดับญาติของพระคัมภีร์ในภาษาฮีบรูมักจะใช้คำว่า Ben ซึ่งแปลได้ทั้งลูกและหลาน แต่ก็มักจะใช้คำว่าลูกหลานในตระกูลเคนัส เดาว่าน่าจะมีศักดิ์เป็นหลาน เพราะอายุน่าจะน้อยกว่าคาเลบมาก เนื่องจากคาเลบกับโยชูวาเป็นสองคนที่รอดตายเข้าคานาอันได้ นอกนั้น ผู้ชายอิสราเอลที่อายุตั้งแต่ยี่สิบปีขึ้นไปตายหมดในถิ่นทุรกันดาร ในเวลานั้นโอทนีเอลน่าจะมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปี เขาจึงรอดชีวิต หรือไม่ก็อาจเกิดหลังจากนั้น คำว่าน้องของคาเลบน่าจะมีความหมายถึงความเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน
อาจคาดเดาได้ว่า คาเลบประกาศเรื่องนี้กับคนในตระกูลเดียวกัน เรียกว่า งานนี้ไม่ต้องถึงกลับงมเข็มในมหาสมุทร คนที่ใช้การได้มีในท่ามกลางคนวงแคบ นั่นหมายถึงสังคมที่มีคุณภาพ แต่ในสังคมปัจจุบันของเรา จะหาคนมีคุณภาพนั้นยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ให้เรามาช่วยกันสร้างคนมีคุณภาพมากมายที่จะหาง่ายๆท่ามกลางเรา นั่นคือ เริ่มต้นจากตัวเรา แล้วเราจะมีวันหนึ่งที่หันไปทางไหนก็มีแต่คนใช้การได้อยู่รอบข้างกันและกัน
ชื่อของโอทนีเอลปรากฏอยู่ในหนังสือเพียงสองเล่มคือ โยชูวา และผู้วินิจฉัย ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ถูกยกไปกล่าวซ้ำอีกในหนังสือผู้วินิจฉัยบท 1 และในผู้วินิจฉัยบทที่ 3 ได้กล่าวถึงชื่อของโอทนีเอลได้ถูกเลือกให้เป็นผู้วินิจฉัยอิสราเอลในยุคที่อิสราเอลทำตามใจตัวเอง และขาดผู้นำ ผู้วินิจฉัยในยุคนั้นจะถูกตั้งขึ้นโดยพระเจ้าตามสถานการณ์ต่างๆ เพื่อพูดถ้อยคำที่มาจากพระเจ้า ทำหน้าที่ตัดสิน ปกครอง กอบกู้ และปกป้องอิสราเอลโอทนีเอลมีประวัติที่น่าสนใจก่อนเป็นผู้วินิจฉัยในเวลาต่อมา จากโยชูวาบทที่ 15 ที่บันทึกการตีเมือง การได้ภรรยา และจบลงอย่างสวยงามในยามวิกฤติของอิสราเอล โอทนีเอลผู้เลือกตีเมืองแห่งการเรียนรู้ เป็นคนที่ใช้การได้ที่วางใจได้ เขาได้กลายเป็นคนที่พระเจ้าเลือกในยามที่บ้านเมืองต้องการ
ผู้วินิจฉัย 3:7-10
7คนอิสราเอลได้กระทำความชั่วในสายพระเนตรพระเจ้า ลืมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของตนเสีย ไปปรนนิบัติพระบาอัลทั้งหลายและพวกพระอัชทาโรท 8เพราะฉะนั้นพระพิโรธของพระเจ้าก็พลุ่งขึ้นต่ออิสราเอล และพระองค์ทรงขายเขาไว้ในมือคูชันริชาธาอิมกษัตริย์ เมืองเมโสโปเตเมีย และคนอิสราเอลได้ปฏิบัติคูชันริชาธาอิมแปดปี 9แต่เมื่อคนอิสราเอลร้องทูลพระเจ้า พระเจ้าทรงให้เกิดผู้ช่วยแก่คนอิสราเอล ผู้ได้ช่วยเขาทั้งหลายให้รอด คือโอทนีเอลบุตรเคนัส น้องชายของคาเลบ 10พระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตกับโอทนีเอล และท่านจึงวินิจฉัยคนอิสราเอลและออกไปกระทำสงคราม และพระเจ้าทรงมอบคูชันริชาธาอิมกษัตริย์เมือง เมโสโปเตเมียไว้ในมือของท่าน และมือของท่านชนะคูชันริชาธาอิม
3. คนที่ใช้การได้สำหรับคนอื่น โยชูวา 15:18
18อยู่มาเมื่อแต่งงานกันแล้ว นางจึงชวนสามีให้ขอที่นาต่อบิดา นางก็ลงจากหลังลา และคาเลบถามนางว่า “เจ้าต้องการอะไร”
นางอัคสาร์ ภรรยาของโอทนีเอลที่พ่อตายกให้เป็นเงื่อนไขของการตีเมืองแห่งการเรียนรู้ได้ อิทธิพลชีวิตของคาเลบที่มีความเชื่อและติดตามพระเจ้าอย่างสุดใจไม่เปลี่ยนแปลง ได้ทำให้นางสาวอัคสาร์เชื่อฟังพ่อในการแต่งงานกับโอทนีเอล ผู้ที่พ่อเลือกให้อย่างรอบคอบ พระคัมภีร์บันทึกว่านางชวนสามีกลับไปหาพ่อของตัวเอง คือคาเลบ เพื่อขอที่นา ในเวลานั้น น่าจะคิดถึงเรื่องการเพาะปลูกแทนการสู้รบแล้ว เพราะสามีได้ทำหน้าที่ตีเมืองแห่งการเรียนรู้ได้ ก็ไม่ต้องไปสู้รบอีกต่อไป ชีวิตจึงลงหลักปักฐาน ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินสร้างครอบครัวใหม่ ชีวิตของคนเราก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่น่าสังเกตุว่า ชีวิตของคนมากมายเหมือนอยู่ในสนามรบไม่รู้จบ จะทำมาหากินก็เหมือนมีตัวกวน ตัวรังควานให้การค้าก็ไม่สงบ การเงินก็ไม่สงบ อะไรเป็นสาเหตุ ในพระคัมภีร์มีคำสุภาษิตหนึ่งกล่าวว่า
สุภาษิต 16:32 .....และบุคคลผู้ปกครองจิตใจของตนเองก็ดีกว่าผู้ที่ตีเมืองได้
โอทนีเอลตีเมืองแห่งการเรียนรู้ได้ เท่ากับเขายึดครองการเรียนรู้ไว้กับเขาตลอดชีวิต
เป็นภาพเปรียบเทียบที่คนมักพูดว่า ชีวิตของคนเราเรียนไม่รู้จบ นั่นคือ ต้องเรียนรู้เสมอ คนที่ไม่ยอมเรียนรู้อะไรเลย มักเป็นคนที่ไม่สงบ มักเอาแต่ใจตัวเองฝ่ายเดียว ทำให้ไม่รู้จักโต ขาดสติปัญญาที่ต่อยอด ทำให้ชีวิตพบแต่ทางตัน และใช้ความโกรธ และความไม่พอใจแก้ปัญหา แทนที่จะเรียนรู้ปรับตัว พัฒนา ปรับปรุง และแก้ไข คนเช่นนี้แหล่ะที่เป็นคนที่ใช้การไม่ได้สำหรับคนรอบข้าง สำหรับนางอัคสาร์ เมื่อนางกลับบ้านไปหาคาเลบ ซึ่งพอลงจากหลังลา คาเลบรู้เลยว่า ลูกสาวที่ครั้งหนึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของพ่อ แต่วันนี้อยู่ภายใต้สามีของตัวเอง นำหน้าสามีมาหาพ่อตัวเอง ย่อมมีเรื่องที่ต้องการแน่นอน พ่อลูกอ่านใจกันได้ เพราะเขาดำเนินชีวิตที่เป็นแบบอย่างแก่กันและกัน ครั้งหนึ่งนางสาวอัคสาร์เชื่อฟังพ่อและเป็นลูกที่ใช้การได้สำหรับพ่อ เมื่อเธอกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ พ่อไม่ปฏิเสธ มีแต่คำถามว่า เจ้าต้องการอะไร ซึ่งคำๆนี้เป็นคำเดียวกันกับที่พระเจ้าทรงใช้กับกษัตริย์ซาโลมอนเมื่อครั้งที่เขาได้ดำเนินชีวิตเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า 1 พงศ์กษัตริย์ 3:5 5พระเจ้าทรงปรากฏแก่ซาโลมอนที่เมืองกิเบโอน เป็นพระสุบินในกลางคืน และพระเจ้าตรัสว่า “เจ้าอยากให้เราให้อะไรเจ้าก็จงขอเถิด” คำพูดของคาเลบผู้เป็นพ่อที่พอใจในความเชื่อฟังของลูก มีพื้นฐานความพอใจเหมือนที่พระเจ้าทรงพอพระทัยกษัตริย์ซาโลมอนด้วยเช่นกัน
4. คนที่ใช้การได้สมควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด โยชูวา 15:19
19นางตอบท่านว่า “ขอของขวัญให้ลูกสักอย่างหนึ่งเถิด เมื่อพ่อให้ฉันมาอยู่ในแผ่นดินเนเกบลูกขอน้ำพุด้วย” คาเลบก็ยกน้ำพุบนและน้ำพุล่างให้แก่นาง
การใช้คำว่า “ให้” ของนางอัคสาร์ กับคำว่า “ให้” ที่พระเจ้าทรงถามซาโลมอน เป็นคำๆเดียวกัน 5414 nathan นาธาน แปลว่า เป็นการให้ที่ไร้ขอบเขต มีอิสระทางด้านความคิด ไม่ถูกครอบงำด้วยอิทธิพลใดๆ มาจากความต้องการของตัวเองล้วนๆ เรียกว่า “ให้” อย่างไร้ขีดจำกัด Unlimited นางอัคสาร์ใช้คำเดียวกันนี้กับคาเลบ ขอของขวัญให้ลูกสักอย่างหนึ่งเถิด แปลเป็นสำนวนเข้าใจอย่างนี้ว่า ขอพ่อให้ลูกอย่างที่พ่อรักลูก อย่างที่พ่อเป็นพ่อ ไม่ถูกอิทธิพลทางด้านความคิดของธรรมเนียมวัฒนธรรมของคนอิสราเอลเรื่องลูกสาวแต่งงานไปแล้ว เป็นคนอื่นแล้ว ไม่ใช่ของครอบครัวอีกต่อไป นางอัคสาร์กำลังบอกกับพ่ออย่างลูกพูดกับพ่อ เหมือนที่พระเจ้าทรงตรัสกับซาโลมอนเช่นเดียวกัน
วันนี้ ขอให้เราทั้งหลายได้ยินเสียงตรัสของพระเจ้าอย่างพ่อถามลูก ไม่ใช่ตั้งธงไว้ว่า พระเจ้าจะตรัสแต่เสียงที่ดุดัน กล่าวโทษและตัดสินตลอดเวลา พระคัมภีร์กล่าวว่า การกล่าวโทษไม่ได้มาจากพระเจ้า เพราะพระเจ้ามาช่วยให้เราพ้นโทษและพ้นจากการกล่าวโทษ พระคัมภีร์โรม 8:1,33-34 1เหตุฉะนั้นการลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลาย ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ 33ใครจะฟ้องคนเหล่านั้นที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้ พระเจ้าทรงโปรดให้พ้นโทษแล้ว 34ใครเล่าจะเป็นผู้ปรับโทษอีก
มีคนบางประเภทคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่สมควรได้รับสิ่งที่ดี เวลาได้รับสิ่งที่ดี จะแปลกประหลาดใจว่า ใช่ตัวเขาหรือ เขาเหมาะที่จะอยู่ที่ตรงนั้น เหมาะที่จะได้รับหรือ คนประเภทนี้มักคิดว่าตัวเองนั้นด้อย หรือมักรู้สึกผิด ไม่มีคุณค่า ขอให้เราทั้งหลายที่เป็นคริสเตียนจงเรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเอง และจงไว้วางใจในการให้อภัยของพระเจ้า และจงทำให้พระเจ้าไว้วางใจเราได้ด้วยการตั้งใจที่จำดำเนินชีวิตให้พระเจ้าใช้เราได้ แล้วไม่ต้องระแวงสงสัยว่า สิ่งดีๆที่เข้ามาในชีวิตนั้นใช่ของตัวเราหรือไม่ เพราะคนที่ใช้การได้สมควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุดด้วยเช่นกัน คำถามมีว่า เราได้ตรวจสอบชีวิตของเราว่า เราเป็นคนที่ใช้การได้หรือไม่ คำถามมีว่า เราใช้อะไรเป็นมาตรฐานในการตรวจสอบ เราคิดไปเอง หรือพระเจ้าและคนรอบข้างเป็นผู้ยืนยัน เหมือนชีวิตผู้เชื่อในคริสตจักรยุคแรกในหนังสือกิจการ 2:46-47
46เขาได้ร่วมใจกันไปในพระวิหาร และหักขนมปังตามบ้านของเขา ร่วมรับประทานอาหารด้วยความชื่นชมยินดีและใจกว้างขวาง ทุกวันเรื่อยไป 47ทั้งได้สรรเสริญพระเจ้าและคนทั้งปวงก็ชอบใจ ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้า ได้ทรงโปรดให้คนทั้งหลายซึ่งกำลังจะรอด มาเข้ากับพวกสาวกทุกวันๆ
คำว่า “ของขวัญ”ในที่นี้ มาจากรากศัพท์คำว่า เบอะ อา คาว ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า blessing ความจริงนางอัคสาร์กำลังขอให้พ่อให้ที่ดินแทนคำอวยพรที่บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรือง เป็นการขอที่ฉลาด นางอัคสาร์กำลังพูดกับพ่อของตัวเองว่า พ่อ ไม่ต้องพูด แค่พ่อให้ที่ดินที่เป็นตัวแทนคำอวยพรของพ่อ ที่พ่ออยากเห็นลูกเจริญรุ่งเรือง อะไรที่พ่อคิดว่า ให้แล้วเป็นพรอย่างไร้ขีดจำกัด นี่เป็นประโยคแรก ประโยคต่อไป การอ้างถึงแผ่นดินเนเกบ ซึ่งจากแผนที่น่าจะอยู่แถวเมืองเดบีร์ที่สามีไปตีเมืองมา อยู่ใกล้บริเวณทะเลเกลือ หรือทะเลตาย เป็นเทือกเขา มีที่สูงและที่ต่ำ ไม่ได้อยู่ใกล้แม่น้ำจอร์แดน ดังนั้นต้องอาศัยน้ำจืดจากตาน้ำในที่สูงและแอ่งเก็บน้ำในที่ต่ำเพื่อการเพาะปลูก น้ำเป็นปัจจัยสำคัญ พอๆกับที่นา หากเรากลับมาดูความตั้งใจเริ่มแรกคือมาขอที่นา แต่จบลงที่น้ำพุ และคาเลบได้มอบให้ลูกสาวของเขาทั้งน้ำพุบนและน้ำล่าง เพื่อแสดงว่า สิ่งที่แทนใจของคาเลบผู้ติดตามพระเจ้าสุดใจ เขาก็มีที่จะให้แก่ลูกของตัวเองอย่างไม่จำกัดเช่นกัน
เป็นภาพที่ว่า ไม่ต้องกลัวที่จะให้พระเจ้าอย่างสุดใจ แล้วจะไม่มีที่จะให้กับคนที่เรารัก คาเลบเป็นตัวอย่างที่สามารถให้แหล่งทรัพยากรที่ใช้ไม่รู้จบ ไม่รู้หมด แก่ลูกสาวของตัวเอง เพราะเขาเริ่มต้นจากการเป็นผู้ที่พระเจ้าใช้ชีวิตของเขาได้ อัคสาร์ก็เป็นลูกที่ใช้การได้ของพ่อแม่ จึงสมควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ส่วนสามี โอทนีเอลเป็นคนที่ใช้การได้ในตระกูลในสังคมของตัวเอง เขาจึงได้ภรรยาดี ที่นำพระพรไม่รู้จบมาสู่ครอบครัว
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|