“ตามพระเยซูคริสต์…พบมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร”

 

เราคงเคยได้ยินคำว่า ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ในวงการหนึ่ง จากเพื่อนกลายเป็นคู่แข่ง เพื่อแย่งชิงมาซึ่งอำนาจ  และเมื่อมีผลประโยชน์ร่วมกัน จากศัตรูก็กลับมาเป็นมิตรกัน  นี่คือวิถีที่เราได้เห็นในสังคมยุคนี้ หรืออีกมุมหนึ่งก็คือ เป็นศัตรูกันอย่างถาวรก็มี คือไม่มีทางที่จะมาร่วมลงเรือลำเดียวกัน อย่างชนิดตัดขาดกันอย่างสิ้นเชิง อยากจะเห็นอีกฝ่ายเสียหาย และจะรู้สึกสะใจ เมื่ออีกฝ่ายล้มเหลว  ตกต่ำ ในทางตรงกันข้าม หากอีกฝ่ายไม่เป็นอย่างที่ตนเองอยากจะเห็น ก็จะรู้สึกเจ็บปวด ไม่มีความสุข เพราะผู้ที่ตนเองคิดว่าเป็นศัตรูคู่แข่ง หรือเป็นคนละพวกกับตนเอง ยังอยู่ดีเป็นสุข แถมยังได้ดีขึ้นเรื่อยๆ  มีใครบางคนในท่ามกลางพวกเรากำลังเป็นอย่างนี้อยู่หรือไม่? อยากจะบอกว่า ชีวิตแบบนี้ไม่มีวันพบกับความสุขได้  วีดีโอประกอบคำเทศนาในวันนี้ มาจากพระกิตติคุณลูกา บทที่ 10:25-37 ที่เราทั้งหลายรู้จักดีในเรื่อง ชาวสะมาเรียใจดี ที่พระเยซูคริสต์ทรงเล่าเรื่องเพื่อสอนคนยิวในยุคของพระองค์ว่าด้วย เรื่องมิตรแท้ หรือศัตรูถาวร

 

ในวีดีโอ เราจะได้ยินเสียงแทรกตอบคำถามว่า ใครคือเพื่อนบ้านที่พวกเขาควรจะรัก  เสียงแทรกนั้น ตั้งคำถามว่า ทหารพวกนั้นหรือ(หมายถึงทหารโรม) หรือจักรพรรดิซีซาร์  ซึ่งทั้งสองคำถาม (ไม่มีในบันทึกพระคัมภีร์ตอนนี้) แต่เข้าใจว่า คนสร้างภาพยนต์ได้จินตนาการบรรยากาศของสังคมคนยิวในเวลานั้นว่า ไม่มียิวคนไหนจะนับญาติร่วมมิตรกับทหารโรม ที่เหี้ยมโหดที่สุดในประวัติศาสตร์การปฏิบัติต่อเมืองขึ้น หรืออาณานิคม  โดยเฉพาะคนที่เป็นทาสหรือนักโทษส่วนใหญ่จะตายในโคลอสเสียม สนามกีฬาให้คนมาต่อสู้กัน หรือต่อสู้กับสัตว์  นักโบราณคดีวิเคราะห์ว่า มีคนตายในสนามกีฬาเพื่อความบันเทิงของคนโรมัน มากกว่า 5 หมื่นคน และสัตว์ที่ใช้เป็นล้านตัว สำหรับคนยิวในยุคของพระเยซูคริสต์ จึงไม่มียิวคนไหนจะรักทหารโรม หรือจักรพรรดิซีซาร์ ความจริงพระเยซูคริสต์ทรงถูกพวกฟาริสีหาเหตุจะจับผิดพระองค์ในเรื่องควรจะส่งส่วยให้กับจักรพรรดิซีซาร์ หรือไม่ ถ้าพระเยซูตอบว่า ควร  พวกยิวที่เกลียดชัง ก็จะหาเหตุทำให้พระเยซูเป็นที่เกลียดชังของพวกยิว  ถ้าพระเยซูตอบว่า ไม่  พวกยิวก็จะหาเหตุให้พระเยซูถูกจับ ด้วยข้อหาต่อต้านจักรพรรดิซีซาร์  ตอบยังไงก็ให้ผลลบทั้งสิ้น  แต่พระเยซูทรงตอบว่า

 

มัทธิว 22:19-22  19 จง​เอา​เงิน​ที่​จะ​เสีย​ส่วย​นั้น​มา​ให้​เรา​ดูก่อน” เขา​จึง​เอา​เดนาริอัน​เหรียญ​หนึ่ง​ถวาย​พระ​องค์​20 ​พระ​องค์​ตรัส​ถาม​เขา​ว่า “รูป​และ​คำ​จารึก​นี้​เป็น​ของ​ใคร”21 เขา​ทูล​ว่า “ของ​ซี​ซาร์” แล้ว​พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เหตุ​ฉะนั้น ของ​ของ​ซี​ซาร์​จง​ถวาย​แก่​ซี​ซาร์ และ​ของ​ของ​พระ​เจ้า​จง​ถวาย​แด่​พระ​เจ้า”:22 คำ​ตรัส​ตอบ​ของ​พระ​องค์​นั้น พวก​เขา​นึก​ไม่​ถึง จึง​พา​กัน​กลับไป ละ​พระ​องค์​ไว้​

 

นี่คือวิธีที่พระเยซูคริสต์ทรงใช้เพื่อตอบโต้พวกคนที่ต้องจับผิดพระองค์โดยใช้ความเกลียดชังที่คนยิวมีต่อทหารโรมและจักรพรรดิซีซาร์

 

ตามพระเยซูคริสต์…พบมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร  คือวิถีใหม่ที่พระเยซูคริสต์ทรงสอนผู้ที่ติดตามพระองค์ในยุคที่ความเกลียดชังทหารโรมันและจักรพรรดิแรงมาก และสมเหตุสมผลที่จะเป็นศัตรูกันอย่างถาวร ยากที่จะสอนคนยิวให้รับเรื่องนี้ได้ เพราะมันเป็นปัจจุบันมาก

 

แต่พระเยซูคริสต์ก็ต้องการจะสอนเรื่องการรักคนที่เกลียด ด้วยตัวอย่างบุคคลอันดับรองลงมาของความเกลียดชังแก่คนยิวก็คือ ชาวสะมาเรีย ซึ่งเป็นความเกลียดชังย้อนยุคโบราณไปหลายร้อยปี ความเกลียดชังก็ยังถูกส่งต่อมายังลูกหลานคนยิว จนถึงปัจจุบัน (ยิวรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายคงจะส่งต่อความเกลียดชังนี้จากรุ่นสู่รุ่น ปากต่อปาก ทำให้เกิดเป็นศัตรูกันอย่างถาวร  เรื่องราวของชาวสะมาเรียใจดี จึงถูกเล่าโดยพระเยซูคริสต์(น่าจะเป็นเรื่องแต่งขึ้น เพื่อใช้ในการสอนเรื่องเพื่อนบ้านที่คนยิวคือใคร เรื่องราวนี้ ถูกบันทึกในหนังสือพระกิตติคุณลูกาที่เดียว แต่เนื้อหารายละเอียดจะแตกต่างจากในวีดีโอที่เราได้รับชม พระกิตติคุณลูกาบันทึกตอนนี้ว่า เป็นการสนทนา ตอบกัน ระหว่างพระเยซูกับบาเรียน (ผู้เชี่ยวชาญพระบัญญัติ) ทั้งหมดในเรื่องนี้ เป็นการโต้ตอบกันระหว่างบาเรียนกับพระเยซูคริสต์เท่านั้น ภาพยนต์ที่สร้างเพื่อให้เกิดสีสันเท่านั้น ….

 

ลูกา 10:25-37  25 มี​ผู้​เชี่ยว​ชาญ​บัญ​ญัติ​คน​หนึ่ง​ยืน​ขึ้น​ทด​สอบ​พระ​องค์ ทูล​ถาม​ว่า “ท่าน​อาจารย์ ข้าพ​เจ้า​จะ​ต้อง​ทำ​อะไร​เพื่อ​จะ​ได้​รับ​ชีวิต​นิรันดร์?”26 พระ​องค์​ตรัส​ตอบ​ว่า “ใน​ธรรม​บัญ​ญัติ​เขียน​ว่า​อย่างไร? ท่าน​อ่าน​แล้ว​เข้าใจ​อย่างไร?”27 เขา​ทูล​ตอบ​ว่า “พวก​ท่าน​จง​รัก​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ผู้​เป็น​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน​ด้วย​สุด​ใจ​ของ​ท่าน ด้วย​สุด​จิต​ของ​ท่าน ด้วย​สุด​กำ​ลัง​ของ​ท่าน และ​ด้วย​สุด​ความ​คิด​ของ​ท่าน และ​จง​รัก​เพื่อน​บ้าน​เหมือน​รัก​ตน​เอง ”28 พระ​องค์​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ท่าน​ตอบ​ถูก​แล้ว จง​ไปทำ​อย่าง​นั้น​แล้ว​จะ​ได้​ชีวิต” 29 แต่​คน​นั้น​ต้อง​การ​จะ​รัก​ษา​หน้า จึง​ทูล​พระ​เยซู​ว่า “ใคร​เป็น​เพื่อน​บ้าน​ของ​ข้าพ​เจ้า?”30 พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “มี​ชาย​คน​หนึ่ง​ลง​จาก​กรุง​เยรู​ซาเล็ม​ไป​ยัง​เมือง​เย​รีโค และ​เขา​ถูก​พวก​โจร​ปล้น พวก​โจร​แย่ง​ชิง​เสื้อ​ผ้า​ของ​เขา ทุบ​ตี​เขา แล้ว​ทิ้ง​เขา​ไว้​ใน​สภาพ​ที่​เกือบ​จะ​ตาย​แล้ว31 เผอิญ​มี​ปุโร​หิต​คน​หนึ่ง​เดิน​มา​ตาม​ทาง​นั้น เมื่อ​เห็น​คน​นั้น​แล้ว​ก็​เดิน​เลย​ไป​เสีย​อีก​ฟาก​หนึ่ง32 คน​เลวี​ก็​เหมือน​กัน เมื่อ​มา​ถึง​ที่​นั่น​และ​เห็น​แล้ว​ก็​เลย​ไป​เสีย​อีก​ฟาก​หนึ่ง33 แต่​เมื่อ​ชาว​สะ​มา​เรีย​คน​หนึ่ง​เดิน​ทาง​ผ่าน​มา​ใกล้​คน​นั้น เห็น​แล้ว​ก็​มี​ใจ​สง​สาร34 จึง​เข้า​ไป​หา​เขา เอา​เหล้า​องุ่น​กับ​น้ำมัน​เท​ใส่​บาด​แผล​และ​เอา​ผ้า​มา​พัน​ให้ แล้ว​ให้​เขา​ขึ้น​ขี่​สัตว์​ของ​ตน​เอง​พา​มา​ถึง​โรง​แรม และ​ดู​แล​รัก​ษา​พยา​บาล​เขา35 วัน​รุ่ง​ขึ้น​ก่อน​จะ​ไป เขา​เอา​เงิน​สอง​เดนา​ริ​อัน​ให้​กับ​เจ้า​ของ​โรง​แรม บอก​ว่า ‘ช่วย​รักษา​เขา​ด้วย สำ​หรับ​เงิน​ที่​ต้อง​เสีย​เกิน​กว่า​นี้​จะ​ใช้​ให้​เมื่อ​กลับ​มา’36 ท่าน​เห็น​ว่า​ใน​สาม​คน​นั้น​คน​ไหน​ถือ​ได้​ว่า​เป็น​เพื่อน​บ้าน​ของ​คน​ที่​ถูก​ปล้น?”37 เขา​ทูล​ตอบ​ว่า “คือ​คน​นั้น​แหละ​ที่​แสดง​ความ​เมตตา​ต่อ​เขา” พระ​เยซู​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ท่าน​จง​ไป​ทำ​เหมือน​อย่าง​นั้น”

 

คำตอบของพระเยซูต่อบาเรียน  พูดตามภาษาชาวบ้านก็คือ ความรู้ที่เขามี สามารถหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง  บาเรียนคนนี้ รู้มากทีเดียว หากเราจำได้ มีธรรมาจารย์มาทดสอบพระเยซูว่า พระบัญญัติข้อไหนสำคัญที่สุด(เป็นเอกเป็นใหญ่ที่สุด) พระเยซูทรงตอบอย่างที่บาเรียนคนนี้ตอบจนธรรมาจารย์ได้กล่าวชมพระเยซูคริสต์ว่า

 

มาระโก 12:32-33 32 ธรร​มา​จารย์​คน​นั้น​จึง​ทูล​ว่า “จริง​ที​เดียว​ท่าน​อา​จารย์ ท่าน​กล่าว​ถูก​ต้อง ที่​ว่า พระ​เจ้า​มี​แต่​องค์​เดียว นอก​จาก​พระ​องค์​แล้ว ไม่​มี​พระ​เจ้า​อื่น​อีก​เลย33 และ​การ​ที่​จะรัก​พระ​องค์​ด้วย​สุด​ใจ สุด​ความ​เข้าใจ และ​สุด​กำ​ลัง และ​รัก​เพื่อน​บ้าน​เหมือน​รัก​ตน​เอง ก็​สำ​คัญ​กว่า​เครื่อง​เผา​บูชา​และ​ของ​ถวาย​ทั้ง​สิ้น”

 

บาเรียนคนนี้รู้จักธรรมบัญญัติดีทีเดียว และพระเยซูทรงตรัสกับบาเรียนคนนี้ว่า

 

ลูกา 10:28 28 พระ​องค์​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ท่าน​ตอบ​ถูก​แล้ว จง​ไปทำ​อย่าง​นั้น​แล้ว​จะ​ได้​ชีวิต”

 

ตามพระเยซูคริสต์….พบมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร  พระเยซูสอนบาเรียนให้ปฏิบัติ ไม่ใช่ แค่เรียนรู้ทางสมอง หรือแค่พูด แต่ให้ทำจริง การที่จะรักคนที่เกลียดชัง เป็นเรื่องยาก และบาเรียนคนนี้ จึงพยายามจะหาทางเลี่ยงที่จะปฏิบัติ ซึ่งพระกิตติคุณลูกาได้บันทึกว่า

 

ลูกา 10:29 29 แต่​คน​นั้น​ปรารถนา​จะ​แก้​ตัว จึง​ทูล​พระ​เยซู​ว่า “ใคร​เป็น​เพื่อน​บ้าน​ของ​ข้าพเจ้า”

ใครคือเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า  เป็นคำแก้ตัว ที่แปล  รากศัพท์กรีก คำว่า เพื่อนบ้าน แปลว่า คนใกล้ชิด ติดตาม เป็นเพื่อน หากเราจำได้ ตอนพระเยซูคริสต์ทรงถามเปโตรว่า เจ้ารักเราหรือ อากาเป้โอ้ รักไม่มีเงื่อนไข เปโตรตอบพระองค์ด้วยคำว่า  Phileo รักอย่างเพื่อน แปลว่า รักด้วยความชื่นชอบเป็นพิเศษ จะด้วยความเป็นพระอาจารย์ หรือความเป็นกันเอง ความเป็นมิตรที่พระเยซูทรงมอบให้กับเปโตร รักมาก็รักตอบ …..

 

ตามพระเยซูคริสต์…พบมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร  กับเรื่องชาวสะมาเรียใจดี ที่พระเยซูทรงยกตัวอย่างของสามคน คนหนึ่ง เป็นปุโรหิต คนหนึ่งเป็นเลวี และคนสุดท้ายเป็นชาวสะมาเรีย ทั้งสามคน เป็นที่รู้จักของคนยิว ในเวลานั้น ปุโรหิต น่าจะเป็นที่รัก แก่คนยิว เพราะเป็นพระอาจารย์ระดับที่สอนคนอื่น เรื่องธรรมบัญญัติ และมีตำแหน่งในการสอนด้วย เงื่อนไขที่ปุโรหิตใช้ในการเลี่ยงให้ความช่วยเหลือชายที่บาดเจ็บคือ การจับต้องคนใกล้ตาย หากตายคามือ  เส้นทางที่ปุโรหิตกำลังเดินทางจากเยรูซาเล็มไปยังเมืองเยรีโค คือเส้นทางที่ปุโรหิตกับคนเลวี จะใช้ตลอดเสมอ เพราะในยุคนั้น มีการแบ่งหน้าที่ปุโรหิตกับคนเลวี ระหว่างสองเมืองนี้ คนละครึ่ง 24 กะ  12 กะ จะเป็นของปุโรหิตและคนเลวีเมืองเยรูซาเล็ม และอีก 12 กะ จะเป็นของ ปุโรหิตและคนเลวีที่อยู่เมืองเยรีโค ซึ่งไม่ห่างกันมาก (ตอนไปอิสราเอล ข้าพเจ้าเคยขับรถแปบเดียว) ที่ปุโรหิตและคนเลวีทำเหมือนกัน คือเลี่ยงไม่ให้ความช่วยเหลือชายที่ถูกปล้นทำร้ายปางตาย เนื่องจาก ตนเองเพิ่งจะกลับจากภารกิจในพระวิหารที่เยรูซาเล็ม เปรียบก็เหมือนคนสะอาด ตามกฏในกันดารวิถี ถ้าใครไปแตะต้องศพ หรือหลุมศพ จะเป็นมลทินไป 7 วัน และต้องทำพิธีชำระในชั้นตอนวุ่นวาย เป็นไปได้ว่า กลับไปบ้าน คงถูกคนที่บ้าน หรือเพื่อนๆที่ต่างก็รอรับด้วยความยินดี อยากรับพระพรด้วย อาจกลายเป็นผิดหวังกันไปตามๆกัน และน่าจะถูกตำหนิว่า ไม่รู้ธรรมบัญัติหรือ ที่ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

 

ตามพระเยซูคริสต์…พบมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร คือจุดเปลี่ยน หักมุมเรื่องธรรมบัญญัติข้อห้ามทั้งหลายที่เป็นอุสรรคต่อการช่วยชีวิตคน พฤติกรรมของปุโรหิตและคนเลวี เกิดจากความกลัวที่ตนเองจะไม่เป็นที่ยอมรับ หากช่วยเหลือคนเจ็บแล้วตายคามือ ผิดธรรมบัญญัติและตนเองต้องเสียผลประโยชน์ที่ลงทุนไปในชีวิตของตนเอง ซึ่งเป็นค่านิยมของสังคมปุโรหิตกับคนเลวีในเวลานั้น  และทั้งสองคนไม่กล้าที่จะสวนกระแสค่านิยมนั้น เพราะเกรงว่าตนเองจะถูกปฏิเสธและไม่เป็นที่ยอมรับ และอาจหลุดจากบทบาทนั้นไปเลยก็ได้

 

วันนี้ เรากำลังกลัวอะไร กลัวคนที่เราคิดว่าเป็นศัตรูจะเปลี่ยนมาเป็นมิตรหรือ? กลัวจะพบว่า ความสัมพันธ์ที่มีอยู่ มันไม่ใช่ของแท้ มันแค่เพียงผลประโยชน์เท่านั้น หรือข้ออ้าง หรือข้อแก้ตัว  ฉบับแปล 2011 แปลอีกสำนวน

 

ลูกา 10:29 29 แต่​คน​นั้น​ต้อง​การ​จะ​รัก​ษา​หน้า จึง​ทูล​พระ​เยซู​ว่า “ใคร​เป็น​เพื่อน​บ้าน​ของ​ข้าพ​เจ้า?”

 

ตามพระเยซูคริสต์…พบมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร  กับชาวสะมาเรียใจดี คนที่หยุดให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่ถูกทอดทิ้ง ถูกหยิบยกมาสอนคนยิวที่คิดว่า ตนเองดีกว่าคนอื่น ได้รับใช้พระเจ้าในพระวิหารอย่างใกล้ชิด แต่ภายในจิตใจ เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ที่แสดงออกมาด้วยการรักตนเอง แต่ทอดทิ้งคนที่กำลังจะตาย ด้วยเงื่อนไขว่า สิ้นหวัง ช่วยไม่ได้ ปล่อยให้ตายไป ด้วยการเลี่ยงที่จะไปทางอื่น เหมือนกับที่คนยิวมากมายเลี่ยงที่จะเดินผ่านเมืองของคนสะมาเรีย เพื่อจะยังรักษาความเกลียดชังที่รับการส่งต่อจากคนรุ่นก่อนที่ปากต่อปากว่า ชาวสะมาเรียเป็นศัตรูถาวร อย่าเป็นมิตรด้วย

 

วันนี้ เรากำลังเกลียดชังใครบางคนเป็นศัตรูถาวรอยู่หรือไม่?

 

ตามพระเยซูคริสต์…พบมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร  คนที่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ คือคำตอบที่บาเรียนไม่สามารถจะแก้ตัว ได้อีก พระเยซูทรงตอบบาเรียนว่า ให้ไปทำอย่างเดียวกันกับที่ชาวสะมาเรียทำ คือ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีข้ออ้าง รับคนบาดเจ็บนั้นไว้เป็นเพื่อน ด้วยการให้ความช่วยเหลือ รับผิดชอบ ไม่กลัวว่า การเป็นเพื่อนกับคนบาดเจ็บนั้นจะทำให้เขาต้องสูญเสียตำแหน่ง ผลประโยชน์อะไร นี่คือ มิตรแท้ ที่เราจะเป็นในเส้นทางติดตามพระเยซูคริสต์ อย่าคิดแต่จะหามิตรแท้ แต่จงเป็นมิตรแท้ให้กับคนทุกคน และหยุดความเป็นศัตรูถาวรกับใครก็ตามได้แล้ว

 

1ยอห์น 4:17-18 17 ​ใน​ข้อ​นี้​แหละ ความ​รัก​ของ​เรา​จึง​สมบูรณ์ เพื่อ​เรา​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​มี​ความ​มั่นใจ​ใน​วัน​พิพากษา เพราะ​ว่า​พระ​องค์​ทรง​เป็น​เช่น​ไร​เรา​ทั้ง​หลาย​ใน​โลก​นี้​ก็​เป็น​เช่นนั้น​ 18 ​ใน​ความ​รัก​นั้น​ไม่​มี​ความ​กลัว แต่​ความ​รัก​ที่​สมบูรณ์​นั้น​ก็​ได้​ขจัด​ความ​กลัว​เสีย เพราะ​ความ​กลัว​เข้า​กับ​การ​ลงโทษ​และ​ผู้​ที่​มี​ความ​กลัว​ก็​ยัง​ไม่​มี​ความ​รัก​ที่​สมบูรณ์​

 

ตามพระเยซูคริสต์…พบมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร และนี่คือเส้นทางของพระเยซูคริสต์ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนมากมาย และน่าเกรงขามมากที่สุด คือเปลี่ยนศัตรูให้กลับมาเป็นมิตร

 

สุภาษิต 16:7 7 เมื่อ​ทาง​ของ​มนุษย์​เป็น​ที่​โปรด​ปราน​แก่​พระ​เจ้า แม้​ศัตรู​ของ​เขา​นั้น​พระ​องค์​ก็​ทรง​กระทำ​ให้​คืน​ดี​กับ​เขา​ได้

 

เราคิดว่า พระคัมภีร์ตอนนี้ เพื่อให้ใครควรมีท่าทีของการคืนดีก่อน  เริ่มที่ใคร….

 

ลูกา 6:35-36 35 แต่​จง​รัก​ศัตรู​ของ​ท่าน​และ​ทำ​ดี​ต่อ​เขา จง​ให้​เขา​ยืม​โดย​ไม่​หวัง​ที่​จะ​ได้​คืน แล้ว​บำ​เหน็จ​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​มี​บริ​บูรณ์ แล้ว​ท่าน​จะ​เป็น​บุตร​ของ​องค์​ผู้​สูง​สุด เพราะ​ว่า​พระ​องค์​ทรง​พระ​กรุณา​ทั้ง​ต่อ​คน​อกตัญ​ญู​และ​คน​ชั่ว36 พวก​ท่าน​จง​มี​ใจ​เมต​ตา​กรุณา​เหมือน​อย่าง​พระ​บิดา​ของ​ท่าน​มี​พระ​ทัย​เมต​ตา​กรุณา

 

ตามพระเยซูคริสต์..พบมิตรแท้  ไม่มีศัตรูถาวร  คำสอนของพระเยซูคริสต์ ให้สาวกรักกันและกัน เพื่อทำลายความเกลียดชังในสังคมของคนยิวในเวลานั้น และเป็นที่น่ากลัวแก่อาณาจักรโรม และเป็นผู้คว่ำอาณาจักรโรมตัวจริง  จนถึง ทุกสังคมทุกยุคทุกส  ต่างต้องการมิตรแท้ และควาไม่เป็นศัตรูถาวรทั้งสิ้น  เราทุกคนก็ต้องการใช่ไม๊?

Leave a Comment