“ชีวิตที่ปราศจากที่ติ…เป็นเพื่อนบ้านที่ดี”

ความหมายของคำว่า เพื่อนบ้าน 1. คนที่อยู่ใกล้กับอีกคน 2. คนที่มีความคุ้นเคยกัน 3. คนที่สัมพันธ์กัน มีความมั่นใจต่อกัน 4. คนที่อยู่ด้วยกัน 5. คนที่เป็นคน คนที่ต้องการความช่วยเหลือจากเรา คนที่เรามีโอกาสที่จะทำดีด้วย ทุกวันนี้ สภาพของการเป็นเพื่อนบ้านได้เปลี่ยนไป ต่างคนต่างอยู่ บ้านเรือนปิดมิดชิด ไม่ยุ่งกับใคร ใครอย่ามายุ่งกับเรา ไม่มีใครสนใจใคร ต่างคนต่างสนใจแต่เรื่องของตนเอง เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่บ้านปิดมิดชิดเท่านั้น แม้กระทั่งการอยู่ในบ้าน บนรถไฟฟ้า รถเมล์ ในลิฟต์ ในที่ทำงาน ในสถานศึกษา แม้กระทั่งในคริสตจักร กลายเป็นสังคมก้มหน้า คือทุกคนปิดตัวเอง มีโลกส่วนตัว ต่างอยู่กับแชท ไลน์ IG facebook ไม่สนใจคนรอบข้างว่าจะเป็นอย่างไร ไม่สนใจว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์กันมากขึ้นหรือไม่ แต่ถ้าจะต้องคุยกัน สื่อสารกัน นั่นคือการมองว่าอนาคตจะได้พึ่งพากัน เอาเพื่อนบ้านเป็นหูเป็นตา ช่วยเหลือกันได้ รู้จักกันไว้จึงมีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง  มีการจัดวัยต่างๆของการพึ่งพากันไว้อย่างนี้ ในวัยเด็ก เราช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งพาพ่อแม่ พึ่งพาคนอื่น พอโตเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาวช่วยตัวเองได้ ก็พึ่งพาตนเอง ไม่ต้องการพึ่งพาใคร แต่พออายุมากขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ประสบการณ์ได้สอนว่า คนเราไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ตลอด จะมีจังหวะที่จะต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน วันนี้ ช่วยคนอื่น วันหน้า คนอื่นช่วยเรา นี่คือภาพของสังคมการอยู่ร่วมกัน คนที่เป็นผู้ใหญ่ก็จะวางตัวดำเนินชีวิตด้วยความเข้าใจอย่างนี้ ก็จะให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน คนรอบข้าง ส่วนวัยรุ่นหนุ่มสาวที่คิดว่า เขาช่วยตัวเองได้แล้ว ก็ไม่ต้องการคนอื่น การแสดงออกก็จะเป็นในแนวที่ว่า ไม่ให้ความสำคัญกับการสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน จะมีแค่คนที่ตนเองพอใจ ถูกใจ เพื่อนในก๊วนเท่านั้น หรือมีแค่คนวงใน คนสำคัญ ไม่ใช่ทุกคนสำคัญ แต่จะมีแต่คนสำคัญเฉพาะเท่านั้น ซึ่งสังคมของคนยิวในยุคสองพันปีที่แล้วมีสภาพไม่ต่างจากวัยรุ่นหนุ่มสาวในยุคของเรา คำแก้ตัวของคนยิวหัวหมอบางคนจึงพูดว่า ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า จึงเกิดขึ้น ทั้งๆที่ธรรมบัญญัติของคนยิวสอนไว้อย่างชัดเจนว่า จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง คนยิวหัวหมอบางคนคิดว่า ถ้าไม่รู้จักเพื่อนบ้าน ก็จะเป็นช่องทางของการไม่ต้องรักใคร  คำแก้ตัวนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อสองพันปีที่แล้ว และพระเยซูก็ได้สอนเรื่องนี้แก่คนยิวหัวหมอนั้น ปรากฏในหนังสือ ลูกา 10:25-37  25 ดู​เถิด มี​บาเรียน​คน​หนึ่ง​ยืน​ขึ้น​ทดลอง​พระ​องค์ ทูล​ถาม​ว่า “อาจารย์​เจ้า​ข้า ข้าพเจ้า​จะต้อง​ทำ​อะไร​เพื่อ​จะ​ได้​ชีวิต​นิรันดร์”26 ​พระ​องค์​ตรัส​ตอบ​ว่า “​ใน​ธรรม​บัญญัติ​มี​คำ​เขียน​ว่า​อย่างไร ท่าน​ได้​อ่าน​เข้าใจ​อย่างไร”27 เขา​ทูล​ตอบ​ว่า “จง​รัก​พระ​องค์​ผู้​เป็น​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า​ด้วย​สุด​จิต​สุดใจ​ของ​เจ้า ด้วย​สุดกำลัง​และ​สิ้นสุด​ความ​คิด​ของ​เจ้า และ​จง​รัก​เพื่อน​บ้าน​เหมือน​รัก​ตนเอง ”28 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “ท่าน​ตอบ​ถูก​แล้ว จง​กระทำ​อย่าง​นั้น​แล้ว​จะ​ได้​ชีวิต”29 แต่​คน​นั้น​ปรารถนา​จะ​แก้​ตัว จึง​ทูล​พระ​เยซู​ว่า “ใคร​เป็น​เพื่อน​บ้าน​ของ​ข้าพเจ้า”30 ​พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “มี​ชาย​คน​หนึ่ง​ลง​ไป​จาก​กรุง​เยรูซาเล็ม​จะ​ไป​ยัง​เมือง​เย​รี​โค และ​เขา​ถูก​พวก​โจร​ปล้น โจร​นั้น​ได้​แย่ง​ชิง​เสื้อผ้า​ของ​เขา​และ​ทุบ​ตี แล้ว​ก็​ละ​ทิ้ง​เขา​ไว้​เกือบจะ​ตาย​แล้ว​31 เผอิญ​ปุโรหิต​คน​หนึ่ง​เดิน​ลง​ไป​ทาง​นั้น เมื่อ​เห็น​คน​นั้น​ก็​เดิน​เลย​ไป​เสีย​อีก​ฟาก​หนึ่ง​32 คน​หนึ่ง​ใน​พวก​เลวี​ก็​ทำ​เหมือน​กัน เมื่อ​มาถึง​ที่​นั่น​และ​เห็น​แล้ว​ก็​เลย​ไป​เสีย​อีก​ฟาก​หนึ่ง​33 แต่​ชาว​สะมาเรีย​คน​หนึ่ง เมื่อ​เดินทาง​มาถึง​คน​นั้น ครั้น​เห็น​แล้ว​ก็​มี​ใจ​เมตตา​34 เข้า​ไป​หา​เขา​เอา​ผ้า​พัน​บาดแผล​ให้​พลาง​เอา​น้ำ​มัน​กับ​เหล้า​องุ่น​เท​ใส่​บาดแผล​นั้น แล้ว​ให้​เขา​ขึ้น​ขี่​สัตว์​ของ​ตนเอง พา​มาถึง​โรงแรม​แห่ง​หนึ่ง และ​รักษาพยาบาล​เขา​ไว้​35 วันรุ่งขึ้น​เมื่อ​จะ​ไป เขา​ก็​เอา​เงิน​สอง​เดนาริอัน​มอบ​ให้​เจ้า​ของ​โรงแรม บอก​ว่า ‘จง​รักษา​เขา​ไว้​เถิด และ​เงิน​ที่​จะ​เสีย​เกิน​นี้ เมื่อ​กลับมา​ฉัน​จะ​ใช้​ให้’36 ​ใน​สาม​คน​นั้น ท่าน​คิดเห็น​ว่า​คน​ไหน​ปรากฏ​ว่า​เป็น​เพื่อน​บ้าน​ของ​คน​ที่​ถูก​ปล้น”37 เขา​ทูล​ตอบ​ว่า “คือ​คน​นั้น​แหละ​ที่​ได้​สำแดง​ความ​เมตตา​แก่​เขา” ​พระ​เยซู​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ท่าน​จง​ไป​ทำ​เหมือน​อย่าง​นั้น​เถิด”   ที่มาของเรื่องชาวสะมาเรียใจดี เกิดจากบาเรียนคนหนึ่งต้องการทดสอบความรู้เรื่องธรรมบัญญัติของโมเสส ว่าพระเยซูจะติดกับเปิดช่องที่เขาจะสร้างการโต้แย้งในคำสอนของพระเยซูได้ คำถามเรื่องจะทำอย่างไรจึงจะมีชีวิตนิรันดร์ เป็นคำถามที่ยังยึดติดอยู่กับการกระทำของตนเองเป็นหลัก พระเยซูจึงตั้งคำถามย้อนกลับว่า เขาเข้าใจธรรมบัญญัติสอนไว้ว่าอย่างไร เมื่อบาเรียนคนนั้นตอบจากความเข้าใจของตนเองว่า 27 เขา​ทูล​ตอบ​ว่า “จง​รัก​พระ​องค์​ผู้​เป็น​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า​ด้วย​สุด​จิต​สุดใจ​ของ​เจ้า ด้วย​สุดกำลัง​และ​สิ้นสุด​ความ​คิด​ของ​เจ้า และ​จง​รัก​เพื่อน​บ้าน​เหมือน​รัก​ตนเอง ”เป็นคำตอบที่มาจากการอ่านและรับรู้ทางสมอง 28 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “ท่าน​ตอบ​ถูก​แล้ว แต่การอ่านและการรับรู้ทางสมองอย่างเดียวนั้นยังไม่พอพระเยซูทรงตอบบาเรียนว่า จง​กระทำ​อย่าง​นั้น​แล้ว​จะ​ได้​ชีวิต” นั่นหมายความว่า อย่ารอที่จะรับชีวิตนิรันดร์ ซึ่งเป็นอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่จงทำเดี๋ยวนี้ จงรักพระเจ้า จงรักเพื่อนบ้านเดี๋ยวนี้ แล้วจะได้ชีวิต ความหมายของการได้ชีวิตที่พระเยซูตรัสกับบาเรียน อาจตีความจาก ลูกา17:33 33 ผู้ใด​อุตส่าห์​เอา​ชีวิต​ของ​ตน​รอด ผู้​นั้น​จะ​เสียชีวิต แต่​ผู้ใด​จะ​สู้​เสียชีวิต​ผู้​นั้น​จะ​ได้​ชีวิต​รอด พระเยซูทรงตรัสพระธรรมตอนนี้จากการยกตัวอย่างของภรรยาโลท ที่กลายเป็นเสาเกลือ เพราะความเสียดายสิ่งที่ต้องทิ้ง แต่ไม่อยากทิ้ง จึงหันหลังกลับไปมองดูเมืองโสโดม โกโมราห์ ที่พระเจ้าทรงเทไฟลงมาเผาผลาญทำลายกิเลศตัณหาบาปของคนในเมืองนั้น การอุตส่าห์เอาตัวเองรอดของภรรยาโลท ไปได้แค่ครึ่งทาง เพราะความเสียดายยังติดอยู่ ไม่ได้ตัดใจทิ้งจริง แต่คนที่ตัดใจทิ้งชีวิตเก่า จึงจะเป็นผู้ที่สู้เสียชีวิต ไม่ใช่แค่อุตส่าห์เอาชีวิตรอด  คนนั้นจะได้รับชีวิตรอด คือรอดจริง ไม่ใช่แค่รอดครึ่งทาง หรือที่ภาษาชาวบ้านใช้คำว่า ตายตอนจบ คือไปไม่รอด เหมือนกับบาเรียนคนนี้ที่มาทดสอบพระเยซู แต่ก็ตกม้าตาย ด้วยคำพูดของตนเอง 29 แต่​คน​นั้น​ปรารถนา​จะ​แก้​ตัว จึง​ทูล​พระ​เยซู​ว่า “ใคร​เป็น​เพื่อน​บ้าน​ของ​ข้าพเจ้า” และนี่คือบทเรียนเพื่อให้เราเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

1.อย่าปฏิเสธความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ลูกา 10:30-32

30 ​พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “มี​ชาย​คน​หนึ่ง​ลง​ไป​จาก​กรุง​เยรูซาเล็ม​จะ​ไป​ยัง​เมือง​เย​รี​โค และ​เขา​ถูก​พวก​โจร​ปล้น โจร​นั้น​ได้​แย่ง​ชิง​เสื้อผ้า​ของ​เขา​และ​ทุบ​ตี แล้ว​ก็​ละ​ทิ้ง​เขา​ไว้​เกือบจะ​ตาย​แล้ว​31 เผอิญ​ปุโรหิต​คน​หนึ่ง​เดิน​ลง​ไป​ทาง​นั้น เมื่อ​เห็น​คน​นั้น​ก็​เดิน​เลย​ไป​เสีย​อีก​ฟาก​หนึ่ง​32 คน​หนึ่ง​ใน​พวก​เลวี​ก็​ทำ​เหมือน​กัน เมื่อ​มาถึง​ที่​นั่น​และ​เห็น​แล้ว​ก็​เลย​ไป​เสีย​อีก​ฟาก​หนึ่ง   พระเยซูได้ยกตัวอย่างของคนที่เป็นที่ยอมรับนับถือของสังคมยิวในเวลานั้น ใครๆก็อยากจะเป็นเพื่อนกับปุโรหิต และเลวี แม้แต่บาเรียนเอง แต่คนทั้งสองได้ปฏิเสธความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ด้วยหน้าที่และตารางการทำงาน ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือคนเจ็บเกือบตายริมทางได้ ด้วยการตั้งเงื่อนไขที่ว่า ถ้าตายคามือ จะสูญเสียบทบาทที่ต้องทำ ข้อห้ามของปุโรหิตห้ามถูกต้องคนตาย มิฉะนั้นจะทำหน้าที่ในวิหารไม่ได้ตามธรรมบัญญัติกำหนดไว้ เลวีก็เช่นกัน ดังนั้นทั้งสองผู้รับใช้กำลังรับใช้งาน มิใช่ทำงานเพื่อรับใช้คน ซึ่งก็ไม่ต่างจากเรื่องที่คนยิวถูกวันสะบาโตควบคุม จนพระเยซูทรงตรัสว่า มาระโก 2:27 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “วันสะบาโต​นั้น​ทรง​ตั้ง​ไว้​เพื่อ​มนุษย์ มิใช่​ทรง​สร้าง​มนุษย์​ไว้​สำหรับ​วันสะบาโต​ คนยิวกำลังใช้ข้อห้ามวันสะบาโตอย่างผิดๆ ที่เป็นวันพัก ห้ามทำงาน ห้ามใช้แรง เป้าหมายเพื่อพักผ่อน จึงทำให้เกิดการละเลยที่จะลงแรงช่วยเหลือคนด้วย เช่นเดียวกันกับข้อห้ามสำหรับปุโรหิตและเลวี เลยกลายเป็นอุปสรรคในการช่วยเหลือคน  เราต้องรู้จักเรียงลำดับความสำคัญ ความรอดของคน คือเรื่องสำคัญที่สุด จะมีนัดหมายอะไร เตะบอล สังสรรค์ ขี่จักรยาน หรือรับใช้ในโบสถ์ แต่เมื่อมีคนต้องการความรอด จงรีบตอบสนองทันที มิใช่เลื่อนนัด คนๆนั้นที่เราเลื่อนนัดอาจจะไม่มีวันกลับมาอีกก็ได้  ทุกวันนี้ เรามีกิจกรรมเป็นหลัก ความรอดของคนเป็นรอง ไม่ต่างจากปุโรหิต และเลวีในเรื่องชาวสะมาเรียใจดี และเพิกเฉยแก้ตัวว่า ไม่รู้…ไม่เข้าใจ เป็นอย่างบาเรียนที่แก้ตัวกับพระเยซู บาเรียนคนนี้เป็นคนฉลาด มีความเข้าใจพระคัมภีร์ถูกต้อง แต่นิสัยบาปที่ยังไม่ยอมจำนนต่อความจริงของพระเยซูทำให้เรื่องชาวสะมาเรียนใจดีเกิดขึ้น เพื่อชี้ว่า การไม่เป็นเพื่อนบ้านที่ดี คือชีวิตที่จะถูกติโดยพระเยซู พระเยซูทรงติด้วยการสอนอย่างสุภาพว่า แม้จะรู้มากอย่างบาเรียน รู้และเข้าใจว่า การจะได้ชีวิตนิรันดร์ ต้องรักพระเจ้า และรักเพื่อนบ้าน แต่บาเรียนได้ปฏิเสธด้วยการแก้ตัว ก็ไม่ต่างจากปุโรหิตและคนเลวีที่ผ่านคนที่ถูกทำร้ายนั้นไป

2. การกระทำดังกว่าคำพูด ลูกา 10:33-35

33 แต่​ชาว​สะมาเรีย​คน​หนึ่ง เมื่อ​เดินทาง​มาถึง​คน​นั้น ครั้น​เห็น​แล้ว​ก็​มี​ใจ​เมตตา​34 เข้า​ไป​หา​เขา​เอา​ผ้า​พัน​บาดแผล​ให้​พลาง​เอา​น้ำ​มัน​กับ​เหล้า​องุ่น​เท​ใส่​บาดแผล​นั้น แล้ว​ให้​เขา​ขึ้น​ขี่​สัตว์​ของ​ตนเอง พา​มาถึง​โรงแรม​แห่ง​หนึ่ง และ​รักษาพยาบาล​เขา​ไว้​35 วันรุ่งขึ้น​เมื่อ​จะ​ไป เขา​ก็​เอา​เงิน​สอง​เดนาริอัน​มอบ​ให้​เจ้า​ของ​โรงแรม บอก​ว่า ‘จง​รักษา​เขา​ไว้​เถิด และ​เงิน​ที่​จะ​เสีย​เกิน​นี้ เมื่อ​กลับมา​ฉัน​จะ​ใช้​ให้  ’ชาวสะมาเรียที่เดินทางผ่านมารีบเข้าช่วยเหลือคนเจ็บปางตาย ช่วยอย่างสุดกำลัง สุดความคิด สุดความเข้าใจ สุดจิตสุดใจ ชาวสะมาเรียคนนี้เป็นตัวแทนของชาวสะมาเรียที่ชาวยิวทั้งหลายรังเกียจ เพราะเป็นคนที่ไม่ได้นมัสการพระเจ้าในกรุงเยรูซาเล็มอย่างคนยิวมี  ถูกนับว่าเป็นคนบาป แต่เขารู้จักความหมายของประโยคที่ว่า สุด​จิต​สุดใจ​​สุดกำลัง​และ​สิ้นสุด​ความ​คิด และแสดงออกเป็นการกระทำ Action is louder than word การกระทำเสียงดังกว่าคำพูด คนอย่างบาเรียนที่สามารถตอบพระเยซูอย่างถูกต้องในความเข้าใจเรื่องธรรมบัญญัติ แต่กลับโง่เขลาเบาปัญญากับการแสดงออกเป็นการกระทำ รู้มาก แต่ไม่รู้ว่าการกระทำเช่นใด จึงจะเรียกว่าเป็นเพื่อนบ้านที่ดี จึงถูกย้อนศรด้วยคำสอนของพระเยซูเรื่องชาวสะมาเรียใจดี คือแบบอย่างที่บาเรียนต้องเรียนรู้จากคนที่คนยิวดูถูกว่าต้อยต่ำ ขาดการศึกษา แต่กลับมีความเข้าใจเรื่อง สุด​จิต​สุดใจ​ของ​เจ้า ด้วย​สุดกำลัง​และ​สิ้นสุด​ความ​คิด คนอย่างนี้จึงจะเป็นคนที่จะสามารถรักพระเจ้า สุด​จิต​สุดใจ​ของ​เจ้า ด้วย​สุดกำลัง​และ​สิ้นสุด​ความ​คิด และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองที่แท้จริง เป็นการแสดงความรักเป็นการกระทำ มัทธิว 25:34-40  34 ขณะนั้น ​พระ​มหา​กษัตริย์​จะ​ตรัส​แก่​บรรดา​ผู้​ที่​อยู่​เบื้อง​ขวา​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์​ว่า ‘ท่าน​ทั้ง​หลาย​ที่​ได้รับ​พระ​พร​จาก​พระ​บิดา​ของ​เรา จง​มา​รับ​เอา​ราช​อาณาจักร ซึ่ง​ได้​ตระเตรียม​ไว้​สำหรับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ตั้งแต่​แรก​สร้าง​โลก​35 เพราะ​ว่า​เมื่อ​เรา​หิว ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​ได้​จัดหา​ให้​เรา​กิน เรา​กระหาย​น้ำ ท่าน​ก็​ให้​เรา​ดื่ม เรา​เป็น​แขก​แปลก​หน้า ท่าน​ก็​ได้​ต้อนรับ​เรา​ไว้​36 เรา​เปลือย​กาย​ท่าน​ก็​ได้​ให้​เสื้อผ้า​เรา​นุ่ง​ห่ม เมื่อ​เรา​เจ็บป่วย​ท่าน​ก็​ได้มา​เยี่ยม​เอา​ใจ​ใส่​เรา เมื่อ​เรา​ต้อง​จำ​อยู่​ใน​พันธนาคาร ท่าน​ก็​ได้มา​เยี่ยม​เรา’37 เวลา​นั้น​บรรดา​ผู้​ชอบธรรม​จะ​กราบ​ทูล​ว่า ‘พระ​องค์​เจ้า​ข้า ที่​ข้า​พระ​องค์​เห็น​พระ​องค์​ทรง​หิว​หรือ​ทรง​กระหาย​น้ำ และ​ได้​จัด​มา​ถวาย​แด่​พระ​องค์​แต่​เมื่อไร​38 ที่​ข้า​พระ​องค์​ได้​เห็น​พระ​องค์​ทรง​เป็น​แขก​แปลก​หน้า และ​ได้​ต้อนรับ​ไว้ หรือ​เปลือย​พระ​กาย และ​ได้​สวม​ฉลอง​พระ​องค์​ให้​แต่​เมื่อไร​39 ที่​ข้า​พระ​องค์​เห็น​พระ​องค์​ประชวร​หรือ​ต้อง​จำ​อยู่​ใน​พันธนาคาร และ​ได้มา​เฝ้า​พระ​องค์​นั้น​แต่​เมื่อไร’40 แล้ว​พระ​มหา​กษัตริย์​จะ​ตรัส​กับ​เขา​ว่า ‘เรา​บอก​ความ​จริง​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ซึ่ง​ท่าน​ได้​กระทำ​แก่​คน​ใด​คน​หนึ่ง​ใน​พวก​พี่​น้อง​ของ​เรา​นี้ ถึงแม้​จะ​ต่ำ​ต้อย​เพียงไร ​ก็​เหมือน​ได้​กระทำ​แก่​เรา​ด้วย’ พระเยซูทรงยกคำอุปมาตอนนี้เพื่อบอกว่า เราจะรับใช้ในคริสตจักรเรื่องอะไรก็ตาม คนยังเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่พระเจ้าทรงนับเป็นการกระทำดังกว่าคำพูด การปรนนิบัติคน โดยเฉพาะคนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างชาวสะมาเรียใจดี คือการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีที่สุด

3.ด้วยการสำแดงความเมตตาแก่คน ลูกา 10:36-37

36 ​ใน​สาม​คน​นั้น ท่าน​คิดเห็น​ว่า​คน​ไหน​ปรากฏ​ว่า​เป็น​เพื่อน​บ้าน​ของ​คน​ที่​ถูก​ปล้น”37 เขา​ทูล​ตอบ​ว่า “คือ​คน​นั้น​แหละ​ที่​ได้​สำแดง​ความ​เมตตา​แก่​เขา” ​พระ​เยซู​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ท่าน​จง​ไป​ทำ​เหมือน​อย่าง​นั้น​เถิด” เพื่อนบ้านที่ดี คือคนที่สำแดงความเมตตา คือหนึ่งในพระลักษณะเด่นของพระเจ้า พระเจ้าทรงพระเมตตา เราจึงมีวันนี้ได้ พระองค์จึงมาช่วยเราในขณะที่เราช่วยตัวเองไม่ได้ และกำลังอยู่ในภาวะของการต้องการความช่วยเหลือ เหมือนกับคนที่ถูกทำร้าย ถูกทิ้งไว้ข้างถนน สภาพคือตายแน่ๆ และพระเจ้าทรงเมตตาต่อเรา วันนี้ คริสตจักรใจสมานเพชรเกษม11 กำลังก้าวไปสู่ พันธกิจ 360 องศา คือการพึ่งพาสายตาของพี่น้องทั้งหมด เราต้องการสายตาจากเด็ก วัยรุ่น หนุ่มสาว ผู้ใหญ่ คนแก่ หญิงและชาย ทุกสายตา ทุกความสัมพันธ์ ที่จะเข้าไปในสังคมอย่างเพื่อนบ้านที่ดี อย่างชาวสะมาเรียใจดี พระเยซูกำลังตรัสกับคริสตจักรของเราเช่นเดียวกัน จงไปทำเหมือนอย่างเถิด เรากำลังต้องการเพื่อนบ้านที่ดี เราต้องเป็นเพื่อนบ้านที่ดี เรากำลังออกไปสู่โลกช้างนอกอย่างเพื่อนบ้านที่ดี ที่สำแดงความเมตตาของพระเจ้า การรับใช้ของเราคือการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี 36 ​ใน​สาม​คน​นั้น ท่าน​คิดเห็น​ว่า​คน​ไหน​ปรากฏ​ว่า​เป็น​เพื่อน​บ้าน​ของ​คน​ที่​ถูก​ปล้น” บาเรียนไม่ตอบว่า เป็นชาวสะมาเรีย แต่เขาตอบเป็นความเมตตาที่มีอยู่ในชาวสะมาเรียใจดีคนนี้ ให้เราพูดกับคนข้างๆว่า ฉันจะเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ฉันต้องเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และฉันสามารถเป็นเพื่อนบ้านที่ดี อาเมน

“ชีวิตที่ปราศจากที่ติ…เป็นเพื่อนบ้านที่ดี”

1.อย่าปฏิเสธความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

2. การกระทำดังกว่าคำพูด

3.ด้วยการสำแดงความเมตตาแก่คน

Leave a Comment